ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ : พม่า, มอญ, เตลง และโรฮิงญา : ความเป็นคน กับการเมืองเรื่องชื่อเรียกชนชาติ

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงสันนิษฐานไว้ใน พระราชพงศาวดาร ฉบับพระราชหัตถเลขา ว่า “พม่า” กลายมาจากคำว่า “พราหมณประเทศ” ที่แปลว่า ดินแดนของหมู่พราหมณ์
อย่างไรก็ตาม คำสันนิษฐานนี้ดูจะไม่หนักแน่นนัก เพราะเป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าชาวพม่ายึดมั่นในพระพุทธศาสนาขนาดไหน?
เหตุการณ์หนึ่งที่ชาวไทยน่าจะจำกันได้ดีคือ การที่รัฐบาลทหารพม่า (SLORC, State Law and Order Restoration Council) เปลี่ยนชื่อประเทศอย่างเป็นทางการจาก The Union of Burma เป็น The Union of Myanmar เมื่อปี พ.ศ.2532 และเปลี่ยนเป็น Republic of the Union of Myanmar ในปัจจุบัน
ทำไมต้องเปลี่ยนเป็นเมียนมา?
คำว่า “Burma” เป็นชื่อเรียกที่ผิดเพี้ยนตามอำเภอใจของชาติเจ้าอาณานิคมอย่างอังกฤษ ที่เชื่อกันว่าจดบันทึกชื่อประเทศโดยฟังจากสำเนียงชาวพม่าทางใต้ หรืออาจจะจดมาจากสำเนียงแถบยะไข่ (Arakan) หลักฐานเก่าแก่จากจารึกเมืองพุกาม (Pagan) พบว่าพวกเขาเรียกประเทศของตัวเองว่า “เมียนมา” (Myanma Pyay, ดังนั้น การเขียนคำสะกดว่า “เมียนมาร์” จึงผิดจากสำเนียงดั้งเดิมด้วย เพราะเป็นการเขียนตามตัวสะกดในภาษาอังกฤษคือ “Myanmar” ที่เสียง “r” หรือ “ร์” ลงท้ายคำ)
โดยศิลาจารึกหลักนี้มีศักราชระบุตรงกับ พ.ศ.1778 รัฐบาล SLORC จึงประกาศเปลี่ยนชื่อประเทศเพื่อยืนยันความถูกต้องของชื่อประเทศตั้งแต่ดั้งเดิม
แต่ฝ่ายต่อต้านรัฐบาล SLORC ไม่ชอบใจกับการเปลี่ยนชื่อประเทศครั้งนั้นนัก เพราะเห็นว่ารัฐบาลกำลังพยายาม “กลืนชาติ” ทุกชาติพันธุ์ให้กลายเป็นพม่า ทั้งที่ในความเป็นจริงภายในประเทศพม่ามีผู้คนอยู่หลากเผ่าหลายพันธุ์
ที่สำคัญคือ กระบวนการต่อสู้เพื่อกอบกู้เอกราชจากอังกฤษนั้นสำเร็จได้ด้วยความร่วมมือจากชนเผ่าต่างๆ ไม่ใช่พม่าเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ชื่อประเทศ “เมียนมา” ก็ถูกประกาศใช้อย่างเป็นทางการไปแล้ว
อันที่จริงแล้ว คำว่า “เมียนมา” ก็เป็นคำเดียวกับคำว่า “พม่า” (Bama) ในภาษาพูดของชาวพม่า เวลาพูดเร็วๆ มักแผลงเสียง “ม” เป็น “บ” (หรือ “พ” ในไทย) และรวบเสียง “เ-ีย” เป็น “-ะ” คำคำนี้ถูกใช้ทั้งในความหมายของชื่อ “ดินแดน” (ตามหลักฐานในจารึกเมืองพุกาม) และ “กลุ่มชาติพันธุ์”
โดยปกติแล้ว ชื่อที่กลุ่มชาติพันธุ์ใดก็ตามใช้เรียกตัวเองมักจะมีความหมายแปลว่า “คน” เหมือนกันทั้งนั้นแหละครับ
ส่วนคำว่า “มอญ” กร่อนเสียงมาจากคำว่า “รามัญ” เช่นเดียวกับที่ “เมียนมา” กร่อนเป็น “พม่า” ทั้งสองคำนี้หมายถึงได้ทั้ง “แผ่นดิน” และ “ผู้คน” เฉพาะคำว่า รามัญ พบหลักฐานเก่าแก่ที่สุดอยู่ใน หนังสือมหาวงศ์ ซึ่งเป็นพงศาวดารของลังกาทวีป
ในรัชสมัยของพระเจ้าจันสิตถา แห่งพุกาม (พ.ศ.1627-1656) มีจารึกภาษามอญระบุคำเรียกชาวมอญว่า “รมึง” (Rmen) ยังมีจารึกบนแผ่นทองสมัยเมืองหงสาวดีเรืองอำนาจ ระบุคำว่า “รมัน” คล้าย “รามัญ” ในภาษาไทย โดยในปัจจุบันนี้ ผู้คนในเขตรัฐมอญออกเสียงเรียกพวกตัวเองว่า “มัน” หรือ “มูน” ใกล้เคียงกับเสียงคำว่า “มอญ” ในสำเนียงไทย
ตลกร้ายที่อาจจะขำกันไม่ออก (irony) สำหรับชาวพม่า และชาวมอญ ที่ประวัติศาสตร์บอกกับเราว่าไม่ค่อยจะกินเส้นกันนักก็คือ ในจารึกสมัยพระเจ้าจันสิตถา หลักเดียวกับที่พบคำว่า “รมึง” ก็ปรากฏคำเรียกชาวพม่าว่า “มรมา” (Mranma) ทั้งสองคำนี้มีรากศัพท์เดียว ซึ่งแปลความว่า “คน”
แต่พวกพม่าก็ไม่อยากจะนับญาติความเป็นคนกับพวกมอญเท่าไหร่นัก
บางครั้งชาวพม่าจึงเรียกชาวมอญว่า “เตลง” เพราะในบริเวณพื้นที่ศูนย์กลางความเจริญของมอญ คือทางตอนใต้ของพม่านั้น มีคนกลุ่มหนึ่งซึ่งตามตำนานเล่าว่า เดินทางมาจากเมือง “เตลงคณะ” ในอินเดียอยู่ด้วย
(ดังนั้น พระนิพนธ์เรื่อง ลิลิตตะเลงพ่าย ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส และพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหมื่นภูบาลบริรักษ์ ซึ่งเขียนขึ้นเพื่อยอพระเกียรติพระนเรศวร ในครั้งสงครามยุทธหัตถี โดยเรียก “พม่า” ว่า “เตลง” นั้น จึงเป็นความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนของชาวไทย)
คนกลุ่มนี้ ปัจจุบันรู้จักกันดีในชื่อของชาว “เตลุคุ” (Telugu) ซึ่งอาศัยอยู่ในอินเดีย บริเวณแถบเมืองชายฝั่งของอ่าวเบงกอล น่าสนใจที่ผลวิจัยปัจจุบันแสดงให้เห็นว่า ชาวเตลุคุพูดภาษาตระกูลมอญ-เขมร ที่ไม่ใช่ภาษาพื้นถิ่นของชมพูทวีป
เป็นอันว่าคนกลุ่มนี้อพยพจากอุษาคเนย์ไปตั้งรกรากอยู่ที่อินเดีย?
ประวัติศาสตร์แห่งชาติของพม่ามีลักษณะไม่ต่างไปจากประวัติศาสตร์แห่งชาติของไทยก็ตรงที่เป็น “ประวัติศาสตร์บาดหมาง”
แน่นอนว่าเพราะเป็นประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นในยุคอาณานิคม
ในขณะที่ไทยเราสร้างความกลมเกลียวกันของความเป็นชาติด้วยการสร้างศัตรูร่วมที่ชื่อว่า “พม่าข้าศึก” พม่าเองกลับดูจะไม่รู้สึกอินกับการเป็นศัตรูกับไทยเรานัก พม่าสร้างประวัติศาสตร์ด้วยเนื้อเรื่องการแตกกระสานซ่านเซ็นของชนเผ่าตนเอง พวกเขาไม่นับอาณาจักรของมอญไว้ในประวัติศาสตร์แห่งชาติ (พระเจ้าฟ้ารั่ว พระเจ้าราชาธิราช พระนางชินสอบู และอีกนานากษัตริย์มอญจึงไม่อยู่ในสารบบการทำให้เป็นพม่า) ไม่นับแม้กระทั่งชนเผ่าโบราณพวกปยู ที่พูดภาษาตระกูล ซิโน-ธิเบตัน เหมือนกัน เข้าไว้เป็นพวกเสียด้วยซ้ำ
มหาราชทั้งสามพระองค์ของพม่า คือพระเจ้าอโนรธาแห่งพุกาม พระเจ้าสิบทิศบุเรงนองแห่งหงสาวดี และพระเจ้าอลองพญาแห่งราชวงศ์คองบอง ล้วนแล้วแต่กำราบมอญให้สยบอยู่แทบเท้า (แถมด้วยไทใหญ่ ยะไข่ อยุธยา และชนชาติอื่นๆ อีกนิดหน่อย) ด้วยกันทั้งสิ้น
พม่ามีปัญหาเรื่องชนกลุ่มน้อยนะครับ เรื่องนี้ใครๆ ก็รู้กันดี ตัวเลขอย่างเป็นทางการในปัจจุบันระบุว่า ภายในพื้นที่ 676,578 ตารางกิโลเมตรของประเทศ บรรจุประชากรไว้มากกว่า 60 ล้านคน ถือเป็นประเทศที่มีประชากรมากที่สุดเป็นอันดับที่ 24 ของโลก ในจำนวนนี้เป็นชาวพม่า ถึง 68% ในขณะที่มีชาวมอญอยู่เพียงแค่ 2% เท่านั้น
ชาวอาระกัน หรือที่เอกสารไทยเรียกว่า “ยะไข่” ถือว่าเป็นชนกลุ่มน้อยที่มีประชากรอยู่มากที่สุด คือราว 3.5% ศูนย์กลางของยะไข่ อยู่ในรัฐอาระกัน ทางตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศพม่า ด้านตะวันตกทั้งหมดของรัฐอาระกันติดกับอ่าวเบงกอล ซึ่งก็คือที่ๆ ชาว “โรฮิงญา” (หรือ “โรฮีนจา” อย่างที่ราชบัณฑิตย์ของไทยอยากให้เรียก) ผู้น่าสงสารอาศัยอยู่
พูดง่ายๆ ว่าชาวโรฮิงญาเป็นชนกลุ่มน้อย ของชนกลุ่มน้อยอีกทีหนึ่ง (ถึงแม้จะประมาณกันเอาไว้ว่าน่าจะมีชาวโรฮิงญาอยู่ในพม่าราว 1,000,000 ชีวิตก็เถอะ) และเอาเข้าจริงแล้ว รัฐพม่า (และดูเหมือนว่าจะรวมถึงประชาชนส่วนใหญ่ในพม่า) ก็ดูจะไม่เห็นพวกเขาเป็นชนกลุ่มน้อยนัก แต่มองว่าเป็นผู้รุกรานที่ไม่มีสิทธิ์ยืนอยู่ในแผ่นดินพม่าเลยทีเดียว
การที่ ประธานาธิบดีของพม่าคนที่แล้วอย่าง นายเต็ง เส่ง เคยกล่าวเอาไว้ในทำนองที่ว่า พวกโรฮิงญาไม่ได้ถูกนับรวมอยู่ชนกลุ่มน้อยทั้ง 135 กลุ่มของประเทศพม่า นับว่าเป็นตัวอย่างชั้นดีของกรณีนี้
และก็เป็นในช่วงรัฐบาลของ นายเต็ง เส่ง นี่แหละครับ ที่เริ่มโหมกระหน่ำเรียก “โรฮิงญา” ว่า “เบงกาลี”
อันที่จริงแล้ว คำว่า “เบงกาลี” หมายถึงภาษาตระกูลหนึ่ง ซึ่งสืบรากมาจากตระกูลภาษาอินโดยูโรเปียน ในภูมิภาคของพวกพี่ๆ ในดินแดนภารตะเขา โดยแตกแขนงมาจากภาษาสันสกฤต และค่อยๆ เปลี่ยนแปลงตามลักษณะท้องถิ่นที่ใช้อยู่แพร่หลายกันอยู่ในดินแดนที่เรียกกันว่า แคว้น “เบงกอล” (Bengal) พูดง่ายๆ ว่า เป็นภาษาท้องถิ่นของดินแดนบริเวณแคว้นที่ว่า และก็จึงไม่ต้องสืบเลยว่าคำว่า เบงกาลี มาจากไหน?
และก็เป็นด้วยเหตุผลที่ว่าจึงพาให้ใครต่อใครที่พูดภาษาเบงกาลี ก็เลยจะถูกเรียกแบบเหมารวมกันไปหมดว่าเป็นพวกเบงกาลีนั่นเอง (แถมภาษาของพวกโรฮิงญา ก็จัดอยู่ในตระกูลภาษานี้ด้วย)
การที่รัฐบาลพม่าหันมาเรียก “โรฮิงญา” ว่า “เบงกาลี” หรือ “โรฮิงญา-เบงกาลี” นั้นจึงเป็นการพยายามสร้างภาพตอกย้ำลงไปว่า ชาวโรฮิงญามาจากที่อื่น คือแคว้นเบงกอล (ซึ่งแตกออกเป็นสองส่วนหลังจากอังกฤษคืนอิสรภาพให้กับอินเดีย ส่วนหนึ่งอยู่ในประเทศอินเดีย อีกส่วนกลายเป็นประเทศบังกลาเทศ) ซึ่งไม่ใช่พม่า
เป็นที่ยอมรับกันโดยทั่วไปว่า คำ “โรฮิงญา” นั้น มีรากมาจากคำในภาษาพวกโรฮิงญาเองว่า “ราฮัง” ซึ่งเป็นชื่อเรียก ดินแดน “อาระกัน” หรือ “ยะไข่” ในภาษาของพวกเขา ส่วนปัจจัย “-า” นั้นแปลว่า “มาจาก” รวมความแล้ว หมายความว่า “ผู้คนจากดินแดนอาระกัน” ดังนั้น สำหรับชาวโรฮิงญาแล้ว “บ้าน” ของพวกเขาก็คือดินแดนในรัฐอาระกันนั่นแหละนะครับ
ชื่อเรียกชนกลุ่มต่างๆ จึงแสดงให้เห็นความหมาย และจุดมุ่งหมายทางการเมืองต่างๆ ไม่ว่า ชื่อที่พวกเขาเรียกตนเอง หรือชื่อที่ผู้อื่นเรียกพวกเขา
