bg-single

คนมองหนัง / “ขุนพันธ์ 2”: เรื่องราวของ “พระเอกแบบไทยๆ”

10.09.2018

ในแง่ความสนุก ความลงตัว ความลื่นไหลของการเล่าเรื่อง การกำกับการแสดง ตลอดจนเทคนิคพิเศษต่างๆ “ขุนพันธ์ 2” นั้นดีกว่าหนังภาคแรกแน่ๆ และมากๆ

จุดนี้ต้องชื่นชมผู้กำกับฯ อย่าง “ก้องเกียรติ โขมศิริ”

ในภาพยนตร์ภาคสอง ตัวละคร “ขุนพันธ์” เดินทางจากชายแดนใต้มาสู่ชุมโจรเมืองสุพรรณบุรี และต้องปะทะ/ผูกสัมพันธ์กับ “เสือฝ้าย-เสือใบ”

ตามกระแสความนิยมหรือกรอบความคิดในการผลิตภาพยนตร์ ตลอดจนงานวรรณกรรมยุคหลังๆ เรื่องราวเกี่ยวกับคาถาอาคม/ความเชื่อเชิงไสยศาสตร์ และชุมโจรที่ปล้นคนรวยมาช่วยคนจน มักถูกตีความใหม่ในฐานะเรื่องเล่าของความเชื่อ วิถีชีวิต หรือชุมชน “ทางเลือก” ซึ่งต่อต้าน/ขัดขืน/หลีกลี้จาก “อำนาจรัฐ”

อย่างไรก็ดี “ขุนพันธ์ 2” กลับมีลักษณะ “โอลด์ สกูล” กว่านั้น ด้วยการพยายามอธิบายหรือสร้างความชอบธรรมให้แก่แนวคิดกระแสหลักว่าด้วย “อำนาจ-บารมี” แบบไทยๆ

ณเบื้องต้น หนังวางบุคลิกลักษณะของบรรดาตัวละครนำไว้อย่างมีมิติ และเต็มไปด้วยความคลุมเครือ

ไล่ตั้งแต่ภาวะกลืนกลายทับซ้อนระหว่าง “โจร” กับ “ตำรวจ” ระหว่าง “อำนาจทางการ” กับ “บารมีที่ไม่เป็นทางการ”

จนกระทั่งถึง “ขบวนการเสรีไทย” ที่ถูกหนังระบาย “สีเทา” ไว้ให้อย่างน่าสนใจ

“เสรีไทยแบบเทาๆ” ในหนังบู๊แอ๊กชั่นไทยสไตล์เรื่องนี้ เป็นขบวนการที่มีองค์ประกอบสองด้านอันก้ำกึ่ง-ย้อนแย้งกัน ด้านหนึ่งคือ ความรักชาติ/อุดมการณ์ต่อต้านญี่ปุ่น อีกด้านคือ ความเป็นคนนอกกฎหมาย หรือการใช้อำนาจอย่างไม่ถูกต้องชอบธรรม โดยคนในระบบกฎหมาย

น่าเสียดายที่ในช่วงท้ายๆ ของภาพยนตร์ อาการลักลั่นกำกวมเหล่านั้น ค่อยๆ ถูกลบเลือนหายไป แล้วแทนที่ด้วยการแบ่งขั้วแยกข้างอย่างง่ายๆ ไม่ซับซ้อน

คนดูจึงได้เห็นเพียง “อดีตเสรีไทยหนุ่ม” ที่เกรี้ยวกราด ก้าวร้าว อยากสร้างชื่อเสียง ทว่าขาดประสบการณ์, ได้เห็นนักการเมืองหรือชนชั้นนำท้องถิ่นที่ปรารถนาไขว่คว้าอำนาจรัฐ จนฉ้อฉล หักหลังมิตรสหาย ได้เห็นการเลือกตั้งหลังยุคสงครามโลกอันสุดแสนสกปรก ไร้ซึ่งความหวัง และที่ขาดไม่ได้ก็คือ ได้เห็นข้าราชการจำนวนมาก ผู้เลวทราม หวังผลประโยชน์ส่วนตน

สภาวะอัปลักษณ์-พิกลพิการทั้งหลายดังกล่าวจำเป็นจะต้องถูกขจัดชำระทิ้ง ด้วยคุณอำนาจแห่ง “ความดี-ความศักดิ์สิทธิ์” ซึ่งรวมศูนย์อยู่ที่ตัวละครนำคือ “ขุนพันธ์”

ผมอดรู้สึกไม่ได้ว่าก้องเกียรติและทีมงานผู้สร้างหนังได้พยายามสกัดแยกชีวิตจริงของ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” ออกเป็นสองส่วน

ส่วนแรก ได้แก่ ภาพลักษณ์มือปราบตงฉิน-จอมขมังเวทย์-ท่านขุน (ข้าราชการจากระบอบเดิมเพียงรายเดียวของสังคมตำรวจจำลองในภาพยนตร์เรื่องนี้) ซึ่งถูกนำไปประกอบสร้างเป็นตัวละคร “ขุนพันธ์”

ส่วนที่สอง คือ ภาพลักษณ์นอกเหนือจากนั้นของท่านขุนมือปราบหนังเหนียว ที่ถูกเกลี่ยกระจายหรือผลักภาระไปยังตัวละครรายอื่นๆ โดยเฉพาะพวกผู้ร้าย

“ตัวละครขุนพันธ์” ในหนังได้รับการจัดวางให้ต้องยืนอยู่ฝ่ายตรงข้ามกับตัวละคร “หลวงธำมรงค์” และ “เสือฝ้าย” ที่ทะเยอทะยานฝักใฝ่อำนาจทางการเมือง (ผ่านระบบเลือกตั้งและพรรคการเมือง)

ทว่า “ขุนพันธ์ตัวจริง” อาจไม่ได้แอนตี้นักการเมืองและการเลือกตั้งขนาดนั้น เพราะอย่างน้อย อดีตข้าราชการตำรวจท่านนี้ก็เคยได้รับเลือกตั้งเป็น ส.ส.จังหวัดนครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ อยู่หนึ่งสมัย

เอาเข้าจริง “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” จึงมีชีวิตบางด้านที่ไม่แตกต่างจาก “หลวงธำมรงค์-เสือฝ้าย” ในหนัง

ชีวิตที่เริ่มต้นด้วยการเป็นข้าราชการ-คนท้องถิ่น ซึ่งค่อยๆ สั่งสม “อำนาจ-บารมี” ทั้งที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการในพื้นที่ แล้วจึงหัน (แวะ) ไปลงเล่นการเมือง

เช่นเดียวกัน แม้ “ขุนพันธ์ 2” จะสร้างภาพ “ตัวละครขุนพันธ์” ให้มีลักษณะ “ไม่เป็นเนื้อเดียว” กับ “ด้านลบของขบวนการเสรีไทย” อย่าง “เสือฝ้าย” และ “ร.ต.อ.อัศวิน”

แต่ในชีวิตจริง ชื่อเสียงในฐานะยอดมือปราบของ “ขุนพันธรักษ์ราชเดช” กลับขจรขจายในยุค “หลวงอดุลเดชจรัส” ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมตำรวจ

หลวงอดุลฯ ซึ่งมีอีกสถานะเป็นรองหัวหน้าขบวนการเสรีไทย ผู้เชื่อมประสานขบวนการดังกล่าวเข้ากับกลไกของระบบราชการยุคนั้น

เท่ากับว่าเวลาผู้ชมนั่งดูตัวละคร “เสือฝ้าย” “หลวงธำมรงค์” หรือกระทั่ง “ร.ต.อ.อัศวิน” โลดแล่นในโรงหนัง

ก็ปฏิเสธมิได้ว่าเงาทอดยาวบางส่วนเสี้ยวของ “ขุนพันธ์ตัวจริง” กำลังทาบทับปกคลุมตัวละครเหล่านั้นอยู่

ไปๆ มาๆ ตัวร้ายดิบๆ ทื่อๆ และซื่อตรงอย่าง “ร.ต.อ.อัศวิน” คือตัวละครที่ผมแอบเห็นใจมากที่สุดในหนังเรื่องนี้

ด้วยความรู้สึกว่าคนหนุ่มเยี่ยงเขาไม่ควรถูกลงโทษซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมหนักหนาขึ้นเรื่อยๆ ดังปรากฏบนจอภาพยนตร์

ตำรวจหนุ่มผู้นี้อาจชอบทำงานแบบ “เอาหน้า” อยู่บ้าง แต่นี่ก็ไม่ต่างกับพฤติกรรมของตัวละคร “รองเผด็จ” หรือ “สารวัตรอิศรา” โดยสองคนหลังมิต้องรับโทษ/กรรมหนักเท่า “อัศวิน”

เพียงแค่ “อัศวิน” เชื่อมั่นในหลักการวิทยาศาสตร์และไม่เชื่อในไสยศาสตร์ เขาก็ถึงกับต้องเกือบตายและเสียโฉม

ครั้นจะหัดแก้แค้นคู่กรณี/ปราบปรามผู้ร้ายด้วยวิธีการ “ชกใต้เข็มขัด” บ้าง หนังก็วาดภาพว่านั่นคือความวิปริตโหดเหี้ยมต่อผู้หญิง ขณะที่ภาพตอน “อัศวิน” โดนตำรวจด้วยกัน (ซึ่งแฝงตัวไปเป็นโจร) อย่างขุนพันธ์ยิงกรอกปาก กลับถูกนำเสนอออกมาด้วยท่าทีที่ไม่โหดร้ายสักเท่าไหร่

และพอท้ายสุด “อัศวิน” หันไปเชื่อ ศึกษา และยอมรับในไสยศาสตร์อย่างสนิทใจ หนังก็ลงทัณฑ์เขาอย่างสาหัสและเจ็บปวดเกินบรรยาย

ภาพยนตร์ “ขุนพันธ์” สร้างมาแล้วสองภาค ในแต่ละตอน ตัวละคร “ขุนพันธ์” มีโอกาสเติบโต เรียนรู้ เคี่ยวกรำวิทยาคม และเพิ่มพูนประสบการณ์ชีวิตตำรวจยิ่งขึ้นเรื่อยๆ (เหมือนที่ “รองเผด็จ” พูดจาเยาะเย้ยพระเอกของเรา ตอนท้ายหนังภาคสอง ว่า “ให้ไปเรียนมาใหม่นะ”)

ตรงกันข้ามกับอดีตเสรีไทยหนุ่มไฟแรงอย่าง “ร.ต.อ.อาคม” ซึ่งคนที่ไม่ได้มีนิสัยเลวร้ายโดยกมลสันดานเช่นเขา กลับมีเวลาในการศึกษาเรียนรู้อะไรสั้นเหลือเกิน!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘วัชระพล’ ลั่น! พืชสวนโลก คุ้มค่าดึง นทท.ได้กว่า 3.6 ล้านคน-กระตุ้นจีดีพี กว่า 20,000 ล้าน สร้างงานกว่า 81,000 ตำแหน่ง
ศ.สุชาติ ชี้ควรปฏิรูปราคาน้ำมัน​ โดยใช้ราคาต้นทุนบวกกำไร, เก็บภาษีส่งออก​เมื่อน้ำมันตปท.​แพงไป, และลดหนี้กองทุนน้ำมันที่มากเกินไป​ ซึ่งกำลังทำลายความเชื่อมั่นต่อปท.ไทย
‘รังสิมันต์’ จี้ DSI เอาผิดเว็บพนัน Shuffle ชี้หลักฐานเพียงพอดำเนินคดีแล้ว เผย 6 บัญชี Bitkub เงินหมุนกว่า 100 ล้าน จับตาขยายผลฟอกเงิน-เจ้าหน้าที่รัฐเอี่ยว
จากผับเถื่อน-ส่วยเจ้าหน้าที่ สู่ทางออก ‘ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์’ เปลี่ยนเงินใต้โต๊ะเป็นภาษีเข้ารัฐ
เดนตายในผ้าเหลือง | ไปตายเอาดาบหน้า
สรุปคดี ตุ๋นซัมเมอร์ภาษาจีน เท นร.ทิ้งสุวรรณภูมิ : แฉเล่ห์-โกงเงินเด็ก ซี 8 สพฐ.ร่วมขบวน
ธงทอง จันทรางศุ | เที่ยว ‘เซี่ยงไฮ้’ แบบมี ‘สาระ’ ‘โต’ ไม่ได้ ถ้าฉ้อราษฎร์บังหลวง
ชีวิต-เส้นทางรัก เนเน่ พรนับพัน – ไบร์ท วชิรวิชญ์ สู่วันสถานะโสด
ธงทอง จันทรางศุ ชวนคิดปฏิรูปราชการ เตือนใจ! ข้าราชการไม่ควรห้อมล้อมนักการเมือง
‘โมดี-ซานาเอะ’ กระชับพันธมิตรยุทธศาสตร์ กับนัยยะต่อไทยและอุษาคเนย์
ดินแดง ราชปรารภ กระสุน ความเร็วสูง ทะลวง ภาพสะท้อน จาก ช่างภาพ
ฮาวทู สมองไม่หด-ลืม จากการใช้ AI