Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
นิทาน AI แต่งน่ะได้
…แต่ไร้คุณภาพ
ฉันเป็นคนรักการอ่านหนังสือมาตั้งแต่ไหนแต่ไร ตอนเป็นเด็ก ร้านหนังสือคือสถานที่ปลอดภัยที่ฉันสามารถเข้าไปใช้เวลาอยู่ได้ทั้งวัน เวลาอ่านหนังสือจะรู้สึกเหมือนตัวเองโลดแล่นอยู่ในโลกแห่งจินตนาการและจะหลุดออกมาได้ตอนอ่านจนจบเล่มเท่านั้น
ดังนั้น เมื่อมีลูก ความตั้งใจของฉันก็คือจะสนับสนุนให้เขาได้อ่านหนังสือเยอะๆ
ฉันเริ่มอ่านหนังสือให้เขาฟังตั้งแต่วันแรกๆ ที่พาเขากลับมาจากโรงพยาบาลเลยทีเดียว
แม้จะรู้ว่าเขาเล็กเกินกว่าจะเข้าใจ แต่ฉันก็รู้สึกว่าเป็นกิจกรรมที่ดีที่จะได้ทำร่วมกัน
อ่านไปอ่านมาก็พบว่าเขาค่อยๆ สนใจหนังสือและรักตัวละครและเรื่องราวในหนังสือมากขึ้น
ลูกในวัยขวบนิดๆ ตอนนี้จะเป็นคนเลือกหนังสือเล่มที่อยากอ่านส่งมาให้ฉัน แล้วก็เข้าเกียร์ถอยหลังมาจอดบนตักฉันอย่างคล่องแคล่ว
ฉันได้เรียนรู้ว่า นอกจากการอ่านนิทานจะเป็นการเพิ่มจินตนาการและคลังคำศัพท์ให้ลูกแล้ว แต่อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือ มันก็เป็นกิจกรรมให้ฉันรู้สึกอิ่มเอมและมีความสุขที่ได้ทำด้วย
ฉันได้ค้นพบหนังสือเด็กหลายเล่มที่ไม่ใช่แค่ภาพสวย แต่เนื้อหาข้างในช่างละเมียดละไม ถ้อยคำที่ผูกร้อยเข้าด้วยกันอย่างไพเราะ ตัวละครที่มีเอกลักษณ์ เส้นเรื่องที่ออกแบบมาอย่างต่อเนื่องเพื่อนำไปสู่ตอนจบที่อิ่มใจ
ดังนั้น ฉันจึงรู้สึกขุ่นเคืองใจเป็นอย่างมากที่ได้เห็นว่าตอนนี้ AI ถูกนำมาช่วยแต่งหนังสือเด็กกันดาษดื่น
และมันก็ทำออกมาได้แย่มาก
มีการถกเถียงกันบนเว็บไซต์ Reddit ที่เป็นชุมชนแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเรื่องต่างๆ ว่าตอนนี้มีเทรนด์ที่ชวนให้คนเป็นพ่อแม่ปวดหัวไม่น้อย เมื่อคนรุ่นปู่ย่าตายายนิยมสั่งทำหนังสือภาพที่ใช้ AI ด้วยการอัพโหลดภาพใบหน้าของหลานตัวเองเข้าไปให้ระบบเจนออกมาเป็นนิทาน แล้วนำไปมอบให้เป็นของขวัญ
คนรุ่นปู่ย่าตายายมองว่านี่เป็นของขวัญที่น่ารักมาก เพราะเมื่อเปิดหนังสือออกมา หลานๆ ก็จะได้เห็นตัวเองรับบทตัวละครเอกในหนังสือ แถมชื่อของตัวละครก็ยังเปลี่ยนเป็นชื่อของหลานรักได้ด้วย
เรื่องนี้ทำให้เกิดความไม่เข้าใจกันระหว่างเจเนอเรชั่นอยู่เหมือนกัน เพราะเมื่อพ่อแม่เห็นว่าลูกได้ของขวัญนิทาน AI มาจากปู่ย่าตายายก็เกิดความรู้สึกเป็นกังวลในหลายๆ ด้าน
อย่างแรก ก็คือการล้ำเส้นความเป็นส่วนตัว พ่อแม่หลายคนไม่ชอบให้รูปของลูกหลุดออกไปสู่สาธารณะ บางคนเคร่งครัดขนาดที่จะไม่แชร์ภาพใบหน้าลูกลงบนโซเชียลมีเดียเลย
เมื่อปู่ย่าตายายถือวิสาสะอัพโหลดภาพหลานขึ้นเว็บไซต์เพื่อสั่งทำหนังสือ AI แม้จะทำไปด้วยเจตนาดี แต่คนเป็นพ่อแม่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี
อีกเหตุผลที่ทำให้เจเนอเรชั่นพ่อแม่ไม่ค่อยพึงใจสักเท่าไรนักก็คือ ความไม่เห็นด้วยที่จะสนับสนุนงานศิลปะจาก AI เพราะนี่ควรเป็นงานที่สงวนไว้ให้มนุษย์ที่มีความคิดสร้างสรรค์ทำ และที่ผ่านมา AI มันก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าถึงแม้มันจะทำได้ แต่มันก็ทำได้ไม่ดี
ส่วนสาเหตุที่ทำให้ทั้งพ่อแม่และแม้กระทั่งลูกที่ได้รับของขวัญไม่ชอบใจหนังสือที่แต่งโดย AI ก็คือ มันไม่สนุก!
หนังสือนิทานที่ใช้ AI แต่ง เนื้อหามักจะยาวเกินไป คำพูดซับซ้อน ขาดอารมณ์ขัน ตัวละครขาดมิติ เส้นเรื่องเรียบๆ ไม่มีปมอะไรให้ชวนติดตาม
มีคุณพ่อที่เข้ามาแชร์ความคิดเห็นบน Reddit ที่บอกว่าลูกได้รับหนังสือ AI มาก็อ่านแค่รอบเดียว แล้วก็ขอไปอ่านหนังสือเด็กที่ผู้แต่งเป็นมนุษย์แทน
ทุกวันนี้มีบริการสร้างหนังสือนิทานด้วย AI มากมาย ไม่ว่าจะเป็น Imagitime, StoryWonderBook หรือ Childbook.ai ทุกเว็บก็ทำงานง่ายๆ เพียงแค่อัพโหลดภาพของเด็กขึ้นไปก็จะกลายเป็นหนังสือนิทานที่ทำมาเพื่อเด็กคนนั้นๆ โดยเฉพาะ
การใช้ AI ทำหนังสือเด็กออกมาได้แบบขาดๆ เกินๆ แบบนี้เข้าข่ายสิ่งที่เราเรียกกันว่า AI Slop หรือเนื้อหาไร้คุณภาพที่สร้างขึ้นมาโดย AI ซึ่งคุณผู้อ่านก็คงจะได้เห็นเกลื่อนกลาดบนหน้าโซเชียลจนชาชิน
หนังสือเด็ก AI มักจะมาในรูปแบบที่ผาดตาดูแป๊บๆ อาจจะไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดปกติ แต่หากลองหยุดและตั้งใจมองลงไปในรายละเอียดแค่เพียงนิดเดียวก็จะเห็นจุดที่ผิดพลาดบกพร่องอย่างไม่น่าอภัยเต็มไปหมด
บางเล่มชื่อเรื่องตีพิมพ์ออกมาซ้อนอยู่บนภาพกราฟิกอย่างไม่น่าอภัย บางเล่มตัวหนังสือเล็ก ผอม บาง อ่านยาก ข้อความสับสนวกวนไปมา แม้กระทั่งภาพประกอบก็ไม่ต่อเนื่อง สีผมของตัวละครเปลี่ยนสีไปในแต่ละหน้า
หรือหากจะมีกิจกรรมเสริมทักษะปะปนอยู่ในหนังสือเล่มนั้นก็จะออกมาในรูปแบบที่ใช้งานจริงไม่ได้ อย่างเช่น เกมเขาวงกตที่ลากเส้นไปไหนไม่ได้เลย หรือเกมค้นหาคำศัพท์ที่ไม่มีคำศัพท์ให้ค้นหาอยู่ในนั้น
เรียกได้ว่าเฟลสุดสุด
อีกความน่ากังวลก็คือ หนังสือเหล่านี้จะไม่ผ่านการตรวจทานจากมนุษย์เลย เรื่องความผิดพลาดไม่ต่อเนื่องก็เรื่องหนึ่ง แต่ความไร้ตรรกะในเนื้อหานั้นนอกจากจะไม่ได้ส่งเสริมให้เด็กมีทักษะด้านภาษา หรือการคิดเชิงวิเคราะห์แล้ว ก็ยังอาจจะทำลายทักษะของเด็กด้วยซ้ำ
งานบางอย่างเราปล่อยให้ AI ทำได้ และมันก็ทำได้ดี ในขณะที่งานบางอย่าง อย่างเช่น การแต่งนิทาน การถ่ายภาพอาหารในเมนู หรืองานความคิดสร้างสรรค์ซับซ้อนก็เก็บเอาไว้ให้เป็นฝีมือของมนุษย์ต่อไปจะดีกว่า
มาช่วยกันสนับสนุนหนังสือเด็กที่ผู้แต่งและผู้วาดตั้งใจทำ อย่ายอมให้ AI slop มีพื้นที่บนชั้นวางหนังสือเลย
