สงครามยูเครน : เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (EP.02) เมื่อปูตินผันตัวเป็นนักประวัติศาสตร์

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
เดินหน้าสู่ปีที่ 4 (2)
เมื่อปูตินผันตัวเป็นนักประวัติศาสตร์
“สงครามคือ อุดมการณ์แห่งชาติของเรา”
Zakhar Prilepin
นักเขียนชาวรัสเซีย และนักรบอาสาสมัครในดอนบาส
เมษายน 2014
ดังได้กล่าวมาแล้วว่าไม่ว่าจะเกิดการระบาดของโควิด-19 หรือไม่ ก็คงไม่มีใครคาดว่าสงครามใหญ่จะเกิดในสมรภูมิยุโรป ในมุมมองของนักยุทธศาสตร์หลายคนมีความกังวลคล้ายกันว่า ถ้าสงครามใหญ่เกิด ก็น่าจะเกิดในเอเชีย เพราะเห็นชัดถึงแนวโน้มของความตึงเครียดที่เกิดอย่างต่อเนื่องไม่ว่าจะเป็นปัญหาสถานะของไต้หวัน การอ้างกรรมสิทธิ์ทางทะเลของหมู่เกาะในทะเลจีนใต้ การทดลองอาวุธนิวเคลียร์ของเกาหลีเหนือ ซึ่งปัญหาทั้ง 3 ประการนี้ ล้วนมีโอกาสปะทุและขยายตัวเป็นสงครามระหว่างประเทศได้ตลอดเวลา
การพิจารณาเช่นนี้ทำให้หลายฝ่ายมองว่า หากจะเกิดสงครามระหว่างประเทศจริงแล้ว สงครามนี้น่าจะเป็น “สมรภูมิเอเชีย” และปัญหาในทางภูมิรัฐศาสตร์คือ จะเป็นสนามรบที่ไต้หวัน ยุทธนาวีที่ทะเลจีนใต้ หรือสงครามบนคาบสมุทรเกาหลีอีกครั้ง แต่ทั้งหมดนี้คือภาพสะท้อนที่ไม่มีใครคาดถึงสงครามขนาดใหญ่ในยุโรป หรือถ้ามีปัญหาก็อาจเป็นในแบบที่รัสเซียใช้กำลังเข้าแทรกแซงในจอร์เจียในปี 2008 หรือส่งกำลังตามแบบผสมกับกำลังนอกแบบเข้ายึดครองพื้นที่บางส่วนของยูเครนในปี 2014
กระนั้น สิ่งที่เกิดในลักษณะดังกล่าวก็น่าจะจำกัดตัวเป็นวิกฤตการณ์ทางการเมือง และไม่ขยายความขัดแย้งจนเป็นสงครามใหญ่ เพราะสงครามในตัวเองมีความเสี่ยงในทางทหาร ที่อาจจะควบคุมระดับของความรุนแรงไม่ได้ และอาจเกิดการ “ยกระดับ” (escalation of war) ขึ้นเป็นสงครามใหญ่ พร้อมกับมีความรุนแรงในระดับสูง อีกทั้งยังมีโอกาสลากจูงรัฐต่างๆ เข้ามาเกี่ยวในบริบทของความเป็นสงครามระหว่างรัฐ
ฉะนั้น พวกเราที่เป็นนักเรียนรัฐศาสตร์บ้าง นักเรียนยุทธศาสตร์บ้าง มีมุมมองไม่แตกต่างกันมากนักว่า สงคราม “น่าจะ” ยังไม่เกิดในยุโรป ความเป็นไปได้ของสงครามในเอเชียมีมากกว่า (การคิดเช่นนี้อาจจะดูเป็นแบบของความฝันก็ตาม แต่ก็ไม่อยากคิดเป็นอื่น) เพราะการเกิดของสงครามในอาณาบริเวณของยุโรป ย่อมจะส่งผลกระทบต่อการเมืองโลกอย่างมาก หรือดังที่มีการประเมินว่า หากเกิดสงครามของรัฐในยุโรปแล้ว สงครามนี้น่าจะมีผลกระทบกับการเมืองและความมั่นคงโลกมากกว่าเหตุความรุนแรงในวันที่ 11 กันยายน 2001 (9/11) ที่เกิดในสหรัฐอย่างแน่นอน
และสงครามนี้จะเป็น “สงครามใหญ่” ของโลกในศตวรรษที่ 21
ในอีกด้านของปัญหานั้น ด้วยสถานะและปัจจัยทางภูมิรัฐศาสตร์ของยูเครนและไต้หวันดูจะไม่แตกต่างกันมากนัก ในความเป็นรัฐเล็กที่อยู่ใกล้กับรัฐมหาอำนาจใหญ่ ทั้งมีการอ้างกรรมสิทธิ์เหนือดินแดนจากรัฐใหญ่ดังกล่าวไม่ต่างกัน ภาวะเช่นนี้จึงขึ้นอยู่กับว่าจุดใดจะปะทุเป็นปัญหาความรุนแรงก่อนกัน… สงครามจะเริ่มที่ยูเครน หรือที่ไต้หวัน
ดังนั้น โดยเงื่อนไขทางภูมิรัฐศาสตร์แล้ว ยูเครนจะเป็น “ไต้หวันแห่งยุโรป” เมื่อรัฐมหาอำนาจเพื่อนบ้านตัดสินใจใช้กำลังจัดการผนวกดินแดน หรือไต้หวันจะเป็น “ยูเครนแห่งเอเชีย” ในทำนองเดียวกันคือ รัฐใหญ่ข้างบ้านใช้กำลังเข้าจัดการปัญหาดินแดน สภาวะเช่นนี้จึงเป็นดังการรอเวลาการตัดสินใจของผู้นำรัฐมหาอำนาจว่า ปฏิบัติการทางทหารของใครจะเริ่มก่อนระหว่างจีนกับรัสเซีย
ในที่สุดแล้ว ดังเป็นที่ทราบกันดีว่าสงครามใหญ่ของโลกในศตวรรษที่ 21 เริ่มต้นที่ยูเครนก่อน… สงครามใหญ่หวนคืนสู่สนามรบของยุโรปอีกครั้งอย่างไม่คาดคิด
ปูตินกับประวัติศาสตร์
ความต้องการของประธานาธิบดีปูตินในการผนวกดินแดนหลัก ที่แตกออกไปจากสหภาพโซเวียตในวันที่ความเป็นสหภาพล่มสลายนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยเฉพาะการประกาศเอกราชที่ยูเครนแยกตัวเป็นอิสระจากรัสเซียในปี 1991 นั้น เป็นสิ่งที่ส่งผลทั้งในทางจิตวิทยาและในทางภูมิรัฐศาสตร์กับรัสเซียอย่างยิ่ง ดังนั้น จึงไม่แปลกที่ปูตินจะส่งสัญญาณถึงความต้องการอย่างชัดเจนที่จะเอาดินแดนดังกล่าวกลับคืนมาสู่ “มาตุภูมิรัสเซีย” (The Russian Motherland) ให้ได้
น่าสนใจอย่างมากว่าในช่วงที่มีการระบาดของโควิด-19 นั้น สถานการณ์ต่างๆ ดูเหมือนจะถูกหยุดนิ่งจากการแพร่ระบาดของเชื้อโรค และการหยุดนิ่งของสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้ประธานาธิบดีปูตินดูจะมีเวลาว่างอย่างมาก จนทำให้เกิดคำถามว่าปูตินทำอะไรตอนโควิดระบาด?…
คำตอบคือปูตินอ่านหนังสือ และอ่านหนังสือประวัติศาสตร์อย่างเอาจริงเอาจัง จนต้องบอกว่าเขาสนใจประวัติศาสตร์รัสเซียอย่างมาก และหันไปเอาหนังสือประวัติศาสตร์เหล่านี้มาอ่านในช่วงเวลาดังกล่าว
ดิมิทรี เปสคอฟ (Dmitrii Peskov) โฆษกทำเนียบเครมลิน เล่าว่า “ปูตินอ่านหนังสือตลอดเวลา” (“Putin reads all the time.”) ซึ่งส่วนใหญ่ดังที่กล่าวแล้วว่าเป็นหนังสือประวัติศาสตร์รัสเซีย หรือบันทึกทางประวัติศาสตร์ของผู้นำรัสเซีย
จากคำบอกเล่าของเปสคอฟ ปูตินในช่วงปี 2020-2021 อ่านหนังสือและเอกสารบันทึกเหล่านี้ด้วยความสนใจอย่างยิ่ง และไม่ใช่เพียงแค่อ่านอย่างเดียวเท่านั้น เขายังจดบันทึกต่างๆ จากการอ่านด้วยตนเอง… ใครเลยจะคิดว่าในช่วงของวิกฤตโควิด-19 ที่เกิดการ “ล็อกดาวน์” ทางสังคมนั้น ผู้นำรัสเซียกลับไปเป็น “นักเรียนประวัติศาสตร์” อย่างไม่น่าเชื่อ
คำถามคือ ถ้าประธานาธิบดีปูตินสนใจประวัติศาสตร์รัสเซียอย่างมากแล้ว เขามองตัวเองผ่านใคร หรือเปรียบเทียบตัวเองกับใครในประวัติศาสตร์?… กล่าวกันว่าปูตินเปรียบตัวเองกับพระมหากษัตริย์ใหญ่ทั้ง 3 พระองค์ของจักรวรรดิรัสเซีย ได้แก่
– พระเจ้าปีเตอร์มหาราช (1672-1725)
พระเจ้าปีเตอร์ที่ 1 หรือ “จักรพรรดิปีเตอร์มหาราช” ของรัสเซีย (Peter the Great) พระองค์ได้รับการยอมรับว่า เป็น “จักรพรรดิของรัสเซียทั้งหมด” พระองค์แรก (The First Emperor of all Russia) จากปี 1721 จนถึงวาระสุดท้ายของพระองค์ในปี 1725 พระองค์ได้รับการยอมรับว่าเป็นจักรพรรดิพระองค์ใหญ่ในประวัติศาสตร์รัสเซีย แต่พระองค์ก็เป็นกษัตริย์อำนาจนิยม และใช้กลไกของรัฐตำรวจอย่างได้ผลในการควบคุมสังคม แต่ในอีกด้าน พระองค์ก็มีบทบาทอย่างสำคัญในการพัฒนาสังคมรัสเซีย โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม ที่พระองค์พยายามนำเอาวัฒนธรรมสมัยใหม่เข้าไปแทนที่วัฒนธรรมแบบดั้งเดิมของสังคมรัสเซีย ตลอดรวมถึงการผลักดันการสร้างอุตสาหกรรม และการสร้างระบบการศึกษาสมัยใหม่ และแน่นอนว่า ในยุคของพระองค์ เกิดการขยายดินแดนของรัสเซียจนเป็นจักรวรรดิใหญ่
– พระนางแคทเธอรีนมหาราช (1729-1796)
พระนางแคทเธอรีนที่ 2 หรือ “จักรพรรดินีแคทเธอรีนมหาราช” (Catherine the Great) พระองค์ขึ้นครองราชย์ในปี 1762 จนถึงปี 1796 ช่วงของพระองค์ถือเป็น “ยุคแสงสว่างแห่งปัญญา” (The Russian Enlightenment) ที่นำความเจริญต่างๆ มาสู่สังคมรัสเซีย และทำให้รัสเซียได้รับการยอมรับถึงการมีสถานะเป็น “รัฐมหาอำนาจใหญ่” ของการเมืองยุโรป อีกทั้งพระองค์คือกษัตริย์ที่ผนวกไครเมียเข้ามาเป็นของจักรวรรดิรัสเซีย พระองค์มีบทบาทอย่างสำคัญในการขยายดินแดนในการสร้างรัสเซียให้เป็นจักรวรรดิใหญ่ของยุโรป และหนึ่งในการขยายดินแดนของมหาราชพระองค์นี้คือ การสร้างอาณานิคม “รัสเซียอเมริกา” (The Russian America) ที่อลาสก้า อีกทั้งยังสร้างเมืองใหม่หลายเมืองในดินแดนที่ยึดครอง เช่นเมืองในยูเครน เป็นต้น
– ซาร์นิโคลัสที่ 2 (1818-1881)
พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ที่ 2 หรือที่เรียกกันว่า “ซาร์อเล็กซานเดอร์ที่ 2” (Tsar Alexander II) ซึ่งมิได้เพียงมีสถานะเป็นจักรพรรดิแห่งรัสเซีย หากยังเป็นกษัตริย์แห่งโปแลนด์ และเป็นผู้ปกครองฟินแลนด์อีกด้วย พระองค์ขึ้นครองราชย์ในปี 1855 และถูกลอบปลงพระชนม์ในปี 1881 ผลงานชิ้นสำคัญของพระองค์คือ การปลดปล่อยทาส จนพระองค์ได้รับการยกย่องด้วยคำเรียกว่า “อเล็กซานเดอร์ผู้ปลดปล่อย” (Alexander the Liberator) อีกทั้งได้รับการยอมรับว่าเป็น “กษัตริย์นักปฏิรูป” เพราะพระองค์ได้ปฏิรูปสังคมรัสเซียด้วยการนำเอาความเป็นสมัยใหม่ ผสมผสานกับความเป็นเสรีนิยมเข้ามาสร้างสังคมรัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นระบบตุลาการ ระบบทหาร ระบบการศึกษา และสนับสนุนการปกครองตนเองในระดับท้องถิ่น อีกทั้งมีบทบาทอย่างมากในการสร้างเสถียรภาพของการเมืองยุโรป แต่พระองค์เป็นผู้ที่ตัดสินใจขายอาณานิคมที่อลาสก้าให้กับสหรัฐในปี 1867
อย่างไรก็ตาม พระองค์เป็นผู้ที่ผลักดันการปฏิรูปใหญ่ในสังคมรัสเซียนับจากยุคของพระเจ้าปีเตอร์มหาราช
ประวัติศาสตร์ของปูติน
ในกระบวนการกำหนดนโยบายนั้น การที่ผู้นำประเทศ “อิน” กับเรื่องราวและมิติทางประวัติศาสตร์ ถือเป็นประเด็นสำคัญ เพราะประวัติศาสตร์เป็นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งในการกำหนดทัศนะและมุมมองต่อสภาวะแวดล้อมในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยเฉพาะปัจจัย “historical perception” มีส่วนอย่างมากในการสร้างภาพให้ผู้กำหนดนโยบายเห็นปัญหาที่เกิดขึ้น และมีภาพของปัญหาในปัจจุบันถูก “ประกอบสร้าง” ผ่านข้อมูลทางประวัติศาสตร์ที่มีอยู่ผ่านความรับรู้ของตัวเขา
ในอีกด้านหนึ่ง ข้อมูลชุดนี้จะถูกสังเคราะห์และประกอบสร้างให้เป็นฐานข้อมูลของการกำหนดนโยบายในอนาคต ในการนี้ ประธานาธิบดีปูตินแสดงให้เราเห็นอย่างชัดเจน ด้วยการนำข้อมูลเหล่านั้น เขียนเป็นบทความเสนอแก่สาธารณชน อันเท่ากับเป็นคำตอบในตัวเองว่า ผู้นำมีมุมมองอย่างไรในเรื่องเหล่านี้
ดังนั้น ในเดือนกรกฎาคม 2021 ประธานาธิบดีปูตินได้สร้างความตื่นเต้นอย่างน่าประหลาดใจ ด้วยการเขียนบทความประวัติศาสตร์อย่างยาวด้วยตนเองเรื่อง “ว่าด้วยเอกภาพทางประวัติศาสตร์ของชาวรัสเซียกับชาวยูเครน” (On the Historical Unity of Russians and Ukrainians)
บทความนี้ไม่ได้เป็นเพียงการนำเสนอข้อมูลประวัติศาสตร์เท่านั้น หากยังเป็นการแสดงออกถึงมุมมองของเขาต่อปัญหาทางประวัติศาสตร์ โดยเฉพาะเป็นการแสดงออกอย่างชัดเจนถึง “วิสัยทัศน์แบบจักรวรรดินิยม” (imperial vision) ด้วยการสร้างจักรวรรดิใหญ่รัสเซียให้เกิดขึ้นอีกครั้ง ดังที่เขากล่าวในบทความนี้ว่า “ชาวรัสเซียและชาวยูเครนเป็นหนึ่งเดียวกัน”
หรืออีกนัยหนึ่ง ปูตินได้ประกอบสร้าง “คำบอกเล่า” ทางประวัติศาสตร์ (historical narrative) ว่า รัสเซียกับยูเครนเป็นส่วนเดียวกัน ที่แยกออกจากกันมิได้
ทัศนะในบทความนี้น่าจะบ่งบอกชัดเจนถึงอนาคตของยูเครนในมุมมองของผู้นำรัสเซีย และบางที สงครามก็อาจจะอยู่ไม่ไกลมากนักด้วย!
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
