ต่างประเทศ
เมื่อตอนเริ่มต้นสงคราม ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พยากรณ์อย่างมั่นอกมั่นใจเหลือหลายว่า สงครามหนนี้น่าจะกินเวลา “เพียง 4 หรือ 5 สัปดาห์”
แต่พอการรบยืดเยื้อออกมาจนถึงสิ้นเดือนมีนาคม สิ่งที่ทรัมป์กล่าวก็เริ่มเปลี่ยนเป็น “อาจนานกว่าเดิมอีกสักสองสัปดาห์ หรือไม่ก็อีกสามสี่วันนานไปอีกสักหน่อย งานถึงจะแล้วเสร็จ”
หลังจากนั้นมา สิ่งที่หลุดออกจากปากทรัมป์มา ก็เป็นแต่เพียงคำกล่าวอ้างถึงชัยชนะจอมปลอมซ้ำซากเท่านั้นเอง
ความเป็นจริงแตกต่างออกไปจากคำกล่าวอ้างที่ว่านี้สุดกู่ ระบอบการปกครองอิหร่านไม่ได้ล่มสลาย หรือใกล้จะจนแต้มแต่อย่างใด ท่ามกลางการระดมถล่มด้วยกำลังทางอากาศอย่างหนักหน่วง จนสามารถทำลายแกนนำอิหร่านยุคก่อนสงครามได้หลายคนและทำลายที่ตั้งทางทหารของอิหร่านไปมากมาย ความตกลงหยุดยิงง่อนแง่นซึ่งทำกันขึ้นในเดือนเมษายนและต่อมายืดเวลาออกไปจนถึงเดือนมิถุนายนยังคงดำเนินอยู่อย่างนั้น
แต่การเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ยังคงอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับปริมาณก่อนหน้าที่สงครามจะเกิดขึ้น
แม้ว่าทรัมป์จะออกมาใช้วิธีการข่มขู่เป็นระยะๆ ว่าจะใช้กำลังทหาร “ทำลายล้าง” อิหร่าน
แต่สุดท้ายก็ต้องกลับคำ กลืนน้ำลายตัวเอง เพราะเหตุที่ว่า กองกำลังสหรัฐอเมริกาไม่มีจรวดป้องกันสำหรับใช้ในการสกัดกั้นเพื่อคุ้มครองบรรดาพันธมิตรของอเมริกันเอง รวมถึงฐานทัพของอเมริกันเองในภูมิภาคดังกล่าวหากถูกตอบโต้จากอิหร่าน
เมื่อการใช้กำลังทหารเป็นไปได้ยาก ทรัมป์หันมาใช้ลูกเล่นใหม่ด้วยการส่งสัญญาณเมื่อไม่นานมานี้ว่าจะใช้วิธีการกดดันทางเศรษฐกิจให้แกนนำของอิหร่านยอมจำนน
โดยเตรียมประกาศ “วันดี-เดย์ทางเศรษฐกิจ” ที่อ้างว่าจะเป็นการใช้ปฏิบัติการทางเศรษฐกิจที่ก่อให้เกิดความเสียหายยับเยินที่สุด เท่าที่เคยมีใช้ต่อชาติหนึ่งชาติใจมาในประวัติศาสตร์
สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังสหรัฐอเมริกา เปิดเผยในเวลาต่อมาว่า ตอนนี้แผนดังกล่าวมีแนวโน้มจะเป็นการ “ลงโทษ” ต่อประเทศที่ปฏิเสธที่จะร่วมมือแซงก์ชั่นอิหร่านอย่างเข้มงวดโดยสมัครใจ แทนที่จะใช้วิธีการโน้มน้าวรายประเทศให้ดำเนินการคว่ำบาตรอิหร่าน
ภายใต้เงื่อนไขนี้ เบสเซนต์ดูจะมีเหตุผลรองรับอยู่บ้าง เพราะเหตุที่ว่าการแซงก์ชั่นแบบทุติยภูมิที่ทางทำเนียบขาวเสนอมานั้น อาจส่งผลถึงขนาด “ระเบิดทำลายระบบการเงินโลก” ตามคำกล่าวของเบสเซนต์ได้เลยทีเดียว
แถมจังหวะเวลาก็ไม่ค่อยจะเหมาะสม เพราะในเวลาดังกล่าว จีนเป็นผู้ซื้อน้ำมันจากอิหร่านมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณที่อิหร่านส่งออกทั้งหมด และเริ่มส่งสัญญาณเตือนออกมาด้วยว่า รัฐบาลทรัมป์ควรจะยกเลิกการขึ้นภาษีศุลกากรสุดสูงต่อสินค้าจากจีนไม่เช่นนั้นจะตัดขาดการเข้าถึงสินแร่หายากของสหรัฐอเมริกา แถม สี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน ยังมีกำหนดเยือนสหรัฐอเมริกาอย่างเป็นทางการในเดือนหน้าอีกด้วย
หากฝ่ายอเมริกันตัดสินใจที่จะสร้างความปั่นป่วนให้เกิดขึ้นกับระบบเศรษฐกิจของโลก แน่นอนอาจก่อให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการทูตขึ้นกับจีน
ดังนั้น ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากไม่น้อยจึงพากันกังขาว่าทางการวอชิงตันจะเอาจริงกับแผนการบีบให้ “โลกโดดเดี่ยวอิหร่าน” โดยสมบูรณ์แบบจริงหรือเพียงแค่การชะงันกันอยู่อย่างเช่นตอนนี้ก็ส่งผลให้ราคาน้ำมันในสหรัฐอเมริกาพุ่งสูง
ข้อเคลือบแคลงเกี่ยวกับอำนาจและอิทธิพลของสหรัฐอเมริกาเริ่มมีมากขึ้นตามลำดับ รัฐบาลทรัมป์จะยังยินยอมปล่อยให้อิหร่านคุกคามต่อประเทศเพื่อนบ้านและปล่อยให้การเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซยังชะงักงันอยู่อย่างนี้ต่อไปได้ละหรือ
ประเด็นสำคัญในเวลานี้แสดงให้เห็นชัดเจนใน 3 ประการ ก็คือ
แรกสุด สหรัฐอเมริกาไม่มีทางเลือกที่ดีๆ ในการบีบบังคับให้อิหร่านยอมจำนนตามความต้องการของตนเอง
การขยายการใช้กำลังทหารเพิ่มมากขึ้นไปอีกเสี่ยงต่อการที่ชาติพันธมิตรอาหรับและฐานทัพอเมริกันเองจะถูกโจมตี
หากหันมาใช้ปฏิบัติการปิดล้อมทางเศรษฐกิจ ก็เสี่ยงต่อการกระตุ้นความไม่พอใจของจีนและอาจนำมาซึ่งการตอบโต้ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงจากจีน
เท่าที่ทำได้ก็คือได้แต่หวังไว้ว่า การปิดล้อมทางทะเลนอกช่องแคบฮอร์มุซจะสร้างความยากลำบากให้ผู้นำอิหร่านจนต้องออกมาเรียกร้องหาสันติภาพ
ประการที่สอง บรรดาพันธมิตรของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคเองเริ่มวางเดิมพันกันแล้วว่า ไม่ช้าไม่นาน อิทธิพลและผลประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาในภูมิภาคตะวันออกกลางจะลดน้อยถอยลง
เมื่อต้นเดือนสิงหาคม ซาอุดีอาระเบียเพิ่งลงนามในความตกลงป้องกันร่วมกับปากีสถานและตุรกี แม้จะไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดแต่หลายคนเชื่อว่า เนื้อหาของความตกลงร่วมดังกล่าวเอนเอียงไปในทิศทางเดียวกับความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มนาโต ซึ่งหมายถึงหากประเทศใดประเทศหนึ่งถูกโจมตี จะถือเสมือนหนึ่งเป็นการโจมตีต่อประเทศที่เหลือทั้งหมด
แต่ในขณะเดียวกัน ชาติสำคัญในภูมิภาคอีกชาติอย่าง สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์กลับไม่ยอมเข้าร่วม แต่หันไปเดิมพันอนาคตของตนเองกับอนุสัญญาอับราฮัมกับสหรัฐอเมริกา
ความแตกแยกระหว่างพันธมิตรสำคัญทั้งสองเกิดขึ้นจริง และจะยิ่งทำให้การดำเนินการทางการทูตในอนาคตของสหรัฐอเมริกาซับซ้อนมากยิ่งขึ้นในอนาคตอันใกล้
ประการที่สาม ในที่สุดไม่ช้าไม่นาน กำลังทหารอเมริกันในอ่าวเปอร์เซียก็ต้องลดน้อยถอยลง ไม่ปีนี้ก็เป็นปีหน้า ซึ่งอาจไม่ใช่เรื่องแย่ไปเสียทั้งหมด เพราะบรรดาผู้เชี่ยวชาญและผู้กำหนดนโยบายต่างประเทศ เคยเรียกร้องกันมาพักหนึ่งแล้วว่า สหรัฐอเมริกาควรลดบทบาทตนเองในตะวันออกกลางลง
นักวิชาการบางคนถึงกับเชื่อว่า กระบวนการลดบทบาทดังกล่าวกำลังดำเนินไปอยู่ในขณะนี้ และสงครามอิหร่านคือตัวการสำคัญที่เร่งให้กระบวนการนี้เร็วขึ้นโดยกาเร่งเร้าให้เกิด “ระเบียบภูมิภาคใหม่” ขึ้นในตะวันออกกลาง
แต่สิ่งที่ไม่แน่นอนก็คือ ระเบียบภูมิภาคใหม่นี้ อาจไม่ใช่ระเบียบที่สนองตอบต่อประโยชน์ของสหรัฐอเมริกาอีกต่อไป
หรือเป็นไปในทางที่ทำให้สหรัฐอเมริกาสูญเสียผลประโยชน์ด้วยซ้ำไป
ด้วยเหตุผลก็คือ นอกจากสหรัฐอเมริกาแล้ว ในภูมิภาคนี้ยังมีอีกหลายชาตินักที่จ้องจะเข้ามาจัดระเบียบใหม่
อิหร่านก็ดี ซาอุดีอาระเบียก็ดี ตุรกี รวมไปถึงอิสราเอลและอีกหลายชาติ กำลังพยายามที่จะจัดระเบียบภูมิภาคนี้ขึ้นมาใหม่
ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อให้ระเบียบใหม่นั้นสามารถตอบสนองผลประโยชน์ของตนได้ดีที่สุด
ผลลัพธ์ของการจัดระเบียบใหม่นี้ จึงอาจเป็นการไร้ระเบียบและขัดแย้งจนโกลาหลก็เป็นได้
