สัปดาห์นี้ยามนี้ไม่มีอะไรน่าสนใจและน่ากังวลยิ่งไปกว่า คดีโกง ส.ว. หรือฮั้ว ส.ว.ว่าจะไปถึงศาลฎีกาหรือไม่
นายณรงค์ รักร้อย 1 ใน 7 กกต.บอกว่า “ขอให้มั่นใจพวกเรา กกต.ทั้ง 7 คน” วันที่ 14 กันยายนนี้ จะพิจารณาและมีมติว่าจะส่งเรื่องให้ศาลฎีกาหรือไม่
ในขณะที่ “วัส ติงสมิตร” อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา เปรียบเปรยด้วยความระทดระทวยว่า ระยะทางจากที่ตั้ง กกต. ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ ไปยังศาลฎีกา ท้องสนามหลวงนั้นไม่ถึง 20 กิโลเมตร แต่นี่ล่วงผ่านไป 2 ปีแล้ว “สำนวนคดียังไปไม่ถึงศาลฎีกา”
ถ้าได้มาปลอมๆ ได้มาผิดๆ ไม่สุจริตเที่ยงธรรม การทำหน้าที่ให้ “ความเห็นชอบ” แต่งตั้งบุคคลต่างๆ ไปดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้ง “กกต.” ที่ผ่านมาแล้ว จะอธิบาย “ความชอบ” ว่าอย่างไร
ชัยธวัช ตุลาธน อดีตเลขาธิการพรรคก้าวไกล ก็ตัดพ้ออย่างน้อยเนื้อต่ำใจว่า เมื่อครั้งที่ กกต.ร้องให้ยุบพรรคก้าวไกล กล่าวหาว่าล้มล้างการปกครอง กรณีหาเสียงจากการทำนโยบายเสนอแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112 เทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ต่างกันราวฟ้ากับเหว
ตอนนั้น กกต.ใหญ่ไม่รอสำนวนจากคณะกรรมการสืบสวนไต่สวน ไม่รอฟังความเห็น ไม่รอกระบวนการตามขั้นตอนใดๆ กกต.ใหญ่พิจารณาแล้วส่งไปยัง “ศาลรัฐธรรมนูญ” เลย
คําถามคือ การโกง ส.ว. หรือการฮั้ว ส.ว.ครั้งนี้ “มีความปรากฏ” หรือไม่
“ความปรากฏ” ฉาวโฉ่ตั้งแต่ที่เมืองทองธานีแล้ว แต่ทำไม “ความปรากฏ” แก่ กกต.จึงล่าช้าอย่างยิ่ง
“ไอติม” พริษฐ์ วัชรสินธุ หวดอย่างเข้มข้นต่อเนื่องว่า จะต้องให้หลักฐานชัดเจนแค่ไหน กกต.ถึงจะสั่งฟ้อง หรือจะให้ถึงขั้นเห็นสลิปการโอนเงินต่างๆ กันเลยหรือไม่
“แค่มีหลักฐานควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต ตามกฎหมาย กกต.ก็มีหน้าที่สั่งฟ้องไปตามหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามีการทุจริต”
กกต.ไม่มีหน้าที่ชี้ขาดตัดสิน!
ถ้าจะเปรียบ “รัฐประหาร” ในประเทศไทยเหมือน “แผลเป็น” บนเรือนร่างประชาธิปไตยของไทย และ “การฮั้ว ส.ว.” ที่เป็น “แผลสด” แต่ล่วงผ่านไป 2 ปี ภายหลังจากที่พรรคประชาชน ฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และภาคประชาชน โครงการอินเตอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชนหรือไอลอว์ ช่วยกันค้นหาความจริงสืบเสาะหาพยานหลักฐานการได้มาอย่างทุจริตของ ส.ว. และนำออกมาตีแผ่ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ ตั้งแต่ลำดับเหตุการณ์ สถานที่ ตัวบุคคลที่พัวพัน ตั้งแต่ชั้นบางถึงชั้นหนา จนเห็นภาพความเคลื่อนไหวอย่างเป็นขบวนการ กระทั่งนำไปสู่การกล่าวหา 229 คน ที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็น ส.ว.ชุดปัจจุบัน 138 คน กลุ่มรัฐมนตรี ส.ส.กับเครือข่าย 41 คน และ ส.ว.สำรองกับผู้ลงสมัคร ส.ว.อีก 50 คน
“ฮั้ว ส.ว.” ที่เคยเป็น “แผลสด” มาบัดนี้ได้กลายเป็น “แผลเปื่อย” ในระบอบประชาธิปไตยไทย
ก่อนหน้า ส.ว.ชุดนี้จะมีขึ้น หลังรัฐประหารพฤษภาคม 2557 นั้นวุฒิสมาชิกทั้งหมดมาจาก “ระบอบ 3 ป.” มีหน้าที่ “ให้ความเห็นชอบ” ในแนวทางที่ไม่เป็นปฏิปักษ์กับเจตนารมณ์ “3 ป.” แต่เมื่อหมดวาระและต้องมีการเปลี่ยนถ่ายอำนาจ แนวทางเลือก ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญที่คลอดภายหลังรัฐประหารก็ก่อให้เกิด “ช่องทาง” การได้มาซึ่งอำนาจรัฐที่ไม่สุจริต
แม้จะเข้าสู่กระบวนการที่เรียกว่า ประชาธิปไตย แต่ผู้เล่นไม่มีสำนึกเสรีนิยม ไม่ศรัทธาในระบอบประชาธิปไตย
การเลือก ส.ว.เป็นเพียง “มายากล”
และเป็นภัยร้ายแรงยิ่งขึ้นเมื่อผู้ฝักใฝ่ในความสุจริตยุติธรรมถูกตามไล่ล่าด้วยการแจ้งความดำเนินคดีหรือฟ้องฐานหมิ่นประมาท ใส่ความ
แต่ดูเหมือนผู้ถูกแจ้งความและผู้ถูกฟ้องต่างก็ยินดีที่จะได้ขึ้นศาลด้วยหวังว่าจะนำเอาหลักฐานฮั้ว ส.ว.ไปตีแผ่กันในชั้นศาล
ทุกครั้งที่สังคมเต็มไปด้วยความขัดแย้งทางการเมือง ความหวัง 1 เดียวดูเหมือนจะฝากไว้ที่ศาล
แต่หลายปีมานี้ประเทศทรุดโทรมจากรัฐประหาร!
ในเวลา 8 ปี (2549-2557) มีรัฐประหารเกิดขึ้นถึง 2 ครั้ง
การเมืองที่ไม่ส่งเสริมเสรีภาพในทุกด้านส่งผลต่อระบบความคิดและความเชื่อเกี่ยวกับความสุจริตยุติธรรมผิดเพี้ยนไป
ในแง่หนึ่งคือ “หาความแน่นอนไม่ได้” เนื่องจากคดีสัพเพเหระทางการเมืองถูกร้องเรียน และฟ้องร้องจนรกโรงรกศาล ทั้งหมดมีจุดประสงค์เพียงทำลายฝ่ายตรงข้ามทางการเมือง ซึ่งกว่าเมฆทะมึนจะเคลื่อนผ่านไปและท้องฟ้าจะค่อยๆ สว่างขึ้นก็ต้องอาศัยเวลายาวนานนัก
คดียิ่งลักษณ์ ชินวัตร ย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เมื่อปี 2554 ที่ผู้คนจำนวนหนึ่งถูกปลุกและพากันกระพือโหมเติมฟืนไฟ
การย้ายข้าราชการคนหนึ่ง ในตำแหน่งซึ่งทุกรัฐบาลก็ต้องจัดหาคนที่วางใจมาทำหน้าที่ ยามปกติไม่มีอะไรที่จะต้องสงสัย หากแต่เมื่อเติมน้ำมันแห่งความเกลียดชังใส่ลงไปให้เต็มถัง แล้วจุดไฟ “สติสัมปชัญญะ” ในการใคร่ครวญไตร่ตรองก็พลันหายไป
12 ปีผ่านไป ศาลฎีกา แผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองพิพากษา “ยกฟ้อง” ยิ่งลักษณ์
“ถูก” ต้องเป็นถูก “ผิด” ต้องเป็นผิด เป็นอื่นไม่ได้นั้นชอบแล้ว
แต่โบราณว่า “กว่าถั่วจะสุก งาก็ไหม้”
เช่นเดียวกับ 2 ปีกว่าคดี ฮั้ว ส.ว.ที่ยังคงอยู่ในมือ “กกต.”
ความล่าช้า เป็นความไม่ยุติธรรม!
ทั้งยังมี “ความไม่แน่นอน” ว่าสำนวนคดีจะถูกส่งให้ศาลฎีกาพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดหรือไม่ เนื่องจากในระหว่างทางที่เชื่องช้านั้นแทนที่ผู้มีอำนาจรัฐจะมุ่งทำความสะอาดให้เกิดแก่สถาบัน “วุฒิสภา” กลับกลายเป็นว่า “จุดกระแส” ขึ้นมาทำลายความชอบธรรมของผู้ที่ลุกขึ้นมาติดตามทวงถามการดำเนินคดีกับขบวนการฮั้ว ส.ว.
ทำอย่างไรให้ “ระบบความคิด” เกี่ยวกับความยุติธรรมที่ผิดเพี้ยนเลอะเทอะและเซาะกร่อนบ่อนทำลายความสงบสุขมาหลายทศวรรษนี้หมดสิ้นไปจากสังคมไทย!?!!!
