บทความพิเศษ | ณิชา พิทยาพงศกร
เพิ่งได้ฟังอาจารย์ท่านหนึ่งเล่าว่า มีคนรู้จักโทร.มาขอความช่วยเหลือ ให้ไปช่วยจ่ายค่าเทอมให้เด็กคนหนึ่ง น้องอายุ 15 ปี เพิ่งเรียนจบชั้น ม.3 แต่โรงเรียนไม่ยอมออกรับใบรับรองว่าสำเร็จการศึกษาให้ เนื่องจากติดค้างค่าเทอมอยู่ 3,000 บาท
อาจารย์ท่านนี้ตามไปพูดคุยกับเด็กถึงบ้าน จึงได้พบสถานการณ์ที่แย่กว่านั้น ครอบครัวของน้องคนนี้ยากจนเข็ญใจ ตัวน้องเองกำลังท้องได้ 6 เดือน เมื่อเด็กคลอดออกมา ใบจบ ม.3 จะกลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับใช้ทำงานหาเงิน
และเมื่อไปคุยกับโรงเรียน ก็พบว่าจริงๆ แล้ว ยังติดค้างเงินอยู่ 8,000 บาท ถ้าจ่ายมาสักครึ่งหนึ่ง จะยอมมอบสำเนาใบจบให้
เงินจำนวนเท่านี้ อาจฟังดูไม่เยอะมากสำหรับใครหลายคน ผู้เขียนเองฟังแล้วก็อยากควักกระเป๋าจ่ายแทนน้องเขาไปให้จบๆ แต่อาจารย์ท่านเดิมเล่าต่อว่า ดูไปดูมา ไม่ได้มีแค่น้องคนนี้แค่คนเดียว หลายๆ โรงเรียนมีรายชื่อเด็กที่ติดค้างค่าเทอมเช่นนี้เป็นตั้งๆ
เมื่อยังไม่ออกใบจบ ชื่อของเด็กก็จะยังไม่จำหน่ายออกไปจากระบบ จึงไม่นับว่าเป็นเด็กที่หลุดออกจากระบบ และเข้าไม่ถึงความช่วยเหลือสำหรับเด็กนอกระบบด้วย
พูดง่ายๆ ว่าเป็น “เด็กแขวนลอย” อยู่ตรงกลางระหว่างในกับนอกระบบ จะอยู่ก็ไม่ใช่ จะออกก็ไม่เชิง และโรงเรียนกำลังใช้ใบจบเป็น “ตัวประกัน” แลกกับค่าเทอมที่เด็กติดค้างสะสมมา
ถึงแม้กระทรวงศึกษาธิการในยุคของคุณเพิ่มพูน ชิดชอบ เคยออกมาห้ามโรงเรียนไม่ให้ยึดใบจบเป็นตัวประกัน เมื่อเด็กเรียนจบก็ต้องให้ใบจบ ส่วนหนี้สินที่ติดค้าง โรงเรียนก็ค่อยมาหาทางผ่อนผันกับผู้ปกครองไป แต่หลายโรงเรียนก็ยังทำอยู่ และเป็นการยากที่กระทรวงฯ จะติดตามตรวจสอบได้ อีกทั้งผู้ปกครองและเด็กที่ติดค้างค่าเทอมก็คงไม่กล้าโวยวายเพราะคิดว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิดที่ติดค้างค่าเทอม
ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า “รัฐต้องดำเนินการให้เด็กได้รับการศึกษาเป็นเวลา 12 ปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย” และต่อมา คำสั่ง คสช. ปี 2559 ได้ขยายระยะเวลาเป็น 15 ปี แล้วทำไมถึงมีเด็กที่เป็นหนี้ค่าเทอมโรงเรียนรัฐได้ล่ะ?
ปัญหาเรื่องเรียนฟรีไม่ฟรีจริง ไม่ใช่เรื่องใหม่ รัฐบาลไหนมาก็บอกว่าจะพยายามแก้ปัญหานี้ แต่ทำไมทุกๆ ต้นปีการศึกษาจะต้องมีเรื่องผู้ปกครองเอาครกไปจำนำ เพื่อหาเงินมาจ่ายค่าเรียน?
อันที่จริง มีคนเสนอให้ช่วยกันระดมทุน เอาเงินไปโปะหนี้ของเด็กรายคนกัน คนละไม่กี่พัน ลงขันกันก็น่าจะช่วยได้หลายคน แต่ผู้เขียนมองว่า ปัญหานี้เป็นปัญหาเชิงระบบ ถ้าแก้เป็นเคสๆ ไปแบบนั้น เราก็คงต้องตามแก้ตลอดไป ไม่มีวันจบ
สาเหตุสำคัญเชิงโครงสร้างคือ งบประมาณที่รัฐจัดสรรให้โรงเรียนทุกวันนี้ ไม่เพียงพอครอบคลุมต้นทุนจริงในการจัดการศึกษา
เราต้องยอมรับว่า ทุกวันนี้ความต้องการของผู้ปกครองและเด็กเปลี่ยนไป มีความคาดหวังจากระบบการศึกษาสูงขึ้นกว่าแต่ก่อน เช่น อยากให้ลูกได้ภาษาอังกฤษ อยากให้ใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน ฯลฯ
ยิ่งเด็กน้อยลง โรงเรียนยิ่งต้องปรับตัวให้อยู่รอด ดึงดูดผู้ปกครองที่มีกำลังจ่าย ด้วยการเปิดห้องโปรแกรมพิเศษต่างๆ ทั้ง ห้อง Gifted ห้อง EP Mini-EP IEP และอีกหลายชื่อ จ้างครูต่างชาติเข้ามาสอน อีกทั้งเติมเทคโนโลยีเข้าไปเพื่อทันสมัย
และมันก็ดึงดูดผู้ปกครองได้จริง (ผอ.โรงเรียนหนึ่งในต่างจังหวัด เล่าให้ผู้เขียนฟังว่า หลังจากมีคนมาบริจาคคอมพิวเตอร์ให้โรงเรียน จำนวนเด็กในโรงเรียนเพิ่มขึ้นจากโรงเรียนขนาดเล็กที่จะโดนยุบขึ้นมาเป็นโรงเรียนขนาดกลาง เพราะผู้ปกครองบอกปากต่อปากกันว่า ถ้าลูกมาเรียนโรงเรียนนี้จะมีคอมให้ใช้)
แต่ทั้งหมดนี้ มาพร้อมกับต้นทุนที่สูงขึ้น อยากให้เด็กมีคอมใช้ ค่าไฟก็สูงขึ้น ไหนจะสภาพอากาศที่มีแต่ร้อนขึ้น ฝุ่นพิษกลับมาทุกปี ถ้าไม่มีห้องแอร์ก็นั่งเรียนลำบาก บางโรงเรียนก็เริ่มจ่ายค่าน้ำค่าไฟไม่ไหว
ส่วนเงินอุดหนุนรายหัวที่โรงเรียนได้รับแต่ละปี ปีนี้อยู่ที่ 2,655 บาท (ชั้นอนุบาล) ถึง 5,630 บาท (ชั้น ม.ปลาย) ต่อคนต่อปี มาพร้อมกับเงื่อนไข “ล็อกไอเท็ม” ที่กระทรวงฯ กำหนดไว้ เช่น เป็นค่าชุดนักเรียน 325-550 บาท ค่าอุปกรณ์การเรียนเทอมละ 145-260 บาท จะเห็นได้ว่า แต่ละไอเท็มที่กำหนดไว้ห่างไกลจากค่าใช้จ่ายจริง ซื้อชุดนักเรียนได้สักหนึ่งชุด ซื้อเครื่องเขียนนิดหน่อยก็หมดแล้ว ที่เหลือผู้ปกครองต้องออกเองอยู่ดี
ซ้ำร้ายกว่านั้น กระทรวงฯ เองเคยออกประกาศในปี 2554 ที่อนุญาตให้โรงเรียนเรียกเก็บ “ค่าบำรุงการศึกษา” ในส่วนของค่าใช้จ่ายที่ “นอกเหนือจากการจัดการศึกษาตามหลักสูตรแกนกลาง” เช่น การจ้างครูต่างชาติ ฯลฯ ว่ากันง่ายๆ คือการเลี่ยงบาลีจากคำว่า “ค่าเล่าเรียน” นั่นแหละ
แม้ว่าในประกาศนี้จะบอกด้วยว่า มีบางไอเท็มที่โรงเรียนห้ามเก็บเงิน เช่น ค่าคอมพิวเตอร์ ซึ่งรัฐอุดหนุนให้อยู่แล้ว ถ้าผู้ปกครองถูกเรียกเก็บ สามารถปฏิเสธได้ แต่ในทางปฏิบัติ ก็ยังมีการเรียกเก็บซ้ำซ้อน และถ้าอยากให้ลูกได้เข้าเรียน ใครล่ะจะกล้ามีเรื่องกับโรงเรียน
ทำให้ทุกวันนี้ ถึงจะส่งลูกเรียนโรงเรียนรัฐ คุณก็อาจจะต้องเสียเงินเพิ่มหลักพันถึงหลักหลายหมื่น
หลายคนอ่านมาถึงตรงนี้ อาจจะคิดว่า “ก็เหมาะสมแล้ว ในเมื่อพ่อแม่อยากได้ห้องแอร์ ห้องคอมฯ ครูต่างชาติ หลักสูตรใหม่ เรียนภาษาอังกฤษมากขึ้น ฯลฯ ก็ควรที่จะจ่ายด้วยตัวเองสิ”
แต่ผู้เขียนอยากลองชวนคิดอีกมุมหนึ่งว่า ความต้องการเหล่านี้เป็นสิ่งที่ฟุ่มเฟือย เกินความจำเป็นจริงหรือ?
ในเมื่อประเทศเรามีเด็กเกิดน้อยลงทุกที เรามีโอกาสใช้งบประมาณการศึกษาเท่าเดิมเพื่อลงทุนเพิ่มมากขึ้นสำหรับเด็กแต่ละคน
ในเมื่อองค์ความรู้มากมายอยู่ในภาษาอังกฤษ เราก็ควรจะให้เด็กๆ เข้าถึงและใช้ภาษาอังกฤษได้ไม่ใช่หรือ?
ในเมื่อเทคโนโลยีกลายเป็นสิ่งที่ปฏิเสธไม่ได้ในชีวิตและการทำงาน ทำไมเราถึงจะไม่ให้เด็กๆ ได้มีโอกาสเข้าถึงมันในโรงเรียนล่ะ?
ผู้เขียนมองว่า การแก้ที่ยั่งยืน คือการปรับเพิ่มเงินอุดหนุนรายหัวให้สอดคล้องกับต้นทุนจริงของโรงเรียน เพื่อการศึกษาที่มีคุณภาพที่เด็กควรได้
นอกจากนี้ตัวเงินอุดหนุนที่จัดสรรให้โรงเรียน ไม่ควรผูกกับรายไอเท็มที่กระทรวงฯ กำหนดอย่างที่เป็นอยู่ปัจจุบัน เพื่อให้โรงเรียนสามารถจัดการเงินส่วนนี้ในรูปแบบอื่นที่คุ้มค่ากว่า แต่ต้องมีความโปร่งใส รายงานให้พ่อแม่ผู้ปกครองรับรู้ว่าใช้เงินอย่างไร
และถ้าจะให้ประหยัดทั้งเงินราษฎร์และเงินหลวงจริงๆ ก็ยกเลิกเครื่องแบบนานาชนิดไปเสีย เงินส่วนนี้จะได้มาใช้กับการจัดการเรียนรู้อย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย
ทั้งนี้ สามารถทำได้โดยไม่ต้องเพิ่มงบประมาณรวมของกระทรวงศึกษาธิการด้วย แค่ไปไล่ทบทวนและดึงเงินกลับมาจากโครงการที่ไม่เป็นประโยชน์ ทำให้ครูมีภาระงานเพิ่มโดยไม่จำเป็น แถมเงินไม่ลงไปที่โรงเรียนอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยเสีย
ในช่วงนี้ที่หลายพรรคการเมืองอยากจะจัดทำ พ.ร.บ.การศึกษาฉบับใหม่
ผู้เขียนคิดว่า ควรเขียนกฎหมายเพื่อรับรองสิทธิ์ให้นักเรียนได้รับการสนับสนุนต่างๆ ในโรงเรียนโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และมีความเสมอภาคกันในโรงเรียน
ไม่ใช่ว่าในโรงเรียนเดียวกัน เด็กมีเงินนั่งห้องแอร์ เด็กไม่มีนั่งห้องพัดลม เหลื่อมล้ำต่ำสูงจนแสลงตา
หากไม่ใส่เรื่องนี้เข้าไปด้วย แก้กฎหมายไปก็สูญเปล่า
และในท้ายที่สุดแล้ว เราควรถ่ายโอนโรงเรียน สพฐ. ให้ อปท.ใหญ่ๆ ที่พอมีเงิน เช่น อบจ. เทศบาลนคร เทศบาลเมือง ช่วยดูแลได้แล้ว เพราะท้องถิ่นสามารถช่วยอุดหนุนโรงเรียนในสังกัดตนเองเพิ่มเติมได้ และที่สำคัญ ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มาจากเลือกตั้งโดยประชาชนในพื้นที่ น่าจะมีความใกล้ชิดและแรงจูงใจที่จะทำการศึกษาให้ดีขึ้นสำหรับคนในท้องถิ่นตัวเอง
มากกว่ากระทรวงศึกษาธิการที่ต้องดูแลโรงเรียนเยอะแยะมากมายทั่วประเทศ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
