ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข
50 ปี 6 ตุลาฯ (1)
การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง
“ถ้าเจตจำนงของมนุษย์ทุกคนเป็นอิสระเสรี นั่นคือ ถ้าแต่ละคนทำได้ตามที่เขาปรารถนา ประวัติศาสตร์ทั้งหมด ก็จะเป็นลำดับอุบัติเหตุที่ไม่ต่อเนื่องกันเลย”
ลีโอ ตอลสตอย
ปรัชญาประวัติศาสตร์ในสงครามกับสันติภาพ
ชาญวิทย์ เกษตรศิริ แปล (พ.ศ.2519)
ในฐานะเป็นคนที่ร่วมชีวิตในเหตุการณ์การล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 ผมมักจะถูกถามว่า เหตุการณ์นี้เดินทางผ่านมาเกือบ 50 ปีแล้ว ผมมองเหตุการณ์นี้อย่างไร
ดังนั้น ผมจะขอทดลองตอบคำถามนี้ผ่านเวทีมติชนสุดสัปดาห์ แม้คำตอบอาจจะดูเป็นวิชาการสักนิด แต่ก็อยากให้เห็นภาพของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในมุมมองเชิงมหภาคของพัฒนาการการเมืองไทยที่เกี่ยวโยงกับความเปลี่ยนแปลงของ “ยุคสมัยแห่งเดือนตุลาฯ” อันทำให้เกิดกลุ่มคนตามชื่อที่อาจารย์เสกสรรค์ ประเสริฐกุล เรียกว่า “คนเดือนตุลา” และเรื่องราวของ “คนเดือนตุลา” ยังได้เข้ามาเป็นตัวละครที่สำคัญในการเมืองอีกด้วย
แม้ในความเป็นจริง สถานะของความเป็น “คนเดือนตุลา” ในเวลาต่อมา จะสิ้นสุดไปกับความเปลี่ยนแปลงของสถานการณ์สงครามของประเทศแล้วก็ตาม
จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์
ผมคิดว่าในฐานะของความเป็นนักเรียนรัฐศาสตร์ ผมอยากจะขอเริ่มต้นด้วยคำอธิบายว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ เป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่เป็น “จุดเปลี่ยนสำคัญ” ของการเมืองไทยอย่างที่ปฏิเสธไม่ได้เลย ไม่ว่าในวันนั้นหรือวันนี้ ท่านจะยืนอยู่ตรงจุดไหนในทางการเมืองก็ตาม
หรือบางทีในฐานะของผู้ที่ร่วมสมัยในเหตุการณ์ดังกล่าว อยากจะขอเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “จุดเปลี่ยนประวัติศาสตร์” ก็คงไม่ผิดนัก ในความเป็นจุดเปลี่ยนทางประวัติศาสตร์นั้น เราจึงไม่อาจพิจารณาเหตุการณ์นี้ได้อย่างเป็นเอกเทศ โดยไม่เกี่ยวโยงกับเหตุการณ์อื่นๆ ที่เกิดก่อนและหลังจากเหตุความรุนแรงในปี 2519
อย่างไรก็ตาม ในเชิงภาพจำของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ หลายคนอาจจะมองเห็นภาพของความรุนแรงที่เกิดจากการสร้างความชอบธรรมในการทำลายล้างฝ่ายที่คิดต่างในทางการเมืองอย่างไร้ขีดจำกัด ภายใต้แนวคิดของการต่อต้านคอมมิวนิสต์ที่ถูกบ่มเพาะและประกอบสร้างมาอย่างยาวนานของยุคสงครามเย็น การทำลายล้างเช่นที่เกิดในเช้าวันที่ 6 ตุลาคม 2519 กลายเป็นความชอบธรรมในตัวเอง โดยไม่มีความจำเป็นต้องตั้งคำถามถึงปัญหาทางศีลธรรมของการใช้ความรุนแรงแต่อย่างใด
แต่ภาพจำของการใช้ความรุนแรงของฝ่ายขวาสุดโต่งในเช้าวันนั้น จำเป็นต้องมองให้เห็นภาพของสายธารประวัติศาสตร์การเมืองไทยที่ทอดยาวมาตลอดนับจากการเปลี่ยนประวัติศาสตร์ในเช้าของวันที่ 24 มิถุนายน 2475 พร้อมกับการเข้ามาของ “กระแสสงคราม” ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 ที่ผ่านทะลุเข้ามาในรัฐไทยและสร้างให้เกิดการพลิกผันของการเมืองไทยด้วยการรัฐประหารในเดือนพฤศจิกายน 2490
ดังนั้น ถ้า 6 ตุลาฯ เป็นหนึ่งใน “หลักกิโลเมตร” ที่สำคัญบนเส้นทางของประวัติศาสตร์การเมืองของประเทศ แต่ก็เป็นหลักกิโลเมตรที่เชื่อมกับเหตุการณ์อีก 2 หลักที่สำคัญ หรืออาจกล่าวได้ว่า หลักกิโลเมตรของเหตุการณ์เดือนตุลาคมในช่วงเวลาเช่นนั้น มีความเชื่อมต่อกันกับเหตุของเดือนตุลาคมอื่นๆ ที่ล้วนมีเรื่องใหญ่เกิดขึ้นและประสานเข้าด้วยกันอย่างแน่นแฟ้น
หลักกิโลเมตรแรก “ก่อน 6 ตุลาฯ” คือ การลุกขึ้นสู้ครั้งใหญ่ในเหตุการณ์ 14 ตุลาคม 2516 ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง และผลพวงของความเปลี่ยนแปลงนี้ ไปจบลงช่วงแรกด้วยการล้อมปราบในวันที่ 6 ตุลาคม 2519
ส่วนหลักกิโลเมตร “หลัง 6 ตุลาฯ” คือ ผลสืบเนื่องจากการล้อมปราบและการจับกุมคุมขังที่เกิดในวันนั้น กลายเป็นแรงผลักดันให้นิสิต นักศึกษา และประชาชนเป็นจำนวนมากเดินทางเข้าร่วมการต่อสู้ด้วยกำลังอาวุธของ “พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย” (พคท.)
สงครามปฏิวัติไทยจึงทำท่าจะขยายตัวในช่วงแรกหลังปี 2519 แต่ด้วยผลของปัญหาความขัดแย้งในเวทีระหว่างประเทศ สงครามนี้กลับมีอาการถดถอยอย่างคาดไม่ถึง และจบลงด้วยการประกาศชัยชนะของรัฐบาล พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในปี 2526… สงครามปฏิวัติไทยปิดฉากลงอย่างรวดเร็วจริงๆ และจบลงอย่างคาดไม่ถึงด้วย
ถ้าย้อนเวลากลับได้จริง จะพบว่าใครเลยในช่วงเวลาเช่นนั้น ไม่ว่าความคิดทางการเมืองของเขาผู้นั้นเป็นฝ่ายซ้ายหรือฝ่ายขวาก็ตาม จะยอมเชื่อว่าโรงละครของสงครามปฏิวัติไทยกำลังค่อยๆ รูดม่านปิดฉากของตัวเองลงแล้ว บรรดาฝ่ายขวาส่วนหนึ่งโดยเฉพาะในหน่วยงานความมั่นคง ไม่อาจเชื่อและทำความเข้าใจได้เลยว่า สงครามปฏิวัติเดินมาถึงจุดสุดท้าย หากแต่มองว่าเป็นการเคลื่อนย้ายกำลังพลจากฐานที่มั่นในชนบทเข้าสู่เขตเมือง เพื่อเตรียมทำสงครามครั้งใหม่ ซึ่งในความเป็นจริง ตรงข้ามกับภววิสัยของสงครามอย่างสิ้นเชิง
การเชื่อมต่อของประวัติศาสตร์
ดังนั้น หากเราพิจารณาในมุมมองเชิงมหภาคแล้ว สถานะของเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ จึงมีความเกี่ยวโยงที่แยกไม่ได้จาก 2 เหตุการณ์ดังกล่าว หรือทั้ง 3 เหตุการณ์เป็นหลักกิโลเมตรที่เชื่อมต่อบนสายธารประวัติศาสตร์ชุดเดียวกัน ทั้งในบริบทของตัวเหตุการณ์ และประเด็นปัญหาที่ผูกต่อกันมาทั้งในทางการเมืองและความมั่นคง และทั้งยังผูกโยงเข้าด้วยกันอย่างที่ไม่อาจแยกจากกันได้ด้วย
ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่า เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ เป็นหลักเวลาสำคัญของ “การเปลี่ยนผ่านทางการเมือง” ที่บ่งบอกถึงการสิ้นสุดของระบอบอำนาจนิยม ที่มีความหมายโดยตรงถึงการสิ้นสุดของระบอบทหาร ที่ดำรงอยู่มาอย่างยาวนานในสังคมไทย พร้อมกับการขยายตัวของแนวคิดเสรีนิยมและประชาธิปไตย หรืออาจกล่าวได้ว่า 14 ตุลาฯ คือ “หลักกิโลเมตรของเสรีนิยม” ในสังคมไทย
แต่สภาวะเช่นนี้ดำรงอยู่ภายใต้เงื่อนไขของความผันผวนทั้งภายนอกและภายใน โดยเฉพาะการสิ้นอำนาจของรัฐบาลฝ่ายขวาที่นิยมตะวันตกในอินโดจีน ที่นำไปสู่การกำเนิดของรัฐสังคมนิยม อันเป็นปัจจัยที่สร้างความหวาดกลัวทางการเมืองให้แก่กลุ่มการเมืองปีกขวา และผู้มีอำนาจในสังคมไทย
เมื่อความกลัวถูกพัฒนาให้กลายเป็น “ความเกลียดชัง” ทางการเมืองแล้ว สิ่งนี้จึงกลายเป็นปัจจัยที่นำไปสู่แนวคิดสุดโต่งในลักษณะของ “การทำลายล้าง” ผู้ที่เห็นต่าง และสภาวะเช่นนี้ขึ้นสู่จุดสูงสุดด้วยการปราบปรามขนาดใหญ่ในวันที่ 6 ตุลาคม 2519 และทำให้ 6 ตุลาฯ เป็น “ภาพแทน” ของความรุนแรงทางการเมืองในยุคสมัยใหม่
การล้อมปราบในเช้าวันนั้น ตามมาด้วยการรัฐประหารในเย็นวันเดียวกัน จึงทำให้ 6 ตุลาฯ ได้กลายเป็น “หลักกิโลเมตรของอำนาจนิยม” ที่ชัดเจน แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่า หมุดหมายเวลาเช่นนี้ในอีกด้านคือ “หลักกิโลของสงครามปฏิวัติ” ที่พานิสิต นักศึกษา และประชาชนส่วนหนึ่งใช้เส้นทางนี้ เดินทางเข้าสู่สนามรบในชนบทไทย
หากจะกล่าวในทางทฤษฎีรัฐศาสตร์ของวิชา “เปลี่ยนผ่านวิทยา” (Transitology)… ถ้า 14 ตุลาฯ คือ “การเปลี่ยนผ่านสู่ประชาธิปไตย” (Transition to Democracy) 6 ตุลาฯ ก็คือการถอยกลับของกระแสประชาธิปไตยเกิด “การเปลี่ยนผ่านสู่อำนาจนิยม” (Transition to Authoritarianism) อันอาจกล่าวได้ว่า ทั้ง 2 เหตุการณ์เป็นด้านกลับของกันและกัน หรือเป็น 2 ด้านที่ตรงข้ามในทางการเมือง
แต่สุดท้ายของการเปลี่ยนผ่าน สงครามปฏิวัติไทยก็ได้ปิดฉากลงจริงๆ จึงทำให้ ตุลาคม 2526 เป็น “หลักกิโลเมตรของการยุติสงคราม” หรืออาจกล่าวได้ว่า การสิ้นสุดของสงครามปฏิวัติคือ การสิ้นสุดของ “ยุคแห่งเดือนตุลาฯ” ในตัวเอง
ดังนั้น เหตุการณ์ 3 ตุลาฯ ที่ถูกผูกโยงเข้าด้วยกันด้วยเงื่อนไขทั้งการเมืองภายนอกและภายในของไทย จึงทำให้เหตุการณ์ทั้ง 3 ตุลาฯ เป็น “หมุดหมาย” ที่สำคัญของการเมืองไทย และยังมีนัยสำคัญอย่างมากกับปัญหาความมั่นคงไทยในเวลาต่อมาอีกด้วย
นับจากปี 2526 เป็นต้นไป ประเทศไทยกลายเป็นประเทศที่มีความสงบในทางการเมือง เพราะสงครามภายในได้ถึงจุดสิ้นสุดแล้ว หรือในมิติทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ไทยเป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุนและการทำธุรกิจ พร้อมกันนั้น การเมืองไทยในยุคหลังสงครามคอมมิวนิสต์ก็คลี่คลายตัวออกจากความเป็นอำนาจนิยม และมีภาพสะท้อนถึงปัจจัยเสรีนิยมที่มีบทบาทมากขึ้น และเข้าแทนที่ “ระบอบอำนาจนิยมของเดือนตุลาฯ”
ดังที่เรียกกันในสมัยนั้นว่า “ยุคประชาธิปไตยครึ่งใบ” ที่การเมืองไม่ตกอยู่ภายใต้ระบอบทหารเต็มรูปแบบเก่า แม้จะมีผู้นำทหารเป็นรัฐบาลก็ตาม ซึ่งการเป็นประชาธิปไตยครึ่งใบเช่นนี้ ก็เป็นผลจากเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ด้วย เพราะ “ผู้นำทหารสายปฏิรูป” ในยุคหลัง 6 ตุลาฯ ไม่ต้องการการปกครองในรูปแบบเก่า อันจะกลายเป็นเงื่อนไขของสงครามคอมมิวนิสต์ในตัวเอง หรือเกิดการยอมรับภายในปีกทหารว่า ระบอบเผด็จการคือ “แนวร่วมมุมกลับ” ของระบอบคอมมิวนิสต์
บนเส้นทาง 50 ปี
การคิดถึงเหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในวาระครบรอบ 50 ปี จึงเป็นความน่าสนใจที่ชวนให้ต้องพิจารณาทั้งในมิติการเมืองและความมั่นคง ตลอดรวมถึงผลกระทบต่อโลกทัศน์ของทุกกลุ่มและทุกฝ่ายในขณะนั้นด้วย
ในอีกส่วนหนึ่ง เราอาจจะนึกไม่ถึงผลกระทบขนาดใหญ่ที่มีนัยกับ “การสงครามของรัฐไทย” ว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ นำไปสู่สงคราม แต่ในทำนองเดียวกัน 6 ตุลาฯ ก็นำไปสู่การสิ้นสุดของสงครามเช่นกันด้วย
แน่นอนว่า เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ในตัวเอง เป็นหมุดหมายของเส้นเวลาทางการเมืองที่เป็น “หลักกิโลเมตร” สำคัญ หรือเป็นดัง “หินก้อนใหญ่” ก้อนหนึ่งที่วาง เพื่อบอกเวลาของสังคมการเมืองไทย ซึ่งหลายคนในปัจจุบันที่เคยเดินผ่านหลักหินนี้ ไม่ว่าเขาเหล่านั้นจะเป็น “ผู้ถูกกระทำ” หรือ “ฝ่ายกระทำ” ต่างได้ออกเดินทางจากไปในภพหน้ากันบ้างแล้ว
เช่นเดียวกับหลายเหตุการณ์ที่เป็นหมุดหมายของความเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในสังคมไทย ไม่ว่าผู้คนร่วมยุคสมัยที่เคยเดินทางผ่านหลักหินดังกล่าวนั้น จะผ่านไปเป็นจนหมดจำนวนแล้วก็ตาม แต่แน่นอนว่า หลักกิโลเมตรทางการเมืองเช่นนี้ ก็จะยังคงดำรงอยู่ต่อไป และจะยังทำหน้าที่ที่บ่งบอกถึง “จุดเปลี่ยน” ที่เหตุการณ์นั้นๆ ได้สร้างผลสะเทือนให้กับสังคมการเมืองไทยต่อไปอย่างไม่เปลี่ยนแปลง
เหตุการณ์ 6 ตุลาฯ ก็เป็นเช่นนั้น และจะยังทำหน้าที่เช่นนั้นต่อไปไม่ว่าจะเป็นในวาระครบรอบกี่ปีก็ตาม และไม่ว่าผู้ร่วมในเหตุการณ์จะเหลืออีกกี่ผู้กี่นามก็ตาม!
