bg-single

ปิดตำนานโจรหมวกฟาง เจาะแผนประทุษกรรม สับขาหลอกชิงทอง 15 ล.สุดท้ายพ่ายสืบนครบาล

27.02.2026

คอลัมน์ อาชญากรรม โดย อาชญา ข่าวสด

“ภายใต้ดวงอาทิตย์นี้ ไม่มีสิ่งใดที่ตำรวจไทยทำไม่ได้”

            ประโยคอมตะของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อดีตอธิบดีกรมตำรวจ ยังคงถูกพิสูจน์ความเป็นจริงเสมอ แม้เวลาจะผ่านมาเนิ่นนาน

            เมื่อตำรวจนครบาลใช้เวลาเพียง 21 วัน ในการพิชิตอีกหนึ่งคดีสำคัญ เหตุสุดอุกอาจบุกชิงทองคำในห้างดังกลางกรุง เมื่อคืนวันที่ 30 มกราคม 2569

            กวาดทองคำรูปพรรณหนัก 198 บาท และเงินสดอีก 170,000 บาท รวมมูลค่าความเสียหายกว่า 15 ล้านบาท ภายในเวลาไม่กี่นาที

            กลายเป็นจุดเริ่มต้นของมหากาพย์การสืบสวนสอบสวนที่สั่นสะเทือนวงการสีกากี

            นี่ไม่ใช่แค่คดีชิงทรัพย์ธรรมดา แต่มันคือการท้าทายผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ด้วยแผนการที่วางมาอย่างแยบยล นำไปสู่การระดมพลชุดสืบสวนระดับพระกาฬกว่า 100 ชีวิต ภายใต้การนำของ พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผบช.น. และ พล.ต.ต.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำ สง.ผบ.ตร. ปฏิบัติราชการ บช.น.

            เพื่อปิดจ๊อบ “จอมโจรหมวกฟาง” รายนี้ให้ได้

หลังเกิดเหตุไม่กี่ชั่วโมง พล.ต.ท.สยาม และ พล.ต.ต.นพศิลป์ เดินทางมาที่จุดเกิดเหตุทันที และการประชุมด่วนจัดขึ้นที่ สน.พระโขนง โดยมีการระดมกำลังตำรวจมือปราบระดับ “พระกาฬ”

            นำโดย พล.ต.ต.โชติวัฒน์ เหลืองวิลัย ผบก.สส.บช.น., พล.ต.ต.วิทวัฒน์ ชินคำ ผบก.น.5, พ.ต.อ.ภพธร จิตหมั่น, พ.ต.อ.ภูมิยศ เหล็กกล้า, พ.ต.อ.ฤทธี ปานดำ รอง ผบก.น.5, พ.ต.อ.วิชิต ถิรขจรวงศ์ ผกก.สส.1 บก.สส.บช.น., พ.ต.อ.ชัยวัฒน์ ประดับไทย ผกก.สน.พระโขนง

            ชุดสืบสวนเริ่มแบ่งงานออกเป็น 3 ส่วนหลัก

            1. ทีมไล่กล้อง ตรวจสอบเส้นทางก่อนและหลังเกิดเหตุแบบย้อนหลัง 48 ชั่วโมง

            2. ทีมเทคนิค ตรวจสอบสัญญาณโทรศัพท์และฐานข้อมูลอาชญากรที่มีพฤติกรรมคล้ายคลึงกัน

            3. ทีมพิสูจน์หลักฐาน เก็บ DNA และลายนิ้วมือแฝงในจุดที่คนร้ายมุดเข้ามา

            หลักฐานชิ้นแรกที่ตำรวจได้รับคือภาพจากกล้องวงจรปิด (CCTV) บ่งบอกพฤติการณ์สุดอุกอาจ

            เวลา 23.35 น. ขณะพนักงานร้านทองกำลังปิดประตูลูกกรงเหล็ก ชายสวมเสื้อแขนยาวสีฟ้า หมวกปีก (ที่มาฉายาโจรหมวกฟาง) และหน้ากากอนามัย อาศัยจังหวะประตูปิดไม่สนิท มุดตัวลอดเข้าไปอย่างรวดเร็ว

            เขาชักอาวุธปืนขึ้นขู่ พร้อมทำในสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิด คือการราดน้ำมันลงบนเคาน์เตอร์ ขู่จะเผาร้านหากพนักงานขัดขืน ก่อนกวาดทองรูปพรรณและเงินสดของร้านหลบหนีไปโดยใช้รถจักรยานยนต์เป็นพาหนะ

ข้อมูลแรกที่น่าสนใจจากการ “ไล่กล้อง” กว่า 100 ตัว เมื่อทีมสืบสวนพบความผิดปกติ

            คนร้ายรายนี้มีความชำนาญพื้นที่อย่างลึกลับ เขาไม่ได้หนีไปตามถนนสายหลัก แต่กลับเลือกใช้ทางเดินเท้าและตรอกซอกซอยจนไปสิ้นสุดที่ริมคลองประเวศบุรีรมย์

            ชุดสืบสวนเดินเท้าสำรวจจนพบ “หลักฐานชิ้นแรก” นั่นคือตะขอทองคำที่สลักตราสัญลักษณ์ร้านทองตกอยู่ริมตลิ่ง

            จุดเปลี่ยนสำคัญของคดีเกิดขึ้นเมื่อชุดสืบสวนพบเบาะแสว่าคนร้ายอาจทิ้งหลักฐานลงในแหล่งน้ำ ตำรวจน้ำและชุดประดาน้ำจึงถูกเรียกตัวมาด่วน ปฏิบัติการงมค้นหาต่อเนื่องไปตามลำคลองจนถึงช่วงคลองพัฒนาการ และในที่สุดเจ้าหน้าที่ก็พบวัตถุพยานสำคัญใต้น้ำ

            รถจักรยานยนต์ฮอนด้า ทะเบียน 1 กศ 7989 ลพบุรี จากการตรวจสอบเลขเครื่อง พบว่าถูกแจ้งหายจากที่วัดสระเกศ (ภูเขาทอง) ตั้งแต่คืนวันส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ 1 มกราคม 2569

            และอาวุธปืนปลอม ที่คนร้ายใช้จี้พนักงาน ถูกโยนทิ้งใต้สะพานอ่อนนุช 21

            ภาพจากกล้องวงจรปิดบ่งชี้ว่า คนร้ายใช้วิธีถีบรถจักรยานยนต์ลงคลองทำลายหลักฐาน ก่อนลอยคอว่ายน้ำข้ามคลองหลบหนี อีกทั้งยังทำทีเดินวนอยู่บริเวณที่เกิดเหตุหลบนอนอยู่ใต้สะพานลอยละแวกเดียวกันกับจุดทิ้งปืน

            พล.ต.ท.สยามกล่าวว่า ภายหลังเกิดเหตุ บช.น.สั่งการให้ชุดสืบสวนเร่งติดตามตัวผู้ก่อเหตุอย่างใกล้ชิด โดยระดมกำลังและทรัพยากรด้านการสืบสวนจำนวนมาก

            เนื่องจากผู้ต้องหามีการวางแผนก่อเหตุล่วงหน้าเป็นเวลานาน อาทิ การลักรถจักรยานยนต์มาใช้เป็นพาหนะตั้งแต่ช่วงเทศกาลปีใหม่ที่ผ่านมา รวมทั้งมีการปกปิดอำพรางใบหน้าและเปลี่ยนเส้นทางการเดินทางเพื่อหลบเลี่ยงการติดตาม

            พฤติการณ์ทั้งหมดเชื่อมโยงอย่างมีนัยสำคัญกับคดีดังปี 2562 ในพื้นที่ สน.ทองหล่อ ครั้งนั้นคนร้ายใช้วิธี ‘แต่งหญิงสวมวิก’ บุกชิงทองกว่า 200 บาท ก่อนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยภายใต้ฉายา ‘แจ็กกี้’

            ครั้งนั้นคดียังไม่ถูกปิดลง เพราะคนร้ายยังลอยนวลเป็นปริศนาจนถึงปัจจุบัน

ทีมสืบสวนพบเบาะแสผู้ต้องสงสัยเป็นชายรายหนึ่งที่รูปพรรณสัณฐานคล้ายคนร้าย จึงเริ่มแกะรอยย้อนหลังกลับไปจนพบหลักฐานแน่ชัดว่าคือโจรหมวกฟาง

            พฤติกรรมคนร้าย ระหว่างวันที่ 1-6 มกราคม เริ่มจากการลักรถจักรยานยนต์นำไปแปลงสภาพ ด้วยการพ่นสีสเปรย์ใหม่ใต้สะพานคลองวัดปลัดเปรียง ย่านบางพลี จ.สมุทรปราการ เพื่อตบตาหมายเลขทะเบียนและลักษณะรถเดิม

            จากนั้นเป็นการอำพรางเส้นทาง ในวันที่ 7 มกราคม นำรถไปจอดทิ้งไว้ในจุดยุทธศาสตร์ (ซอยมิตร์อนันต์) และซุกซ่อนอุปกรณ์ (หมวกกันน็อก/เป้) ใต้ทางด่วนกำแพงเพชร 5 เพื่อลดการถือครองของกลางให้น้อยที่สุดก่อนวันลงมือ

            วันที่ 26 มกราคม ออกจากที่พักในอพาร์ตเมนต์ในซอยเปรมฤทัย 20 แขวงหนองบอน เขตประเวศ กรุงเทพฯ

            เริ่มแผนดูลาดเลาและแฝงตัวสับขาหลอกตำรวจ

            ขึ้นรถสาธารณะวนเวียนไปทั่วเมืองกรุง สลับสับเปลี่ยนชุดจากเสื้อน้ำเงิน-กางเกงดำ เป็นเสื้อดำ-กางเกงขาว ระหว่างเดินทาง และเลือกนอนในพื้นที่รกร้าง ป่าละเมาะ และใต้สะพานลอย

            โดยไม่กลับไปยังอพาร์ตเมนต์ที่พักอีกเลย

            วันที่ 29 มกราคม (หนึ่งวันก่อนเกิดเหตุ) เวลาประมาณ 19.00 น. เข้าไปดูลาดเลาภายในร้านทอง เขาเดินวนเวียนและสังเกตจังหวะการปิดร้านอย่างละเอียด

            แล้วก็มาถึงวันดีเดย์ 30 มกราคม คนร้ายใช้เวลาถึง 4 ชั่วโมง ในการเดินสำรวจจุดเกิดเหตุอีกรอบ เพื่อให้มั่นใจในเส้นทางหลบหนี

            ก่อนตัดสินใจลงมือในช่วงปลอดคนมากที่สุด

            หลังทำลายหลักฐานทั้งทิ้งรถจักรยานยนต์ ว่ายหนีข้ามคลองแล้ว เวลาประมาณ 01.00 น. วันที่ 31 มกราคม เดินเท้าออกจากซอยพัฒนาการ 69 แต่งกายปลอมแปลงตัวเป็นหญิง สวมวิกผม ใส่หมวกฟาง

            นั่งแท็กซี่วนเวียนอำพรางเส้นทางหลบหนีถึง 3 ทอด

            คันที่ 1 จากซอยพัฒนาการ 69 ไปลงบิ๊กซีบางนา ต่อแท็กซี่คันที่ 2 ริมถนนบางนา-ตราด ไปลงสะพานแดง อ.บางพลี ใกล้ รพ.พริ้นซ์ สุวรรณภูมิ

            จากนั้นขึ้นรถแท็กซี่คันที่ 3 บริเวณหน้าตึกบางนาทาวเวอร์ กลับถึงที่พักในซอยเปรมฤทัย 20 ในเวลาประมาณ 04.00 น.

เมื่อรู้ที่พักตำรวจก็สามารถระบุตัวตนโจรหมวกฟางได้สำเร็จ คือนายจะลอ หรือทิว กุ่ยแก้ว อายุ 29 ปี ชาวไทยภูเขาเผ่าม้ง-ลาหู่ มีประวัติเคยต้องโทษจำคุกมาแล้วหลายครั้ง

            ล่าสุด พ้นโทษเมื่อเดือนตุลาคม 2568 หลังรับโทษจำคุก 5 ปีในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ จากนั้นเข้ากรุงเทพฯ มาก่อเหตุชิงทองครั้งใหญ่

            จากการสืบสวนเปลี่ยนเป็นไล่ล่าทันที

            วันที่ 19 กุมภาพันธ์ นายจะลอก็สิ้นสุดทางโจร

            เมื่อ พล.ต.ท.นพศิลป์นำกำลังบุกชาร์จจับตัวพร้อมทองของกลางคา ‘ซุ้มชายชุดดำ’ แพพักชื่อดังในเขื่อนแม่สรวย จ.เชียงราย

            จากคำรับสารภาพของผู้ต้องหาว่า ลงมือก่อเหตุเพียงลำพังเพียงต้องการเงินไปซื้อรถจักรยานยนต์บิ๊กไบก์ และนำไปใช้หนี้พนัน

            ทั้งยืนยันไม่ใช่ ‘แจ็กกี้’ จอมโจรปี 2562 ที่ยังไร้ร่องรอย

            ส่วนเหตุผลที่เลือกสวมวิกและปลอมตัว เพราะจำมาจากภาพยนตร์ที่เคยดู และคิดว่าตำรวจจะตามหาตัวตนที่แท้จริงไม่เจอ

            เพราะอำพรางพฤติกรรมเป็นคนเร่ร่อนอยู่หลายวัน

            หลังลงมือสำเร็จก็หลบหนีออกจากกรุงเทพฯ ด้วยการใช้รถไฟเป็นพาหนะไปยังเชียงใหม่ ในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ และอาศัยอยู่ที่นั่นถึงวันที่ 4 กุมภาพันธ์ ก่อนเดินทางต่อไปยัง อ.แม่สรวย จ.เชียงราย โดยใช้รถสาธารณะตลอดเส้นทาง

            เมื่อถึงที่เขื่อนแม่สรวยก็นัดพบเจอเพื่อนชาวเขาเป็นชนเผ่าเดียวกันแต่อยู่ฝั่งประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อให้นำทองไปขายอีกฝั่ง

            ทริกการขายทองข้ามประเทศก็เป็นความรู้ที่ร่ำเรียนมาหลังกำแพงคุก จากการต้องเข้าออกหลายหน

            ทำให้รู้ว่าทองที่ชิงมามี ‘ตราสัญลักษณ์’ ไม่มีใครกล้ารับซื้อในประเทศได้

คดี ‘โจรหมวกฟาง’ คือตัวอย่างของการบูรณาการเทคโนโลยี CCTV เข้ากับงานสืบสวนภาคสนามอย่างมีประสิทธิภาพ

            แม้คนร้ายจะพยายามเป็น ‘จอมโจรไร้ตัวตน’

            แต่สุดท้ายร่องรอยที่ทิ้งไว้คือหลักฐานที่มัดตัวเขาจนดิ้นไม่หลุด

            นับเป็นบทพิสูจน์ได้ชัดเจนว่า คนร้ายอาจจะเก่งในหนัง แต่ในโลกความจริง…

            ร่องรอยเพียงเล็กน้อยคือจุดจบของพวกเขาเสมอ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

”เอกนัฏ“ ส่ง“ทีมสุดซอยพลังงาน” หอบหลักฐานยื่น กขค. ฟันเพิ่มอีก 5 คลังน้ำมัน กักตุน เก็งกำไร ประวิงเวลา ปฏิเสธการขายในช่วงวิกฤตทึ่ผ่านมา
ทำไมเกษตรกรไทยถึงยังจน? MatiTalk ดร.นุ่น รัสรินทร์ สภาพัฒน์ ไทยขาดผู้นำ ขาดวิสัยทัศน์แก้การเกษตรเชิงโครงสร้างมายาวนาน
ธงทอง จันทรางศุ | ยกเลิกตำแหน่ง ‘บรรณารักษ์’ คิดให้ดี ก่อน ‘สายเกินไป’
เส้นทางความรัก 10 ปี ของ ‘ไมเคิล ศิรชัช’ สู่วันคุกเข่าขอ ‘กุ๊กไก่’ แต่งงาน
คำตอบของมาเคียเวลลี เรื่อง ‘ผู้ปกครองดีเพราะมีกุนซือเก่งใช่หรือไม่’
กก.หมู่บ้านรักษาศีล 5 ลงพื้นที่ “เกาะช้าง” ผู้ว่าตราด ย้ำ!! ศีล 5 ทำให้สังคมปกติสุข ประชาชน “สุขกาย สบายใจ”
จับตารัฐแก้เกมไฟใต้ ส่ง ‘ปูด้วง’ คุม ‘สมช.’ แต่ยังย้ำเปิดช่องเจรจา ดึงคนพื้นที่สานสันติ
เบื้องหลัง ‘มังกรทมิฬ’ เปิดหน้ากากตำรวจหุ้นลม ผู้อยู่หลังม่านผับจีนห้วยขวาง
ยุติธรรมชำรุด | เหยี่ยวถลาลม
สงครามอิหร่าน กับการอับจนทางเลือกของทรัมป์
OZZY | กวีกระวาด : อนุชา วรรณาสุนทรไชย
เลขสิบสามหลัก | เรื่องสั้น : วัชรินทร์ จันทร์ชนะ