| สุจิตต์ วงษ์เทศ
ร้องรำทำเพลงซึ่งเป็นการละเล่นของชาวบ้านในวัฒนธรรมโขง-ชี-มูล ถูกทำเป็นเพลงโต้ตอบแก้กันของประชาชนหญิงชายลุ่มน้ำเจ้าพระยา
เพลงโคราชเป็นต้นแบบเพลงฉ่อย ด้วยเหตุดังนั้น เพลงฉ่อยยกย่องเพลงโคราชเป็นครู ซึ่งดูจากก่อนเล่นเพลงฉ่อยต้องไหว้ครูเพลงโคราช ซึ่งมีเหตุจากชาวสยามลุ่มน้ำมูล (เล่นเพลงโคราช) เป็นหัวหอกระดมพลังชาวสยามลุ่มน้ำอื่นๆ ร่วมสถาปนาเมืองอโยธยาเป็นศูนย์กลางอำนาจแห่งแรก บริเวณลุ่มน้ำเจ้าพระยา (ไม่ใช่สุโขทัย) แล้วพัฒนาเพลงฉ่อยด้วย “กลอนหัวเดียว” ตามแบบฉันทลักษณ์เพลงโคราช
ครูมนตรี ตราโมท อธิบายว่า เพลงโคราชกับเพลงฉ่อยของภาคกลางใกล้กันมาก เหตุจากเพลงฉ่อย “ใช้กลอนอย่างเพลงโคราชเป็นบทไหว้ครูและเกริ่น เพราะถือว่าเพลงโคราชเป็นครู” (จากหนังสือ การละเล่นของไทย ของ มนตรี ตราโมท สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่สอง พ.ศ.2540 หน้า 63-64)
นับแต่นั้นเพลงฉ่อยถูกพัฒนาแตกแขนงออกไปหลากหลายในชื่อต่างๆ (ดูรายชื่อเพลงเหล่านั้นในหนังสือ เพลงนอกศตวรรษ ของ เอนก นาวิกมูล สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งที่ 4 พ.ศ.2550)
คำว่า “ฉ่อย” (ในชื่อเพลงฉ่อย) ควรมีความหมายใกล้เคียงการวิงวอนร้องขอความช่วยเหลือให้พ้นจากภัยแล้งน้ำและโรคภัยไข้เจ็บ เพราะต้นทางเพลงฉ่อยมาจากเพลงโคราช ที่เป็นมรดกตกทอดจากพิธีกรรมแก้บนขอฝนให้พ้นความแห้งแล้ง และขอความคุ้มครองให้พ้นจากผีร้ายโรคภัยไข้เจ็บ
คำที่มีความหมายใกล้เคียงการวิงวอนร้องขอต่ออำนาจเหนือธรรมชาติ (คือผี) ให้มีความมั่งคั่งและมีความปลอดภัยจากผีร้าย พบในคำไท-ไต-ลาวลุ่มน้ำโขง ดังนี้
ช่อย (ช่วย) หรือซ่อย หมายถึงช่วยเหลือเกื้อกูล, ช่วยป้องกันไม่ให้มีภัยอันตราย (จากหนังสือ สารานุกรมภาคอีสาน-ไทย-อังกฤษ โดย ปรีชา พิณทอง พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2532) คำนี้ใกล้เคียงมากกับคำว่า “ฉ่อย” ทั้งเสียงและความหมายเก่าสุด
เพลงชาวบ้านต้นทางเพลงไทยเดิม
ตามประเพณีร้องรำทำเพลงของชนชั้นนำสมัยก่อน (ได้แก่ ทำนองเพลงดนตรีและคำร้องมโหรี, ปี่พาทย์, เครื่องสาย) ได้จากเพลงของประชาชนชาวบ้าน เช่น เพลงปรบไก่, เพลงฉ่อย ฯลฯ พบหลักฐานสนับสนุนทางวิชาการประวัติศาสตร์โบราณคดีและมานุษยวิทยาที่จะยกมาบางส่วน
ดังนี้
1.คำร้อง เพลงฉ่อยเป็นเพลงชาวบ้าน มีคำร้องเป็น “กลอนหัวเดียว” (แล้วท่องจำไปเล่นเรียก “ด้น”)
กลอนหัวเดียวมีแบบแผน (หรือฉันทลักษณ์) เป็นกลอนแบบเก่าสุดของไทย ซึ่งมีต้นตอจากคำคล้องจองของประชาชนชาวบ้าน
ราชสำนักโบราณพัฒนาแบบแผนกลอนหัวเดียวของชาวบ้านเป็นฉันทลักษณ์ “กลอนสัมผัสสลับ” อย่างสั้นๆ ได้แก่ คำร้องเพลงมโหรีสมัยอยุธยา แล้วขยายยาวขึ้นเป็นกลอนต่างๆ ได้แก่ กลอนเพลงยาว, กลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนนิราศ กระทั่งเป็นกลอนแปด, กลอนสุภาพ, กลอนสุนทรภู่ ฯลฯ
ดังนั้น เพลงฉ่อยของชาวบ้านเป็นต้นทางเพลงไทยเดิมตามประเพณีตั้งแต่สมัยอโยธยา-อยุธยา ถึงสมัยรัตนโกสินทร์ จนปัจจุบัน

[(ในภาพ) ยายทองอยู่ร้องเพลงฉ่อย จากหนังสือ ยายทองอยู่ แม่เพลงห้าแผ่นดิน ของ เอนก นาวิกมูล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2568]
2.ทำนอง เพลงปรบไก่เป็นเพลงชาวบ้านอีกชุดหนึ่ง มีทำนองร้องรับอย่างหนึ่งว่า “ฉ่า ฉ่า ฉ่า ช้า ชะ ฉ่า ไฮ้”
ราชสำนักโบราณปรับทำนองร้อง (ปากเปล่า) เพลงปรบไก่ของชาวบ้าน เป็นแบบแผนตีเครื่องหนัง (คือกลองมีหนังหุ้ม) ประกอบจังหวะ เช่น ตะโพน ฯลฯ ในวงดนตรีประเพณีของราชสำนัก แล้วเรียกใหม่ว่า “หน้าทับปรบไก่” ยังใช้สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้ [จากหนังสือ โน้ตเพลงไทย เล่ม 1 กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2504 หน้า 13]
คำคล้องจองในคำขับลำของประชาชนชาวบ้านหลายพันปีมาแล้ว เป็นต้นทางร้อยกรองต่างๆ รวมทั้งกลอนหัวเดียวดังนี้
คําคล้องจอง เริ่มแรกเป็นภาษาพูดในชีวิตประจําวัน ประกอบด้วยคําคล้องจองกับไม่คล้องจองปนอยู่ด้วยกัน โดยไม่จําแนกหรือไม่แยกออกจากกัน
คำคล้องจองเก่าแก่มีสอดแทรกในคำบอกเล่าเรื่องกำเนิดโลก และเรื่องกำเนิดมนุษย์จากน้ำเต้า ซึ่งปัจจุบันพบความทรงจำสืบเนื่องเป็นลายลักษณ์อักษรมีสองสำนวน คือ พงศาวดารล้านช้าง กับความโทเมืองจากเมืองหม้วย
[พงศาวดารล้านช้าง (ต้นฉบับจากลาว) พระยาประชากิจกรจักร (แช่ม บุนนาค) เรียบเรียงเป็นภาษาไทย พิมพ์รวมในหนังสือ ประชุมพงศาวดารภาคที่ 1, ความโทเมืองจากเมืองหม้วย (“ความโทเมือง” เป็นภาษาผู้ไท หมายถึงเล่าความเป็นมาของเมือง) ต้นฉบับอักษรและภาษาผู้ไทจากเวียดนาม อยู่ในบทความเรื่อง “ความโทเมืองจากเมืองหม้วย” โดย James R. Chamberlain พิมพ์ในหนังสือ รวมบทความประวัติศาสตร์ ของสมาคมประวัติศาสตร์ฯ ฉบับที่ 8 (กุมภาพันธ์ 2529) หน้า 71-109]
คําคล้องจองของประชาชนชาวบ้านดั้งเดิมมีลักษณะเสรีเต็มที่ และมีขนาดสั้นๆ แล้วค่อยๆ ยาวขึ้นเรื่อยๆ ตามต้องการ เล่าเป็นเรื่องราวที่มียาวขึ้นจนเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับคําพูดในชีวิตประจําวัน โดยไม่กําหนดแบบแผน ไม่กําหนดจํานวนคําและสัมผัสว่าต้องอย่างนี้ อย่างนั้น อย่างโน้น
[ซึ่งตรงข้ามกับร้อยกรองที่คุ้นเคยทุกวันนี้ ล้วนให้ความสําคัญต่อสิ่งที่เรียกสมัยหลังจนปัจจุบันว่าฉันทลักษณ์ หมายถึงกําหนดจํานวนคําแต่ละวรรค และกําหนดสัมผัสเสียงระหว่างวรรค]
ครั้นหลังรับศาสนาจากอินเดีย แบบแผนคําคล้องจองได้รับยกย่องเป็นคําศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมทางศาสนา เช่น บทสวด, บทเทศน์มหาชาติ, บทสรรเสริญ หรือประณามพจน์ ฯลฯ แล้วถูกเรียกว่าร่าย มีทั้งร่าย (ปกติ) และร่ายยาว
คําคล้องจองทวีความสำคัญมีพัฒนาการเป็นต้นทางของคําประพันธ์ประเภทร้อยกรองที่รู้จักทั่วไปในทุกวันนี้ว่ากลอน ซึ่งมี 3 พวก คือ กลอนร่าย, กลอนลํา, กลอนร้อง
1. กลอนร่าย ใช้ในการละเล่นในพิธีกรรมต่างๆ เช่น ใช้เซิ้งเรียก กลอนเซิ้ง, ใช้สวดเรียก กลอนสวด, ใช้เทศน์เรียก กลอนเทศน์
2. กลอนลํา ใช้ทั่วไปในงานมหรสพ เช่น หมอลําต่างๆ นับเป็นต้นทางของโคลง เช่น โคลงสอง, โคลงสาม, โคลงสี่, โคลงห้า, โคลงดั้น
3. กลอนร้อง หรือรู้กันทั่วไปอีกว่ากลอนเพลง ใช้เล่นเพลงโต้ตอบเรียกกลอนหัวเดียว แล้วพัฒนาเป็นกลอนหก กลอนแปด ต่อมาเรียกตามลักษณะงานว่ากลอนบทละคร, กลอนเสภา, กลอนเพลงยาวนิราศ ฯลฯ
[มีอธิบายอย่างละเอียดใน โองการแช่งน้ำ ของ จิตร ภูมิศักดิ์ สํานักพิมพ์ดวงกมล พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2524]
กลอนหัวเดียว หมายถึงกลอนเพลงของประชาชนชาวบ้าน ส่งสัมผัสท้ายวรรคเป็นเสียงเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบของเพลงนั้นๆ เช่น ลงท้ายวรรคด้วยเสียง ไ- หรือ ใ- ก็ลงเสียงนี้ไปตลอดไม่เปลี่ยนเป็นเสียงอื่น ซึ่งง่ายต่อการท่องจำไปร้องด้น
ชนชั้นนำสยามเมืองราด แผ่อำนาจจากลุ่มน้ำมูล (ที่ราบสูง) ลงไปลุ่มน้ำเจ้าพระยา จากนั้นรวมพลังเครือญาติและเครือข่ายการเมือง-การค้า สถาปนาเมืองอโยธยาบนชุมทางแม่น้ำ 3 สาย (เจ้าพระยา-ป่าสัก-ลพบุรี)
เพลงกลอนหัวเดียวในพิธีกรรมแก้บนขอฝนจากเมืองราด แผ่อำนาจของภาษาและวัฒนธรรม “โขง-ชี-มูล” ลงไปฟักตัวในเมืองอโยธยา นับแต่นั้นชาวสยามเมืองอโยธยาพูดภาษาไท-ไต สำเนียงเหน่อยานคางแบบ “โขง-ชี-มูล” (ปัจจุบันเรียกสำเนียงโคราช) และแก้บนขอฝนด้วยเพลงโต้ตอบแก้กันเป็นกลอนหัวเดียว (ปัจจุบันเรียกเพลงโคราช)
ต่อมามี “ห่ากาฬโรค” ระบาดลงเมืองอโยธยา ทำให้ผู้คนล้มตายนับไม่ถ้วน จากนั้นชนชั้นนำสยามแก้อาถรรพณ์ด้วยการย้ายศูนย์กลางอำนาจจากที่เก่าไปสถาปนาบนพื้นที่ใหม่ชื่อกรุงศรีอยุธยา หรือเรียกสั้นๆ ว่าอยุธยา โดยสืบทอดอำนาจอโยธยาเมืองเก่า
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
