หลังเลนส์ในดงลึก | ปริญญากร วรวรรณ

ครั้งหนึ่ง นักวิจัยพบว่า เสือโคร่งตัวเมียที่ติดตามอยู่ หยุดอยู่กับที่ เดินเข้า-ออกบริเวณที่มันอยู่ ร่วมสิบวันแล้ว

ผมตามผู้ช่วยนักวิจัยเข้าไปตรวจสอบ โดยปกติ ถ้าเสือหยุดอยู่ที่เดิมหลายวัน นั่นคือมันล่าเหยื่อได้ กระทิง ตัวโตเต็มวัย เสือใช้เวลากินเป็นสัปดาห์ การล่าแต่ละครั้งที่ประสบผลสำเร็จ เสือต้องใช้พลังงานมาก มันจึงใช้เหยื่ออย่างคุ้มค่า

พิกัดที่เสืออยู่ ห่างจุดที่เส้นทางรถไปถึงสี่กิโลเมตร ไม่ใช่เรื่องยากกับการจะไปจุดหมายที่ไม่เคยไป

จากที่รถจอด เราใช้จีพีเอส “โกทู” เข้าไป กว่าสองชั่วโมงเส้นทางด่านพาลงหุบ และตัดขึ้นสันเขา ผ่านลำห้วยแห้งๆ ที่เหลือเพียงผืนทรายและหินเล็กใหญ่

เราหยุดที่ลำห้วยแห้งอีกลำห้วย สภาพอากาศก่อนเที่ยงร้อนอบอ้าว ตามพิกัดในจีพีเอสบอกเราว่า เราอยู่ห่างจุดหมาย 15 เมตร

เราเดินดูรอบๆ อย่างระมัดระวัง การเข้าไปตรวจสอบซากที่เสือล่าไว้ หลายครั้งเราได้รับการต้อนรับด้วยเสียงขู่คำราม เหยื่อไม่ได้ล่ามาโดยง่าย การหวงเหยื่อจึงเป็นเรื่องธรรมดา

รอยตีน รอยคุ้ย รวมทั้งรอยขีดข่วนตามต้นไม้ บอกได้ว่า เสืออยู่แถวนี้ อีกทั้งกลิ่นซาก ทำให้เราหาซากง่ายขึ้น

ครั้งนี้ไม่มีรอยคุ้ย รอยขีดข่วน และไม่มีกลิ่นซาก

วันนั้น เสือหยุดอยู่ที่เดิมหลายวัน ไม่ใช่เพราะมันล่าเหยื่อได้ เราพบว่าในพูพอนของต้นสมพงใหญ่ มีลูกเสืออยู่สี่ตัว จีพีเอสช่วยเรารู้จุดหมายนี้ แต่จะมาถึงที่นี่ได้ ต้องใช้กำลังขาของผมเอง

เครื่องมือที่ช่วยให้ทำงานในป่าได้สะดวกขึ้น ทำให้ผมนึกถึงความแตกต่างจากเมื่อหลายสิบปีก่อน วันนี้เรามีอุปกรณ์ต่างๆ ที่ถูกพัฒนาขึ้นจนแทบเรียกได้ว่าสามารถเดินทางเข้าไปในพื้นที่ที่ไม่เคยรู้จักได้อย่างมั่นใจ ในหนทางกันดาร ป่ารก บนสันดอย เกือบทุกแห่งมีสัญญาณโทรศัพท์ และในโทรศัพท์มือถือก็สามารถบอกตำแหน่งของเราได้

จีพีเอสช่วยชี้เส้นทาง แผนที่ดิจิทัลทำให้เห็นภูเขา ลำห้วย และจุดหมายปลายทางอยู่บนหน้าจอ

ผมเดินทางเข้าไปในป่าที่ไม่เคยไปมาก่อน แต่ก็สามารถไปถึงจุดหมายได้อย่างถูกต้องด้วยเครื่องมือเหล่านี้

ต้องยอมรับว่าเทคโนโลยีทำให้การทำงานง่ายขึ้นมาก ช่วยลดเวลา ลดความผิดพลาด เพิ่มความปลอดภัย

ในขณะเดียวกัน ผมก็พบว่ามีบางอย่างที่ไม่ควรถูกทิ้งไป

นั่นคือทักษะพื้นฐานของการอยู่กับป่า

ผมหันกลับไปมองเส้นทางที่เพิ่งเดินผ่านบ่อยๆ อย่างที่คนทำงานในป่ารุ่นเก่าๆ บอกเสมอ มองสันเขาที่ทอดตัวอยู่ด้านหลัง มองต้นไม้เด่นๆ ริมทาง มองก้อนหิน ทางแยก หรือร่องน้ำเล็กๆ ที่เพิ่งเดินผ่าน

เพราะเมื่อถึงเวลาต้องเดินกลับ ภาพที่เห็นจะไม่เหมือนตอนขามา สิ่งที่อยู่ทางซ้ายอาจกลายเป็นทางขวา ทิวเขาที่เคยอยู่ด้านหน้า อาจกลายเป็นฉากหลัง

หลายคนหลงทาง เพราะจำเส้นทางเฉพาะตอนเดินไปข้างหน้า แต่ไม่เคยสังเกตเส้นทางตอนมองย้อนกลับ

แค่ต้นไม้ล้มต้นเดียว อาจทำให้พลัดหลงจากด่านที่ควรมุ่งไป

ป่าสอนเรื่องนี้ การมองไปข้างหน้าอย่างเดียวไม่พอ เราควรหันกลับมามองสิ่งที่ผ่านมาบ้าง ไม่ใช่เพื่อยึดติดกับสิ่งที่ผ่านมาแล้ว แต่เพื่อเข้าใจเส้นทางที่พามาถึงจุดนี้

ไม่เพียงเครื่องมือที่ช่วยให้เดินไปถึงจุดหมายที่ไม่เคยไปได้ง่ายขึ้น กล้อง และเลนส์อันเป็นเครื่องมือก็เช่นกัน กล้องพัฒนาขึ้นมาก ฉลาด จับทุกอิริยาบถ ของนก และสัตว์ป่าได้อย่างคมชัด เราได้ภาพที่ดี พอใจ

จนกระทั่งอาจลืมว่า ในป่านกตัวหนึ่งไม่ใช่แค่นก ต้นไม้ต้นหนึ่งไม่ใช่เพียงฉากหลัง

ช่วงแรกๆ ผมก็มองหลายสิ่งผ่านช่องมองภาพของกล้องมองหาองค์ประกอบภาพ มองหาแสง มองหามุมที่สวย

แต่เมื่อใช้เวลาอยู่กับป่านานขึ้น ผมเริ่มเห็นสิ่งอื่นที่มากกว่านั้น

นกที่เกาะอยู่บนกิ่งไม้ มันกำลังใช้ชีวิตของมัน กำลังหาอาหาร เลี้ยงลูก ระวังผู้ล่า และทำหน้าที่ในระบบนิเวศ

ต้นไม้ใหญ่อยู่มาหลายสิบ หลายร้อยปี ผ่านลม ผ่านฝน ความแห้งแล้ง และฤดูกาลนับไม่ถ้วน ส่วนเรา เพียงเดินผ่านเข้ามาไม่นานแล้วก็จากไป

เมื่อทำความเข้าใจกับบทเรียนเช่นนี้ สิ่งที่ผมเคยคิดกับป่าก็เปลี่ยนไป แม้เทคโนโลยีจะทำให้เราเดินทางได้ไกลและถึงจุดหมายแม่นยำ ถ่ายรูปได้งดงามคมชัดมากขึ้น

แต่ผมก็รู้สึกว่า สำหรับผม สิ่งดีที่สุดของเทคโนโลยี ไม่ใช่ความสะดวกแต่เป็นการเปิดเผยสิ่งที่เราไม่เคยเห็น

ความฉลาดของกล้องทำให้เรามองเห็นรายละเอียดบนขนนก เห็นประกายในดวงตาของสัตว์ป่า เห็นเยื่อบางๆ ในตาของนกกินปลา ที่ช่วยกันน้ำ เวลามันพุ่งตัวลงจับปลา

เห็นสิ่งที่ธรรมชาติออกแบบร่างกายมาให้สัตว์ป่าอย่างเหมาะสมกับงานที่ทำ

ได้เห็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที กล้องดักถ่ายภาพเผยให้เห็นชีวิตสัตว์กลางคืนที่แทบไม่เคยพบ

ภาพจากดาวเทียมทำให้เราเห็นผืนป่าทั้งผืนจากมุมสูง เราเห็นการเคลื่อนที่ของสัตว์ เห็นความเชื่อมโยงของลำน้ำ

และเห็นร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

ลูกเสือโคร่ง : ลูกเสือจะมีช่วงเวลาอันอบอุ่นที่ได้อยู่กับแม่ เป็นเวลาสองปี ฝึกฝนเรียนรู้ทักษะต่างๆ ตั้งแต่อายุราว 7 เดือนจะได้ออกไปร่วมล่ากับแม่ แต่ไม่ใช่ลูกเสือทุกตัวจะผ่านช่วงวัยเยาว์ไปได้

เห็นรายละเอียดมากขึ้น ผมรู้สึกว่าตัวเองรู้น้อยลง เพราะทุกคำตอบที่ค้นพบ มักนำไปสู่คำถามใหม่เสมอ สัตว์ป่าทำสิ่งนั้นได้อย่างไร พวกมันสื่อสารกันแบบไหน พวกมันรู้เส้นทางอพยพได้อย่างไร ต้นไม้รับรู้ฤดูกาลอย่างไร ระบบอันซับซ้อนเหล่านี้ดำรงอยู่มาได้อย่างไรเป็นเวลานานนับล้านปี

ถึงวันหนึ่งผมก็หยุดตั้งคำถาม เพราะยอมรับว่าธรรมชาติยิ่งใหญ่เกินกว่าผมจะทำความรู้จักได้ทั้งหมด

ทุกครั้งที่นั่งพักเหนื่อยอยู่บนสันเขา มองผืนป่าที่ทอดยาวสุดสายตา หรืออยู่บนเปล มองท้องฟ้าคืนข้างแรมที่ดาวมหาศาลส่องประกายระยิบ

ผมมักเกิดความรู้สึกหนึ่งขึ้นมาเสมอ ตัวเราเล็กมากเล็กจนแทบเป็นเพียงผงธุลี

ไม่ใช่รู้สึกด้อยค่า แต่สำหรับผมกลับตรงกันข้าม เพราะเมื่อยอมรับถึงความไม่รู้ ก็ยอมรับว่าไม่จำเป็นต้องรู้ทุกเรื่อง ไม่จำเป็นต้องเป็นศูนย์กลางของทุกสิ่ง

บทเรียนในป่า สอนว่าความยิ่งใหญ่ของธรรมชาติไม่ได้มีไว้เพื่อทำให้เรารู้สึกด้อยค่า แต่เพื่อเตือนว่า ความอหังการของเรานั้นไร้สาระเพียงใด บทเรียนในป่าต่างๆ ผมนำมาใช้กับชีวิตในเมือง ผมพยายามเตือนตัวเองว่ารู้ไม่มาก ยังมีอีกมากที่ต้องเรียนยังมีอีกมากที่ควรรับฟัง

ว่าไปแล้วเหมือนกับการเดินป่านั่นแหละ เมื่อคิดว่ารู้ทางทั้งหมด โอกาสหลงทางก็มากขึ้น หากคิดว่ารู้ทุกอย่าง ก็มองไม่เห็นสิ่งใหม่

อย่างที่หลายคนรู้ การยอมรับว่าไม่รู้ เป็นจุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ที่แท้จริง

ผมบอกบ่อยๆ สัตว์ป่า นก ต้นไม้ ไม่ได้สอนผมผ่านคำพูด

การได้ใช้เวลาอยู่ในนั้นนานพอ ทำให้ค่อยๆ เข้าใจความรู้นั้นสำคัญ แต่สิ่งสำคัญไม่แพ้กันคือ ความถ่อมตัว ลดความอหังการลง

ผมใช้และพยายามทำความเข้า ยอมรับว่าเทคโนโลยีมีคุณค่า แต่ป่าก็สอนผมว่าไม่ควรทำให้ผมหยุดสังเกตป่าด้วยสายตาของตัวเอง

โดยปกติ แม่เสือโคร่งใช้เวลาอยู่ในที่ซ่อนมากกว่า 23 ชั่วโมงต่อวันกับลูกที่เพิ่งเกิด โดยเฉพาะช่วงสองสามวันแรก แม่จะค่อยๆ ทิ้งที่ซ่อนไปนานขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งลูกเสืออายุราวสองเดือน หลังจากนั้นสองสามสัปดาห์ มันจะย้ายลูกเสือไปอีกที่ จนกระทั่ง ลูกอายุ 6-7 เดือน แม่จะพาไปฝึกการล่าเหยื่อด้วย

ไม่ใช่ลูกเสือทุกตัวหรอกที่จะรอดพ้นช่วงวัยเยาว์จนเติบโต

ลูกเสือสี่ตัวที่ผมพบ อาจมีแค่สองตัวเท่านั้นที่จะรอด เป็นเสือกล้าแกร่งในอนาคต

ทุกครั้งที่เข้าไปดูลูกเสือ พูดไม่ผิดนักว่า ผมฝากชีวิตไว้กับเพื่อนร่วมทางผู้จะคอยตรวจสอบว่า แม่เสืออยู่ในบริเวณนั้นไหม หรือกำลังมา แววตาห่วงใยของเขา ทำให้ผมนึกถึงเพื่อนผู้เฒ่าชาวมูเซอดำ ที่ดึงเชือกที่ผูกติดเอวผมขณะไต่ลงไปตามหน้าผาชัน เพื่อหามุมถ่ายกวางผา

วันนี้ผมมีเครื่องมือที่ดี มีเทคโนโลยีก้าวหน้าช่วยเหลือ แต่ไม่ว่าจะเป็นเชือกเส้นเก่าๆ หรือเครื่องมือจับสัญญาณ แววตาเพื่อนที่มองอย่างเป็นห่วงคล้ายจะไม่ต่างกัน

เทคโนโลยีช่วยให้ผมทำงานสะดวกสบาย เรียนรู้บทเรียนที่สัตว์ป่าสอนมากขึ้น

แต่อีกนั่นแหละ มันยิ่งทำให้ผมเข้าใจมากขึ้นเช่นกันว่า บางสิ่งบางอย่างที่อยู่ใกล้ๆ หลายคนอาจไม่เคยหาพบ เทคโนโลยีไม่ช่วยอะไร

เพราะบางอย่างนั้น ในการติดตามหา ต้องใช้ “หัวใจ” เป็น “เครื่องมือ”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย
นักวิชาการแนะ ‘2 ยุทธศาสตร์’ กู้ระเบิดเวลา ศก.ไทย!!
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 2 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
รัฐบาลสายลมแสงแดด (กับ Singing Cabinet) | สุรชาติ บำรุงสุข
ไพร่ติดมหาวิทยาลัย และกิจกรรมภาคบังคับ ประวัติย่อของนักศึกษาไทย ที่ผู้มีอำนาจไม่ยอมให้เติบโต
เพื่อทุกความฝันจะมีวันมั่นคง : หนังสือบันทึกความหวังและการต่อสู้ทีมประกันสังคมก้าวหน้า
ตลาดแฝดอสังหาฯ
All-New Lexus ES อลังการขึ้น เจาะ 2 ขุมพลังใหม่ไฟฟ้าและไฮบริด
ผัดพริกหยวกหมูสไลซ์
‘โนเล่’ กับการนับถอยหลังบนเส้นทางลูกสักหลาด?
ยาดีจากหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ สมุนไพรใกล้ตัวแก้พิษงู แก้พิษสัตว์กัดต่อย รักษาแผลน้ำกัดเท้ายามฝน