ผ่านทางตัน ‘เที่ยวไทย’ เครื่องยนต์ ศก.หมดบุญเก่า จี้รัฐโชว์ฟอร์มอุดช่องโหว่กู้ชื่อ
ประเทศไทยมีความจำเป็นมากขึ้นในการหาเครื่องยนต์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจตัวใหม่ หลังจากพระเอกหน้าเดิมอย่างภาคการท่องเที่ยวและภาคการส่งออก ดูเหมือนจะเป็นเครื่องยนต์ที่วิ่งช้าลง และในบางช่วงเวลาเมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตระหว่างทางก็เกิดภาวะติดๆ ดับๆ ขึ้นแบบกะทันหันจนหลายครั้งที่ไม่สามารถรับมือได้ทัน
แม้จะเป็นอย่างนั้น แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า การจะหาสิ่งที่ตัวเองเก่งเจอจนสามารถสร้างชื่อเสียงไปทั่วโลกได้นั้นคงไม่ใช่เรื่องที่ง่ายนัก เมื่อหนทางในการหาความเก่งกาจใหม่ๆ ให้เจอดูยังไม่น่าจะทำได้ในเร็ววันนี้
การพัฒนาความเก่งที่มีอยู่แล้วให้ดีมากขึ้นดูจะเป็นทางออกที่มีความเป็นไปได้จริงมากกว่า
เฉกเช่นเดียวกับเครื่องยนต์เศรษฐกิจไทยที่อาจวิ่งไม่เร็วเท่าเดิม แต่ไม่ได้หมายความว่าจะยอมหยุดนิ่งไปเสียทีเดียว เพราะเรายังเห็นการเติบโตตามธรรมชาติที่สามารถเดินหน้าไปได้เรื่อยๆ เพียงแต่ในภาวะที่โลกไม่ปกติ มีหลายเหตุการณ์ส่งผลกระทบต่อการค้าขายและการเดินทางระหว่างประเทศ
การจะดันให้เครื่องยนต์สามารถเดินหน้าได้ตามปกติ จึงจำเป็นต้องออกแรงอย่างเต็มที่มากกว่า
โดยเฉพาะในด้านภาคการท่องเที่ยว ที่ประเทศไทยถือว่ามีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก ทั้งภาพลักษณ์ความสวยงามของแหล่งท่องเที่ยว อาหาร ศิลปวัฒนธรรม การบริการ และความเป็นมิตรของผู้คน ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนประกอบร่างเป็นประเทศไทยอย่างสวยงาม เพียงแต่ความสวยงามนั้นถูกลดทอนลงอย่างต่อเนื่อง
จากเหตุการณ์ลบที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่หลังโควิด-19 คลายตัวหลังปี 2564 เป็นต้นมา ไทยเกิดปัญหาเฉพาะตัวขึ้นแบบไม่พัก จนเลือกไม่ถูกว่า ควรแก้ไขปัญหาในเรื่องอะไรก่อนหรือหลังดี
เรื่องใหญ่สุดๆ ที่ส่งผลกระทบจนถึงปัจจุบัน ยังหนีไม่พ้นกรณีการลักพาตัวนักแสดงชาวจีนซิงซิง ที่ถือเป็นเรื่องสะเทือนขวัญไปทั้งประเทศจีน รวมถึงหลายประเทศในเอเชีย เรื่องนี้แพร่กระจายไปทั่วโซเชียลมีเดียของจีนและอินฟลูเอนเซอร์นำไปฉายซ้ำ จนเกิดภาพจำว่าประเทศไทยขาดระบบความปลอดภัยที่รัดกุม เหตุรุนแรงต่อเนื่องจากอดีต ที่มีแผลเป็นขนาดใหญ่ของผลกระทบจากเหตุกราดยิงในห้างสรรพสินค้าใจกลางกรุงเทพฯ ที่เป็นเมืองหลวงของประเทศไทย จนทำให้กราฟนักท่องเที่ยวต่างชาติโดยเฉพาะจีนลดฮวบลงอย่างน่ากังวล
ก่อนจะเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้ประเทศไทยตกอยู่กลางสปอตไลต์ของทั่วโลกอีกครั้ง แต่เป็นแสงที่ไม่ค่อยจะสดใสมากนัก เมื่อเกิดกรณีพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินหญิง (แอร์โฮสเตส) ของสายการบินไทย ได้ลักลอบขนเฮโรอีนน้ำหนักกว่า 1 กิโลกรัม มูลค่ากว่า 11 ล้านบาท ข้ามประเทศไปยังออสเตรเลีย ก่อนถูกจับกุมที่สนามบินเมลเบิร์น ส่งผลกระทบในเชิงลบต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและภาพลักษณ์ระบบการบินของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ
โดยเฉพาะการตั้งคำถามถึงระบบการตรวจสอบคัดกรองผู้โดยสารในสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ปล่อยให้ยาเสพติดหลุดรอดไปถึงสนามบินปลายทางได้อย่างไร ตอกย้ำให้เกิดความเคลือบแคลงสงสัยถึงความปลอดภัยของประเทศไทยมากเข้าไปอีก
แม้เหตุการณ์นี้จะไม่ใช่อาชญากรรมที่ทำร้ายนักท่องเที่ยวในประเทศโดยตรง แต่การที่ระบบเอกซเรย์ฝั่งไทยปล่อยให้สัมภาระที่มีการซุกซ่อนหลุดรอดไปถึงปลายทางได้ ทำให้เกิดการตั้งคำถามในเวทีโลกเกี่ยวกับระบบตรวจสอบและความปลอดภัยเชิงโครงสร้างของสนามบินไทย
ต่อเรื่องนี้ อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (แอตต้า) ระบุว่า สถานการณ์การท่องเที่ยวไทยในปัจจุบัน ภาคการท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตศรัทธาความปลอดภัย ที่ถือเป็นปัญหาวนกลับมาส่งผลกระทบอีกครั้ง โดยเฉพาะในด้านภาพลักษณ์ทั้งประเทศ และพาสปอร์ตไทยถูกสั่นคลอน หลังจากเกิดกรณีแอร์การบินไทยขนเฮโรอีนเข้าประเทศออสเตรเลีย
ประเด็นที่น่ากังวลที่สุดในขณะนี้คือ ความมั่นใจด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะเหตุการณ์ที่ระบบคัดกรองในสนามบินสุวรรณภูมิมีช่องโหว่จนเกิดการเล็ดลอด ซึ่งส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาพลักษณ์ความมั่นคงของท่าอากาศยานไทย
ต้องยอมรับว่า กรณีข่าวแอร์ไทยลักลอบขนสิ่งผิดกฎหมายเข้าออสเตรเลีย เป็นการสร้างความเคลือบแคลงใจต่อชาวต่างชาติที่มีต่อกลุ่มคนไทยที่มีทักษะวิชาชีพสูง คือไม่ได้มีรายได้น้อย และมีความรู้ความสามารถเฉพาะทาง แต่ทำไมถึงก่อเหตุในลักษณะนี้ มีแรงจูงใจจากอะไร ทำให้ผลกระทบที่ตามมาคือ พาสปอร์ตไทยอาจถูกจับตามองและตรวจตราเข้มงวดขึ้นในการเดินทางไปต่างประเทศ
ประกอบกับปัญหาสะสมทั้งสแกมเมอร์ ทุนจีนสีเทา และนโยบายกัญชาที่ถูกนำไปขยายผลในต่างประเทศ ถือเป็นผลกระทบที่ซ้ำเติมกันทับแล้วทับอีก
รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหาให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม มีขั้นตอนดำเนินการชัดเจนวางเป็นข้อๆ อาทิ ข้อที่ 1 ทำอะไร ต่อด้วยอะไรอีก
ตอนนี้รัฐบาลต้องลงมือทำมากกว่าการเพียงแค่ประกาศว่าจะปิดจุดโหว่ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้
นอกจากนี้ ท่องเที่ยวไทยยังต้องเผชิญกับการท้าชิงจากคู่แข่งในภูมิภาคอย่างหนัก โดยเฉพาะมาเลเซีย ที่มีความได้เปรียบด้านค่าครองชีพที่ถูกกว่าไทย ขณะที่มาตรฐานความสะดวกสบายและโครงสร้างพื้นฐานไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน รวมถึงเวียดนาม ซึ่งถือเป็นคู่แข่งที่น่ากลัวที่สุด เนื่องจากมีภาพลักษณ์ความสดใหม่ในตลาดการท่องเที่ยว สามารถแข่งขันกับประเทศไทยในด้านราคาด้วยค่าครองชีพที่ต่ำ และได้รับการสนับสนุนอย่างเต็มกำลังจากภาครัฐเวียดนาม
โดยปัจจุบันเวียดนามกำลังรุกหนักในตลาดนักท่องเที่ยวเกาหลี อินเดีย และรัสเซีย ซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าหลักของไทย
อีกทั้งยังมีสิงคโปร์ ที่คงครองความเป็นผู้นำในตลาดระดับบน โดยเฉพาะกลุ่มจัดประชุมสัมมนา (ไมซ์) และการเป็นศูนย์กลางการบิน (Aviation Hub) แม้มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและขนาดประเทศที่ไม่ได้ใหญ่ แต่ความสะดวกในการเดินทางยังเป็นจุดแข็งที่เบียดไทยอย่างต่อเนื่อง
ส่วนญี่ปุ่นและเกาหลี ถือเป็นคู่แข่งสำคัญในการดึงดูดนักท่องเที่ยวจีน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ที่สุด และเป็นฐานลูกค้าที่สำคัญของไทยด้วย
ตอนนี้ภาคการท่องเที่ยวไทยถือว่าไม่ได้เป็นตลาดที่สดใหม่เหมือนเดิมอีกแล้ว จึงต้องลงทุนเพิ่ม โดยเสนอ 4 มิติสำคัญอย่างเร่งด่วนที่ต้องทำ ได้แก่
1. Air Connectivity เพิ่มการเชื่อมต่อเที่ยวบินระหว่างประเทศ เพราะเครื่องบินเป็นพาหนะที่ขนคนเข้าประเทศได้เร็วที่สุด
2. ระบบรางและรถไฟความเร็วสูง เพื่อสร้างความสะดวกในการขนถ่ายคนจำนวนมาก ตามแบบอย่างความสำเร็จของจีน
3. ความปลอดภัยบนท้องถนน เร่งแก้จุดบอดหรือจุดอับที่ทำให้นักท่องเที่ยวประสบอุบัติเหตุบ่อยครั้ง
และ 4. ระบบความปลอดภัยทั่วประเทศ ลงทุนในระบบกล้องวงจรปิดให้ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงควรมีทีมอาสาสมัครดูแลความปลอดภัยในทุกมิติ
“ปัญหาใหญ่ที่สุดของการขายของเดิม หรือการพึ่งพาแต่บุญเก่าที่สะสมมาคือ นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่ยังคงกระจุกตัวอยู่เพียงแค่เมืองท่องเที่ยวหลัก 6-7 จังหวัดเดิมๆ เท่านั้น ส่งผลให้เกิดข้อจำกัดในการสร้างความแปลกใหม่ เพราะกิจกรรมและการเดินทางจะหมุนเวียนอยู่แค่ในพื้นที่เดิม ทำให้ไม่สามารถสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวที่สดใหม่ขึ้นมาได้ในระยะเวลาอันสั้น นิยามของคำว่าของใหม่ ที่ไทยควรจะเร่งทำคือ การนำทรัพยากรในจังหวัดอื่นๆ หรือเมืองรองมาขัดเกลาและสร้างให้ติดตลาดมากขึ้น ผ่านการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน อำนวยความสะดวกในการเดินทาง เพราะขณะที่ไทยยังขยับได้ช้า คู่แข่งในอาเซียนสามารถออกตัวได้เร็วกว่าในการสร้างและขายจุดเด่นใหม่ๆ ของตัวเอง ประเทศไทยจึงต้องเร่งตัวก่อนที่จะพ่ายแพ้ให้กับคู่แข่งที่เคลื่อนตัวได้เร็วกว่า” อดิษฐ์ระบุ
ก่อนบุญเก่าจะหมดลงแล้วทุกอย่างจะหยุดนิ่งจนขยับไม่ได้ ตอนนี้อาจเป็นโอกาสสุดท้ายที่จะทำอะไรคงต้องเร่งทำ!
