bg-single

จับตารัฐแก้เกมไฟใต้ ส่ง ‘ปูด้วง’ คุม ‘สมช.’ แต่ยังย้ำเปิดช่องเจรจา ดึงคนพื้นที่สานสันติ

04.09.2026

คอลัมน์ อาชญากรรม | อาชญา ข่าวสด

การเคลื่อนไหวทางการเมืองและยุทธศาสตร์ความมั่นคงในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ทวีความแหลมคม เมื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร ที่จังหวัดสงขลา มีมติอนุมัติตามที่สำนักงานสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เสนอ รับโอน พล.อ.ชัยพฤกษ์ ด้วงประพัฒน์ หรือ เสธ.ปูด้วง เสนาธิการทหารบก มาบรรจุเป็นข้าราชการพลเรือนสามัญ และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ คนที่ 24

การข้ามห้วยของเสนาธิการทหารบกในครั้งนี้ ถือเป็นทหารคนที่ 17 ที่ก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งผู้นำ สมช. ท่ามกลางสายตาของสังคมที่จับจ้องว่าการปรับเปลี่ยนโครงสร้างบุคลากรระดับสูง จะสามารถรับมือกับสถานการณ์ความไม่สงบที่ยังคงปะทุขึ้นรายวันได้จริงหรือ

นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ชี้แจงถึงภาพรวมการบริหารว่า การที่ตำแหน่งนายกฯ และ รมว.มหาดไทยเป็นบุคคลเดียวกัน ช่วยให้การบูรณาการงานความมั่นคงเห็นผลชัดเจนยิ่งขึ้น

โดยนายกฯ กำกับดูแลตำรวจและกองทัพ ส่วนกระทรวงมหาดไทยดูแลฝ่ายปกครอง ทำให้การประสานงานระหว่างทหาร ตำรวจ ปกครอง และพลเรือนเป็นไปอย่างใกล้ชิด

แม้นายกรัฐมนตรีจะย้ำถึงการเปลี่ยนยุทธศาสตร์ โดยเน้นการเจรจาควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด

แต่ความท้าทายสำคัญของเลขาธิการ สมช.คนใหม่ คือการทลายข้อบกพร่องด้านงานข่าวกรอง และการขับเคลื่อนนโยบายให้เกิดผลสัมฤทธิ์ในทางปฏิบัติ

เนื่องจากปัญหาที่เรื้อรังมานานหลายทศวรรษไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการเปลี่ยนยุทธศาสตร์เพียงครั้งเดียว

การปรับเปลี่ยนตัวผู้นำ สมช. จึงกลายเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลในการกอบกู้ความเชื่อมั่น และนำความสงบสุขกลับคืนสู่พื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม

ห้วงการเปลี่ยนตัวเลขาธิการ สมช. กลุ่มผู้ก่อความไม่สงบยังเดินหน้าก่อเหตุสร้างแรงสะเทือนอย่างต่อเนื่อง

หลังปูพรมก่อเหตุวางระเบิด-เผา ป่วนทั่ว 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้นับ 100 จุด ใช้รูปแบบการโจมตีทางจิตวิทยาและทำลายฐานเศรษฐกิจเป็นหลัก

ทั้งการลอบวางเพลิงร้านสะดวกซื้อ การวางระเบิดเสาไฟฟ้า การทำลายระบบขนส่งทางรถไฟ

ล่าสุดยังเปิดปฏิบัติการสะท้อนความตั้งใจในการต่อต้านและบั่นทอนกลุ่มทุนขนาดใหญ่ที่เข้ามาลงทุนในพื้นที่ ลงมือลอบวางระเบิดห้างสรรพสินค้าโกลบอลเฮ้าส์ สาขาปัตตานี ซึ่งเป็นห้างค้าปลีกวัสดุก่อสร้างขนาดใหญ่

กลุ่มคนร้ายนำรถพ่วงข้างซุกซ่อนระเบิดแสวงเครื่อง บรรจุในถังแก๊สปิกนิกดัดแปลง น้ำหนักประมาณ 40 ถึง 50 กิโลกรัม พร้อมแกลลอนน้ำมันเบนซิน ประกบด้วยกล่องสัญญาณและวงจรไฟฟ้า เข้าไปจอดทิ้งไว้ในพื้นที่คลังสินค้า

ก่อนจะเกิดเสียงระเบิดดังขึ้น 3 ครั้งติดต่อกัน สร้างความตื่นตระหนกและเสียหายต่อทรัพย์สินอย่างหนัก

พฤติกรรมก่อเหตุมีความซับซ้อนและวางแผนมาเป็นอย่างดี โดยใช้ช่วงเวลาค่ำเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้าและอำพรางการตรวจจับ

ส่งผลให้เจ้าหน้าที่ต้องใช้หุ่นยนต์เก็บกู้วัตถุระเบิด (EOD) เข้าตัดวงจรและทำลายระบบจุดชนวนนานกว่า 2 ชั่วโมง

นอกจากนี้ การสืบสวนเชิงลึกยังพบว่ากลุ่มคนร้ายมีความเชื่อมโยงกับชุดที่ก่อเหตุลอบวางระเบิดและวางเพลิงในพื้นที่เทศบาลเมืองตะลุบัน อำเภอสายบุรี และเทศบาลตำบลพ่อมิ่ง อำเภอปะนาเระ

รวมถึงเหตุบุกลอบวางเพลิงอาคารที่ทำการ อบต.สาคอบน อำเภอมายอ จังหวัดปัตตานี ซึ่งคนร้ายกว่า 10 คนได้กระจายกำลังควบคุมตัว รปภ. ก่อนใช้น้ำมันราดเผาอุปกรณ์สำนักงานและรถยนต์ขยะ ได้รับความเสียหายอย่างหนัก

การมุ่งเป้าทำลายภาคธุรกิจและสาธารณูปโภค เช่น เหตุคนร้ายขี่รถจักรยานยนต์พร้อมอาวุธปืนยาว ข่มขู่ประชาชนแล้วราดน้ำมันจุดไฟเผารถแบ็กโฮและรถบดถนนของ หจก.ปัตตานีสหพันธ์ก่อสร้าง ซึ่งอยู่ระหว่างขยายถนน 4 เลน สายปัตตานี-ยะลา ในอำเภอยะรัง

ยิ่งตอกย้ำว่าผู้ก่อเหตุต้องการหยุดยั้งการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน บั่นทอนระบบเศรษฐกิจ และขัดขวางการเติบโตของภาคเอกชน

ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นใจในการลงทุน รัฐบาลจึงต้องเผชิญโจทย์ใหญ่ในการปกป้องพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญ ควบคู่ไปกับการรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนอย่างเข้มงวด

ข้อมูลผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพล ชี้ให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่ร้อยละ 35.73 เชื่อว่า เหตุการณ์ความไม่สงบมีความสัมพันธ์กับงบประมาณในพื้นที่

ขณะที่ร้อยละ 30.36 มองว่า เกิดจากกลุ่มทุนสีเทาที่ไม่พอใจการปราบปรามอย่างเข้มงวดของภาครัฐ และร้อยละ 29.64 เชื่อว่า เกี่ยวโยงกับการเมืองท้องถิ่น

นอกจากนี้ ยังมีมุมมองเรื่องการสร้างสถานการณ์ก่อนการพูดคุยสันติสุข การต้านโครงการพัฒนาเศรษฐกิจ รวมถึงข้อบกพร่องของรัฐ

ประชาชนมากกว่าร้อยละ 40 ระบุถึงสาเหตุที่ไม่สามารถป้องกันเหตุได้ว่า เกิดจากข้อบกพร่องในนโยบาย ยุทธศาสตร์ การขาดประสิทธิภาพในการประสานงานระหว่างหน่วยงาน

ตลอดจนความประมาทและรอยรั่วในงานข่าวกรองของเจ้าหน้าที่

ผลโพลดังกล่าวสอดคล้องอย่างยิ่งกับทัศนะของนักวิชาการ ดร.ณรงค์ หัศนี รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยฟาฏอนี ที่ระบุว่า บริบทปัญหาชายแดนใต้ในปัจจุบันได้เปลี่ยนผ่านไปสู่อาชญากรรมที่ซับซ้อน

ด้วยมีปัจจัยซ้อนทับทั้งเรื่องอัตลักษณ์ อาชญากรรมข้ามชาติ ธุรกิจสีเทา ค้าของหนีภาษี ตลาดอาวุธ และยาเสพติด ซึ่งเข้ามาสนับสนุนเงินทุนในการสร้างสถานการณ์ไร้ข้อยุติ

ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจะมองเพียงมิติความมั่นคงแบบเดิมไม่ได้ แต่ต้องเร่งขยายสมการไปสู่การแยกผู้ก่อความไม่สงบออกจากกลุ่มอาชญากรรม พร้อมติดตามเส้นทางการเงินของธุรกิจผิดกฎหมาย และเปลี่ยนตัวชี้วัดความสำเร็จจากการจับกุมไปสู่การลดความรุนแรงและการสร้างความปลอดภัยที่แท้จริง

ขณะที่นายสามารถ ทองเฝือ จากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ชี้ว่า การที่รัฐยอมรับว่ารู้ข้อมูลล่วงหน้าแต่ไม่สามารถยับยั้งเหตุการณ์ได้ สะท้อนถึงช่องโหว่ร้ายแรงในการวิเคราะห์ข่าวกรองเชิงลึกและการแจ้งเตือนภัย

สาเหตุที่สถานการณ์ปะทุส่วนหนึ่งเกิดจากกระบวนการพูดคุยสันติสุขหยุดชะงัก ทำให้ฝ่ายผู้เห็นต่างใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือต่อรองบนโต๊ะเจรจา

รัฐบาลจึงจำต้องปรับยุทธศาสตร์โดยลดบทบาททางทหาร เพิ่มบทบาทของฝ่ายพลเรือน ปกครองท้องถิ่น และภาคประชาสังคม

พร้อมทั้งปฏิรูปโครงสร้างความมั่นคง จัดทำแผนปฏิบัติการร่วมที่วัดผลได้ และเปิดพื้นที่ทางการเมืองที่ปลอดภัยสำหรับการพูดคุยเจรจา

เพื่อแก้ไขปัญหาที่ต้นตอและสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจให้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืน

ในส่วนของทิศทางนโยบาย นายอนุทินยืนยันอย่างหนักแน่นว่า ฝ่ายรัฐจะไม่อยู่ในตำแหน่งตั้งรับเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับเปลี่ยนยุทธศาสตร์มาเป็นการเชิงรุก โดยกำชับให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติและกองทัพเดินหน้าบูรณาการการทำงานตามแผนของสภาความมั่นคงแห่งชาติอย่างเข้มข้นที่สุด โดยเฉพาะในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการเปลี่ยนผ่านผู้บริหารหน่วยงาน

ทั้งยังได้สั่งการไปยัง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ให้กำชับเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างเต็มกำลัง ซึ่งมอบหมายให้ พล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์ สั่งการตั้งจุดตรวจจุดสกัดอย่างเร่งด่วน

พร้อมขยายผลการสืบสวนสอบสวนเพื่อกดดันกลุ่มผู้ก่อเหตุทุกรูปแบบ

นอกจากนี้ นายกฯ ให้ความสำคัญกับการรับฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนในพื้นที่โดยตรง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการบริหารจัดการด่านชายแดน เพื่อไม่ให้กระทบต่อการทำมาหากินของชาวบ้าน

ยืนยันรัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอแนะจากประชาชน แต่ประชาชนต้องร่วมมือกับรัฐบาลด้วย เนื่องจากคนในพื้นที่รู้จักบุคคลในท้องถิ่นดีกว่าใคร

หากทุกฝ่ายต่างต้องการให้เกิดความสงบสุข รัฐบาลพร้อมสนับสนุนทั้งงบประมาณและทรัพยากรต่างๆ อย่างเต็มที่ เพื่อบูรณาการการทำงานร่วมกันทุกภาคส่วนในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบอย่างยั่งยืน และนำความปลอดภัยกลับคืนสู่พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้

ตลอดจนเน้นย้ำเรื่องการเปิดช่องทางการเจรจาที่ไม่ปิดกั้น แต่ต้องดำเนินควบคู่ไปกับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเด็ดขาด

หากเกิดการรังแกประชาชนหรือสร้างความไม่สงบ รัฐจำต้องเข้าปราบปรามทันทีโดยไม่มีข้อเว้น

ทางออกที่ยั่งยืนของสถานการณ์ไฟใต้จึงขึ้นอยู่กับการปฏิบัติตามแนวคิดเข้าใจ เข้าถึง และพัฒนา ยกระดับจากการใช้กำลังทหารไปสู่การบริหารจัดการเชิงนโยบายที่เปิดให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วม

การผสานความร่วมมือระหว่างฝ่ายปกครอง ทหาร ตำรวจ และประชาชนในพื้นที่อย่างแท้จริง จะเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เลขาธิการ สมช.คนใหม่และรัฐบาลสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง ทลายเงื่อนไขความขัดแย้ง

นำสันติสุขที่แท้จริงกลับคืนสู่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้อย่างมั่นคง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“วัชระพล” เร่งแก้น้ำเน่าคลองระพีพัฒน์ 2 ไม่นิ่งนอนใจปัญหา ปชช.หลังปลาตายจำนวนมาก คาดสถานการณ์ดีขึ้นใน 1-2 วัน
“พิชัย” ชื่นชมความสำเร็จของการประชุม IMF–World Bank 2026 ชี้รัฐบาลต้องสานต่อเพื่อประโยชน์สูงสุด แนะเร่งแก้ 4 ความท้าทายเศรษฐกิจไทย
ไม่ได้เป็นของนายทุน : เอฟซี ซังต์เพาลี สโมสรฟุตบอลของแฟนบอล ผู้ท้าโต้คลื่นทุนนิยม (1)
50 ปี 6 ตุลา (7) เหยี่ยว พิราบ และโดมิโน
ความลับของ ‘ความลับ’ กับการนิยามของศาลรัฐธรรมนูญ (จบ)
50 ปี 6 ตุลา : จังหวะของประวัติศาสตร์ และการจรรโลงความรู้สึก
Songs in the Key of Life
‘กนกรัตน์ เลิศชูสกุล’ ถอดบทเรียน จาก ‘คนเดือนตุลา’ สู่ ‘คนรุ่นม็อบ 63’
รศ.ดร.นวลน้อย ตรีรัตน์ สะกิดปม ‘ภาษีบาป-ไทยพีบีเอส’ ต้องถกบนหลักฐาน ไม่งั้น ‘สังคมไทยเสียโอกาส’
เสือป่า เข้มข้น 3 ตท.26 ‘จุ๊ฟ-เอี่ยว-เอก’ ชิงดำ จับกระแส ผบ.สูงสุด ทูบี ‘เสธ.ตั้ง-ซีรีส์ 3’ จ่อ ‘เสธ.แจ๊ค’ เต็ง ผบ.ทอ.? จับตา ‘ม้ามืด’ ปรากฏตัว?
E-DUANG | การเมือง ที่ขาด ความเสถียร การเมือง ใน ระบอบสีน้ำเงิน
“วัชระพล” เร่งชงครม.เยียวยาเกษตรกร ลั่น! พร้อมปกป้องพี่น้องชาวประมง สั่งสำรวจความเสียหายให้เสร็จ 31 ต.ค.นี้