คุยกับ ‘เนอส ภัทราภรณ์’ แคนดิเดตประธานสภา กทม. กับภารกิจ ‘ดันบาร์อำนาจ’ และ ‘สภาโปร่งใส’
MatiTalk : จารุวิชญ์ สิงคะเนติ
“คิดว่าเราก็ต้องพยายามกันให้สุด ถ้าเราได้ตำแหน่งประธานสภา กทม.จะดันบาร์อำนาจของสภากรุงเทพมหานครไปได้ไกลมากกว่านี้ ซึ่งการให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมเป็นเรื่องสำคัญมาก” ส.ก.เนอส ภัทราภรณ์ เก่งรุ่งเรืองชัย สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) เขตบางซื่อ พรรคประชาชน เปิดใจกับมติชนสุดสัปดาห์ ผ่านรายการ MatiTalk ภายหลังชนะการเลือกตั้งเป็นสมัยที่ 2 และได้รับการเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตชิงตำแหน่งประธานสภา กทม.
ส.ก.เนอสระบุว่า จริงๆ เราไม่ได้มองที่ตำแหน่งประธานสภา กทม.เป็นหลัก แต่เรามองที่วาระเมืองที่ต้องถูกผลักดัน ซึ่งการที่จะผลักดันได้ พรรคประชาชนก็จะต้องได้ตำแหน่งนี้ วาระเมืองที่เราพูดถึงก็คือ ‘สภาโปร่งใส’ ใครทำอะไรต้องรู้หมด รวมถึงสภาที่มีประสิทธิภาพด้วย
: ภาพที่เป็น ส.ก.ครั้งแรกกับภาพวันนี้แตกต่างกันมากไหม โดยเฉพาะการเป็นตัวเต็งในการชิงประธานสภา กทม.
ความรู้สึกหลังชนะเลือกตั้ง ส.ก.เขตบางซื่อ สมัยที่ 2 ต่างจากครั้งแรกมาก เพราะครั้งแรกเรายังไม่รู้รายละเอียดว่าจะเข้าไปเจอกับอะไร แล้วเราก็มาด้วยความสดใหม่ด้วยความหวัง
แต่ครั้งนี้เรามาพร้อมเป้าหมาย และมีงานในพื้นที่ที่ยังแก้ไขไม่ได้ หลายเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จ รวมถึงงานสภาอย่างงบประมาณซ่อมสภา ซึ่งตอนนี้เสร็จแล้ว ต้องมาตามกันต่อไปว่าตรงไปตรงมาหรือไม่
ส.ก.พรรคประชาชนที่เข้ามาครั้งนี้เป็นหน้าใหม่เยอะมาก ก็ต้องลุยกันต่อ แล้วพยายามที่จะผลักดันให้ ส.ก.หน้าใหม่ขึ้นมาทำงานได้ ติดสปีดเลยตั้งแต่วันแรก
คิดว่า 4 ปีที่ผ่านมาเราทำได้ดี ถ้าย้อนกลับไปตอนปี 2565 เราต้องอธิบายกับพี่น้องประชาชนว่า ส.ก.คืออะไร มาลง ส.ก.จะมาทำอะไร แต่ปี 2569 จะเห็นว่าการอธิบายเรื่องนี้น้อยลงมาก แต่เป็นการฉายภาพให้เห็นว่าหน้าที่ ส.ก.ไม่ได้มีแค่การซ่อมไฟ ซ่อมถนน ฉีดยุงเท่านั้น อำนาจที่แท้จริงของ ส.ก.อยู่ที่การตรวจสอบงบประมาณกว่า 1 แสนล้านบาทต่อปีของกรุงเทพมหานคร
ก็มีความหวังมากว่าเราจะฉายแสงลงมาที่สภา กทม.ให้ได้มากที่สุด เพื่อให้พี่น้องประชาชนเข้าใจ แล้วมีส่วนร่วมในการตรวจสอบไปกับเราด้วย
: จุดเริ่มต้นมาลงสนาม ส.ก.
คือเรามีความหงุดหงิด คับแค้นใจ ว่าทำไมหลุมหน้าบ้านไม่ได้ถูกซ่อม หรือไฟที่ดับเป็นปีไม่เกิดการแก้ไข ซึ่งเป็นจุดเล็กๆ เท่านั้นเองที่ทำให้เข้ามา
แต่ตอนนั้นก็ไปสมัคร ส.ส.เพราะเปิดรับ ส.ส.พอดี เมื่อสัมภาษณ์ไปประเด็นก็ไม่ตรงกัน เพราะ ส.ส.ต้องโฟกัสในประเด็นใหญ่ที่จะต้องแก้กฎหมาย
แต่เราแค่อยากจะซ่อมอะไรกระจุกกระจิกเท่านั้น ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาไม่ทำสักที ยากเย็นตรงไหน
พอเข้ามาแล้วก็ยากระดับหนึ่ง แต่ว่าทำได้
: Culture Shock ที่เคยเจอมีอะไรบ้าง
Culture Shock อย่างแรกเลยคือ เรามองว่าสภากรุงเทพมหานครเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นที่น่าเคารพนับถือ เป็นที่ที่เข้ามาได้ยาก จะต้องมีความสามารถสูงมาก แต่เข้ามาแล้วพบว่าหลายคนไม่ได้มีความเข้าใจในงานสภาเลย
ซึ่งเราเข้าไปเป็นเด็กใหม่ก็งง ตอนแรกเข้าใจว่าสิ่งที่เขาทำกันมาเป็นสิ่งที่ถูก แต่พอเริ่มไปเรียนรู้งานจากในพรรค เรียนรู้จากสภาใหญ่ พบว่าบิดเบี้ยวไปหมดเลย แต่เป็นสิ่งที่เขาทำตามๆ กันมา ก็เป็น Culture Shock อย่างหนึ่ง
อีกอย่างหนึ่งคือพอถึงช่วงพิจารณางบประมาณ พบว่าหลายคนไม่ได้อ่านเล่มงบฯ ด้วยซ้ำ แต่มานั่งพิจารณางบประมาณที่ส่งผลกระทบต่อพี่น้องประชาชนทุกคนในกรุงเทพมหานคร เขาพิจารณาจากความจริงคู่ขนาน คืองบฯ นี้เป็นของใคร งบฯ นี้ควรตัดเพราะเหตุผลนี้ มีนอกมีในแบบนี้ ซึ่งเราอ่านเล่มงบฯ แล้วไม่ได้สอดคล้องกัน เวลาอภิปรายหรือถามคำถามจะเป็นความจริงที่อยู่ในเล่มงบฯ แต่ที่พูดถึงกันในห้องงบฯ ที่ไม่มีการไลฟ์สดจะเป็นความจริงคู่ขนานไปด้วย ซึ่งคิดว่าการไลฟ์สดแล้วเอาคนนอกเข้าไปจะช่วยแก้ปัญหานี้ได้
การทำงาน 4 ปีที่ผ่านมา ส.ก.เนอสมองว่าสภา กทม.มีการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนเห็นการทำงานของสภา กทม.มากขึ้น ต้องขอบคุณพรรคเพื่อไทยที่ ณ ตอนนั้นจับมือกับพรรคก้าวไกล ร่วมกันผลักดันให้มีการไลฟ์สดเกิดขึ้นในการประชุมสภาทั่วไปเป็นครั้งแรก พอมีการไลฟ์สดก็มีความรับผิดรับชอบมากขึ้นในสิ่งที่ ส.ก.แต่ละท่านอภิปราย
และเป็นสิ่งที่เราอยากจะเอาสิ่งนี้เข้าไปในห้องงบประมาณด้วย
: ทิศทางสภา กทม. ภายใต้ประธานสภาจากพรรคประชาชน
เรามองที่วาระเมืองต้องถูกผลักดัน ซึ่งวาระเมืองที่พูดถึงคือสภาโปร่งใส ใครทำอะไรต้องรู้หมด รวมถึงสภาที่มีประสิทธิภาพ
สภาโปร่งใสเริ่มง่ายๆ อย่างแรกคือการเปิดเผยมติของ ส.ก.ทุกท่านว่าใครโหวตอะไรเหมือนสภาใหญ่ ที่ผ่านมาต้องไปขอประธานสภา ครั้งต่อไปทำให้เป็นอัตโนมัติเลย ที่ผ่านมาต้องคาดเดากันว่ามีตัวเลขเท่านั้นเท่านี้น่าจะเป็นของพรรคประชาชน ที่เหลือน่าจะเป็นของพรรคหรือกลุ่มอื่น
ครั้งนี้เปิดชื่อไปเลย พี่น้องประชาชนจะได้ทราบด้วยว่าตัวแทนในเขตของเขามีมุมมองอย่างไรต่อโครงการต่างๆ
รวมถึงเปิดเผยการเข้าประชุม สถิติการเข้าประชุมของ ส.ก.แต่ละท่าน เป็นการติดตามการทำงาน ซึ่ง ส.ก.ท่านไหนที่เข้าประชุมตลอด มีการทำงานที่เห็นผลดี ก็จะช่วยเสริม ส.ก.ท่านนั้นด้วย
ประเด็นที่เป็นเรื่องการป้องกันการคุกคามทางเพศหรืออะไรต่างๆ ที่เคยผลักดัน จะยื่นร่างข้อบัญญัตินี้ด้วย คงสามารถทำความเข้าใจกันได้แล้ว อาจต้องปรับจูนกันนิดหน่อย แต่คิดว่าไม่มีปัญหา
: มองอนาคตทางการเมืองอย่างไร
ไม่ได้มองไกลขนาดนั้น คิดว่าทำหน้าที่ให้ดีที่สุด หลายอย่างเราไม่ได้วางแผนด้วยซ้ำ แต่พอทำงานไปเรื่อยๆ ก็เห็นช่องทางที่สามารถดันบาร์อำนาจของ ส.ก.ขึ้นไปได้อีก หรือหลายเรื่องที่ไม่ได้อยู่ในอำนาจของ ส.ก.เราก็สามารถประสานขอความร่วมมือแล้วแก้ไขได้
คิดว่าเป็นการลองผิดลองถูก หมายถึงอนาคตทางการเมืองด้วยว่าคงลองผิดลองถูกไปเรื่อยๆ ทำสิ่งที่ยากขึ้นเรื่อยๆ ทำตัวเราให้เก่งขึ้นเรื่อยๆ เรียนรู้ทุกอย่างไปเรื่อยๆ เพราะอาชีพการเมืองไม่มีสูตรสำเร็จ
เราเชื่อว่าการที่สภากรุงเทพมหานครมาไกลขนาดนี้ แล้วพี่น้องประชาชนเริ่มเข้าใจ เราสามารถส่งต่อความโปร่งใสนี้ไปสู่สภาท้องถิ่นอีกทั่วประเทศได้โดยที่เราไม่ต้องไปอยู่ที่นั่นด้วยซ้ำ
ทุกวันนี้สภาท้องถิ่น อย่างสภาเทศบาล สภาจังหวัด สภาตำบล ยิ่งกว่าสภากรุงเทพมหานครอีก จำนวนคนยิ่งน้อยยิ่งพูดคุยกันง่าย ดังนั้น สิ่งที่ทำทุกวันนี้ไม่ได้ทำแค่เพื่อกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ทำเพื่อให้กรุงเทพฯ เป็นโมเดลสู่สภาท้องถิ่นทั่วประเทศ เพราะพรรคประชาชนเริ่มเดินเรื่องสนามท้องถิ่นเต็มตัว
ตรงนี้สำคัญมาก ความโปร่งใสของสภาท้องถิ่นทั่วประเทศจะทำให้ส่วนต่างหรือการคอร์รัปชั่นลดลงเยอะมาก จะเห็นผลทันทีด้วยงบประมาณที่ไม่ได้มีเยอะมากของสภาท้องถิ่น เพราะเมื่อถูกตัดทอนออกไปแล้วสิ่งที่พัฒนาที่หน้าบ้านจะชัดเจนสุดๆ
: การทำงาน ส.ก.ความท้าทายมาก มีวิธีคุยกับตัวเองอย่างไรว่าจะไม่เป็นผู้ใหญ่อย่างที่เราไม่ชอบ
เราก็ต้องถามตัวเองบ่อยๆ หลายเรื่องในสภากรุงเทพมหานครเป็นเรื่องที่ไม่เคยเจอมาก่อนในชีวิต แต่การตัดสินใจทีละน้อยเหล่านี้ ทุกก้าวทำให้เราได้กลับมาถามตัวเองว่าจะเป็นคนแบบไหน ถ้าเราเลือกทางนี้ชีวิตง่ายขึ้นแน่ คือเพื่อนไม่ต่อต้าน เรื่องก็เงียบไปใช่ไหม ถ้าเลือกอีกทางหนึ่งชีวิตเรายากแน่นอน แต่รู้อยู่แล้วว่านี่คือทางที่ถูก มีการตัดสินใจเป็นพันๆ ครั้งใน 4 ปีที่ผ่านมา ซึ่งคิดว่าส่วนใหญ่เราน่าจะเลือกทางที่ถูก แล้วกลับบ้านนอนหลับสบาย
มีหลายครั้งที่การตัดสินใจของเรามันไปด้วยกันได้ หลายครั้งที่ไปด้วยกันไม่ได้ เราก็ต้องเลือกว่าจะเป็นคนแบบไหน ซึ่งแต่ละคนตัดสินใจไม่เหมือนกัน ที่ผ่านมาเพื่อนก็น้อยลงทุกวันนะ
ชมคลิป
