ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
ใครที่เล่นเฟซบุ๊ก ทุกคนคงจะคุ้นกับฟีเจอร์ On This Day อย่างวันก่อน พี่มาร์คก็ส่งภาพผมกับเพื่อนๆ และบรรยากาศเก่าๆ เข้ามาในเฟซบุ๊กของผม
เป็นภาพเก่าของวันนี้เมื่อหลายปีก่อน
เห็นภาพแล้วยิ้ม นึกถึงผู้คนและความทรงจำในวันนั้น
อดชมพี่มาร์คไม่ได้ว่าเก่งมากที่ทำให้ผมรู้สึกดีตั้งแต่เช้า
เขาไม่ได้ทำอะไรเลยครับ
แค่สร้างคอนเทนต์จาก “อดีต” และ “ความทรงจำ”
ฟีเจอร์ On This Day เกิดขึ้นเมื่อ 11 ปีที่แล้ว เพื่อให้ผู้ใช้ย้อนดูโพสต์ รูปภาพ และสิ่งที่เคยถูกแท็กในวันเดียวกันของปีก่อนๆ
วิธีคิดเรื่องนี้ง่ายมากเลย
1. “ความทรงจำ” ทำให้คนหยุดดู
โพสต์ทั่วไปเราจะเลื่อนผ่านเร็วมาก
แต่พอเป็นรูปเก่าของตัวเอง-เพื่อน-ลูก-พ่อแม่-บ้านเก่า-ที่ทำงานเก่า ฯลฯ
เราจะหยุดทันที
เพราะมันไม่ใช่คอนเทนต์ทั่วไป
แต่เป็นชีวิตของเราเอง
นี่คือ คอนเทนต์ที่ทรงพลังที่สุด
2. “ความทรงจำ” ทำให้เราแชร์ซ้ำ
เพราะในภาพนั้นมีหลายคนที่เราคิดถึงและอยากให้เขาเห็นภาพนี้ด้วย
พอแชร์ เพื่อนเก่าก็เข้ามาคอมเมนต์
บางคนถูกแท็ก
บางคนทักแชต
บางคนกดหัวใจ
1 โพสต์เก่าจึงกลายเป็น “บทสนทนาใหม่”
นี่คือ สิ่งที่มีค่ามากสำหรับแพลตฟอร์ม
เพราะมันทำให้เกิด engagement โดยไม่ต้องสร้างคอนเทนต์ใหม่เลย
“พี่มาร์ค” เก่งจริงๆ
3. “ความทรงจำ” คือ “ความผูกพัน”
ทุกคนล้วนมีอารมณ์ nostalgia โหยหาอดีต
และ “อดีต” ที่เราคิดถึงนั้นมีผู้คน เหตุการณ์และความรู้สึกร่วมในเวลานั้น
มีคนบอกว่า “ความทรงจำ” ที่มีค่าที่สุด
ไม่ใช่แค่ “ฉันเคยไปที่ไหน”
แต่เป็น “ฉันเคยอยู่ตรงที่นั้นกับใคร”
เรื่องนี้น่าสนใจมากครับ
เพราะมันบอกเราว่ามนุษย์ไม่ได้ต้องการแต่ “สิ่งใหม่” เสมอไป
บางวันเราก็อยากกลับไปมอง “สิ่งเก่า”
ไม่ใช่เพราะอยากย้อนเวลากลับไปอยู่ตรงนั้น
แต่เพราะอยากรู้สึกว่า “ช่วงเวลานั้นเคยเกิดขึ้นจริง”
และเราเคยมีความสุขแบบนั้นจริงๆ
“ความทรงจำ” จึงมีมูลค่ามาก
ไม่ใช่มูลค่าแบบเงินทอง
แต่เป็นมูลค่าทางใจ
ยิ่งเราอายุมากขึ้น
ความทรงจำยิ่งมี “คุณค่า” มากขึ้น
และมีบางวันที่เราอยากกลับไปทักทายตัวเองในอดีต
เหมือนกับตอนที่เราฟังเพลงในยุคของเรา
บางเพลงไม่ได้ดังอยู่ในหู
แต่มันดังในความทรงจำ
แค่ได้ยินเสียงเพลง เราก็ย้อนกลับไปสู่วันเก่าๆ ทันที
กลับไปที่ห้องเรียน
กลับไปอยู่ที่หน้าวิทยุ
กลับไปตอนที่ไปค่าย ร้องเพลงด้วยกันกับเพื่อน
หรือกลับไปในวันที่เราอกหัก
หรือหักอกเขา 555
และน่าแปลกใจที่แม้ไม่ได้ฟังเพลงนี้มาหลายสิบปี
แต่พอเพลงดังขึ้น เราจะร้องได้เลยโดยไม่ต้องดูเนื้อเพลง
ผมเห็นบรรยากาศนี้เกิดขึ้นประจำใน Wednesday Song
เพื่อนๆ จะสบตากัน ยิ้มให้กัน
แล้วร้องเพลงด้วยกันอย่างมีความสุข
มีคนบอกว่าคนที่รู้ซึ้งถึง “คุณค่า” ของ “ความทรงจำ” มากที่สุด
คือ คนที่ “คุณพ่อ-คุณแม่” หรือ “คนรัก” เป็นโรคอัลไซเมอร์
โรคนี้จะทำให้ “ความทรงจำ” เริ่มเลือนหายไปเรื่อยๆ
ผมนึกตั้งคำถามในใจว่าระหว่างคนที่เป็นโรคนี้กับคนรอบตัวเขา
…ใครเศร้ากว่ากัน
คนที่เป็น “อัลไซเมอร์” ในระยะแรกจะรู้สึกเศร้า เพราะรู้ว่ากำลังสูญเสียความทรงจำบางอย่าง
จำคนไม่ได้ ลืมคำพูด ลืมเส้นทาง
ยิ่งนานวัน ยิ่งเศร้า
“โรนัลด์ เรแกน” อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ตอนที่รู้ตัวว่าเป็นโรคอัลไซเมอร์
เขาเขียนจดหมายถึงชาวอเมริกันในปี 1994 เพื่อบอกว่าเขาเป็นอัลไซเมอร์
ประโยคหนึ่งที่สะเทือนใจมาก
เขาบอกว่า “I now begin the journey that will lead me into the sunset of my life.”
…ผมกำลังเริ่มต้นการเดินทางที่จะพาผมเข้าสู่ยามอัสดงของชีวิต
“เรแกน” ไม่ได้พูดถึง “ความตาย” โดยตรง แต่เปรียบเทียบ “ความทรงจำ” เหมือนกับแสงอาทิตย์ในยามเย็น
“พระอาทิตย์” หรือ “ชีวิต” ยังคงอยู่
แต่ “แสง” แห่ง “ความทรงจำ” กำลังหรี่ดับลงไปเรื่อยๆ
ส่วนคนใกล้ชิดนั้นก็คงเศร้าเช่นกัน เพราะเห็นคนที่รักยังอยู่ตรงหน้าเหมือนเดิม
แต่เขาเริ่มจำเราไม่ได้
โรคอัลไซเมอร์เหมือนกับคลื่นที่ซัดเข้าหาชายหาด และค่อยๆ ลบรอยเท้าแห่งความทรงจำที่เราเคยฝากไว้ในอดีตไปทีละนิดๆ
วันนั้น จะเป็นวันที่เรารู้ซึ้งถึงคุณค่าของ “ความทรงจำ”
On This Day ที่โผล่ขึ้นมาบนเฟซบุ๊กจะไม่มีความหมายเลย
เพราะเราจำอะไรไม่ได้เลย
ไม่ใช่แค่จำไม่ได้ว่า “ฉันเคยไปที่ไหน”
และ “ฉันเคยอยู่ตรงที่นั้นกับใคร”
แต่จำไม่ได้ด้วยว่า “ฉันคือใคร”
การที่มี “ลมหายใจ” โดยปราศจาก “ความทรงจำ”
มันจึงเป็น “ความเศร้า” ที่สุดของชีวิต
