กว่าจะเป็นร่วมสมัยใต้สังคมจารีตประเพณี (2) : โขนในฐานะสินค้าวัฒนธรรมนอกระบบอุปถัมภ์

ในการสำรวจผู้จบการศึกษาด้านนาฏศิลป์ในไทย ตัวเลขอัพเดตที่สุดตอนนี้ของสำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษาแห่งชาติ ระบุว่าในปี 2557 สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์และวิทยาลัยนาฏศิลป์ทั้งประเทศผลิตบัณฑิตรวม 643 คน
และถึงแม้ตัวเลขนี้จะไม่บอกว่ามีผู้เรียนโขนเท่าไร สิ่งที่พูดได้แน่ๆ ก็คือไม่ใช่คนเรียนโขนทุกคนที่จะถูกโอบอุ้มโดยระบบราชการของกรมศิลปากร
ขณะที่ปลายยอดของพีระมิดอุปถัมภ์แห่งระบบราชการคือการอวยบรรดาศักดิ์ให้ครูโขนเป็นศิลปินแห่งชาติหรือผู้เชี่ยวชาญด้านนาฏศิลป์
มวลชนผู้จบการศึกษาสายนี้มหาศาลกลับปราศจากโอกาสแบบนี้
ทางเลือกหลักที่เหลืออยู่สำหรับคนเรียนนาฏศิลป์ที่ไม่ได้เข้าสู่ระบบราชการคือการขายความสามารถที่เรียนมาในตลาดแรงงานซึ่งผู้ว่าจ้างแต่ละกลุ่มมีความต้องการแตกต่างกัน
ปัญหาก็คือโขนไม่ใช่วิชาชีพเหมือนหมอ, นักบัญชี, วิศวกร ฯลฯ ซึ่งบัณฑิตครอบครองความชำนาญเฉพาะทางที่ตรงกับความต้องการของตลาด เพราะถึงแม้นาฏศิลป์จะเป็นการอุดมศึกษาที่ผลิตบัณฑิตผู้มีความชำนาญเฉพาะทางเหมือนกัน แต่ตลาดไม่ได้ต้องการความชำนาญดังกล่าวไปทั้งหมดด้วยหลายสาเหตุ
ตลาดนาฏศิลป์จึงเป็นตลาดของผู้ซื้อยิ่งกว่าผู้ขายที่มีปริมาณล้นเกิน
อันที่จริงสถาบันอุดมศึกษาไทยผลิตบัณฑิตบางสาขาสูงกว่าความต้องการตลาดมานานแล้ว ปรากฏการณ์ที่มีผู้เรียนนาฏศิลป์มากกว่าตำแหน่งงานแบบนี้เกิดกับสาขานิติศาสตร์, รัฐศาสตร์, การตลาด ฯลฯ ด้วยเหมือนกัน
สภาพที่ผู้เรียนปราศจากอำนาจต่อรองในตลาดทำให้ผู้ซื้อมีอิทธิพลกว่าผู้ขาย และในระยะยาว ตลาดจะกดดันให้ผู้ขายปรับตัวสนองสภาพการจ้างงานที่เป็นจริง
คำถามคือผู้ซื้อโขนเป็นใครและต้องการซื้ออะไร?
ดังที่กล่าวไปแล้ว โขนในปัจจุบันเลือกจะเข้าสู่ระบบอุปถัมภ์ของรัฐจนตัดรอนคุณสมบัติของความเป็นศิลปวัฒนธรรมที่อยู่รอดในระบบตลาด
“ลูกค้า” ของโขนจึงไม่ใช่คนดูทั่วไป แต่คนมีเงินก็ไม่ได้อุดหนุนโขนมากจนเปิดการแสดงได้ต่อเนื่อง ต่อให้ค่าดูโขนจะถูกกว่าคอนเสิร์ตวัยรุ่นง่อยๆ ส่วนค่าตั๋วที่สูงกว่าค่าแรงขั้นต่ำ 2-5 เท่า ก็ทำให้โขนไม่ใช่ศิลปะของมวลชนอย่างแน่นอน
เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดว่าโขนหันหลังให้ตลาดโดยสิ้นเชิง ควรระบุว่าโขนในที่นี้หมายถึงโขนแบบนาฏศิลป์กรมศิลปากร
ไม่ใช่โขนที่มีวิวัฒนาการสู่ศิลปะร่วมสมัยของ พิเชษฐ์ กลั่นชื่น ซึ่งมีชื่อยิ่งใหญ่เกินกว่าคำว่า “ครู” และ “อาจารย์” ในวงการนาฏศิลป์ไทยไปมาก
รวมทั้งไม่ใช่โขนสดที่ผสมผสานโขน, หนังตะลุง และลิเก ซึ่งทำให้โขนเป็นของชาวบ้านโดยตรง
ภายใต้กระบวนการที่โขนเข้าสู่ปริมณฑลรัฐและแยกตัวจากตลาด ผู้ชมกับโขนก็แยกห่างกันจนรายได้จากการแสดงโขนมีแนวโน้มว่าเลี้ยงผู้แสดงเป็นอาชีพไม่ได้
โขนนอกกลไกรัฐไร้ที่ทางในตลาดศิลปวัฒนธรรมจนมีสภาพกึ่งตาย ผลก็คือบุคลากรโขนนอกภาคราชการค่อยๆ ไหลไปอุตสาหกรรมท่องเที่ยวในทศวรรษ 2530 และอุตสาหกรรมบันเทิงที่เติบโตในช่วงเดียวกัน
ด้วยสภาพแวดล้อมแบบนี้ โขนภายใต้ความอุปถัมภ์ของรัฐมีชะตาชีวิตตามความนิยมในฐานะราชพิธีจนต้องจรรโลงสถานะตัวเองด้วยการเกาะวาทกรรมวัฒนธรรมแห่งชาติเพื่องบประมาณในการเชิดชูโขนให้เป็นนาฏศิลป์ที่มีฐานานุศักดิ์สืบไป
ขณะที่โขนภาคนอกรัฐมีตลาดผู้ชมเบาบางจนต้องหาทางอยู่รอดโดยพัฒนาบุคลิกโขนอย่างที่ธุรกิจท่องเที่ยวและธุรกิจบันเทิงต้องการ
แม้โขนสองกลุ่มนี้จะมีเส้นทางต่างกัน แต่ทั้งคู่ก็เติบโตภายใต้สภาพแวดล้อมที่ทำให้โขนเป็นงาน (work) ไม่ได้ เพราะเมื่อโขนไร้ผู้ชม ผู้แสดงย่อมปราศจากโอกาสในการสร้างงานไปในที่สุด
อย่างดีที่คนโขนใต้กรอบนี้หวังได้คือมีอาชีพ (occupation) สองแบบ แบบแรก คือเลียนแบบท่ารำเก่าประกอบพิธี แบบสอง คือรำก๊อกแก๊กปิดด้วยท่าพระรามเหยียบทศกัณฐ์ตามที่ผู้จ้างต้องการ
ในรุ่งอรุณของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวหลังรัฐบาลไทยค้นพบว่าการท่องเที่ยวมีศักยภาพเป็นรายได้หลักของประเทศ โขนพบที่ทางใหม่ในธุรกิจร้านอาหารที่หลายร้านสร้างจุดขายโดยแสดงโขนแกล้มอาหารรองรับนักท่องเที่ยวไปพร้อมกัน
หนึ่งในร้านอาหารชั้นนำที่บุกเบิกแสดงโขนประกอบการขายอาหารไทยคือภัตตาคารเจ้าพระยาแถบถนนอรุณอมรินทร์ วิธีขายในยุคนั้นคือเสิร์ฟอาหารไทยในสำรับชุดเบญจรงค์ให้นักท่องเที่ยวต่างชาติกินแกล้มโขนราคาหัวละ 300
ซึ่งเมื่อเทียบกับค่าแรงขั้นต่ำที่ขณะนั้นวันละ 73 บาท ค่ากินข้าวพ่วงโขนก็แพงกว่า 4 เท่า หรือน่าจะอยู่ที่ประมาณหัวละ 1,200 บาท ณ ปัจจุบัน
แน่นอนว่านักท่องเที่ยวไม่มีทางรู้ว่าภัตตาคารไหนขายข้าวพ่วงโขน ยุทธวิธีการขายกรณีนี้จึงเชื่อมต่อกับมัคคุเทศก์และแท็กซี่โดยให้ส่วนแบ่งจากค่าอาหารแก่คนเหล่านี้ถึง 1 ใน 6 หรือหัวละ 50 บาท ซึ่งเกือบเท่าค่าจ้างรายวันตอนนั้น
โขนสร้างมูลค่าเพิ่มให้ร้านอาหาร และองคาพยพชั้นล่างในธุรกิจท่องเที่ยวก็ใช้โขนดึงดูดลูกค้าไปร้านของเถ้าแก่โดยตัวเองได้ส่วนแบ่งไปพร้อมกัน
ถึงจุดนี้ วิธีขายข้าวพ่วงโขนก็ขยายตัวสู่กิจการล่องเรือกินข้าวกลางแม่น้ำเจ้าพระยาไปเรียบร้อยแล้ว
โขนเป็น “การแสดง” บนเวทีเหมือนรำไทย, คนแก่แต่งเอลวิสร้องเพลง, โฟล์กซองที่ต้องมีเพลงสุเมธแอนด์เดอะปั๋ง, คาราโอเกะนกเขาคู่รัก, ลิปซิ้งอัลคาซาร์ ฯลฯ
ซึ่งทั้งหมดเป็น “การแสดง” ที่มีชะตากรรมคล้ายกันคือคนดูตอนอาหารหมด และไม่มีใครดูเมื่ออาหารมา
ขณะที่นักนาฏศิลป์ทศวรรษ 2530 พบอาชีพแสดงในร้านอาหารซึ่งโตตามธุรกิจท่องเที่ยว นักนาฏศิลป์ในทศวรรษถัดไปก็พบอาชีพใหม่ในรูปการทำโชว์ประกอบอีเวนต์ให้สินค้าที่ต้องการขายความเป็นไทยอันมาพร้อมกับกระแสบริโภคความเป็นไทยที่เฟื่องฟูอย่างสูงในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจ 2540 จนทิ้งมรดกเอาไว้มหาศาลในการเมืองและวัฒนธรรมร่วมสมัยจวบจนปัจจุบัน
โดยปกตินั้นธุรกิจบันเทิงต้องการมหรสพในฐานะ “โชว์” เพื่อดึงดูดผู้ชมอยู่แล้ว
แต่โขนถือครองภาพลักษณ์ทางพิธีกรรมและประเพณีที่หลายมหรสพไม่มีเท่า
โขนมีภาพความเป็นไทย ซ้ำความเป็นไทยในโขนยังอิงความต้องตามโบราณราชประเพณีจนโขนเป็นนาฏศิลป์ที่มี “ศักดิ์” ด้วย
ผลก็คือโขนเป็นอุปมาที่สื่อถึงความเป็นไทยแบบช่วงชั้นได้เหนือกว่ามหรสพอื่นอย่างชัดเจน
ในแง่นี้ โขนในธุรกิจโชว์ทำให้ทุกคนสัมผัสความเป็นไทยจากการบริโภคสินค้าที่ขายสัญญะของความเป็นไทยแบบแบ่งชั้นอย่างเต็มภาคภูมิ
โขนในสภาพนี้ไม่ได้ขายความสุขจากการกินพร้อมดูนางรำซึ่งเป็น “มูลค่าใช้สอย” ในโขน
เพราะสิ่งที่โขนขายคือ “มูลค่าเชิงสัญลักษณ์” อันเชื่อมโยงกับอัครฐานะที่อยู่นอกโขนโดยไม่เกี่ยวกับคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ในโขนแม้แต่นิดเดียว
ตรงข้ามกับโขนสายนางรำซึ่งผู้ชมน้อยและค่าตอบแทนต่ำจนไม่รู้จะคิดแปลงโขนไปทำไม โขนในธุรกิจโชว์เข้าถึงผู้ชมมากและค่าตอบแทนสูงจนมีแรงขับให้แปลงโขนเพื่อเพิ่มมูลค่าและโอกาสการขายเยอะไปหมด โขนถูกแปลงเป็นคาแร็กเตอร์ตัวละคร, วิธีแต่งหน้า, เนื้อเพลง ฯลฯ เพื่อเร้าอารมณ์ผู้ชมและสร้างความแรงของผู้แสดง
จนถึงจุดที่โขนเป็นแค่พร็อบของนักแสดง
วิธีที่ เก่ง ธชย ทำกับนาฏศิลป์ไทยก่อนโด่งดังจาก “เที่ยวไทยมีเฮ” เป็นตัวอย่างของทิศทางนี้ เก่งผสมรูปแบบของนาฏศิลป์ไทยหลายอย่างแล้วแปลงเป็นโชว์ที่เขาเป็นศูนย์กลาง
โจทย์เรื่องความเป็นไทยหรือเผยแพร่นาฏศิลป์ไทยไม่สำคัญเท่าเรื่องทำโชว์ที่สื่อได้แรงและสนุก ต่อให้มรสุมจากครูโขนจะทำให้เกิดคำอธิบายแบบไทยๆ ว่าเก่งทำงานเพื่อต่ออายุโขนสู่คนรุ่นใหม่ก็ตาม
เมื่อหัวใจของโขนใต้ธุรกิจโชว์คือความอลังการและ “แรง” ซึ่งไม่มีในนาฏศิลป์ศิลปากร โอกาสจะรู้สึกว่าประเพณีที่ตัวเองยึดครองกำลังถูกรุกล้ำก็ย่อมเกิดขึ้น แต่ความหงุดหงิดนี้สะท้อนวิถีทางของอำมาตย์ขี้วิตกเหมือนครูโขนขี้โวยวาย
ไม่มีทางที่โขนจะถูกตลาดดัดแปลงผ่านธุรกิจโชว์จนรุ่มร่ามกับกรมศิลป์ เพราะโขนอยู่ได้ด้วยภาพสัญญะแห่งอัครฐานะ และการท้าทายระบบราชการคือการต้าน “ครู” ผู้ปกป้องอัครฐานะที่จะทำให้ผู้ท้าทายถูกตัดขาดจากความเชื่อมโยงกับอัครฐานะเอง
อย่าหวังให้พลังตลาดท้าทายอำนาจวัฒนธรรมในระบบอุปถัมภ์ในเวลาที่ตลาดต้องพึ่งใบบุญของระบบอุปถัมภ์ต่อไป
