
หลังจากที่ “สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ” ออกคำสั่งฉบับที่ 039/2559 และ 040/2559 เรื่องการยุติการแข่งขันฟุตบอลลีกทุกรายการ และเรื่องการจัดอันดับตารางคะแนนแข่งขัน ทำให้ฟุตบอลลีกของประเทศไทยทุกระดับต้องสิ้นสุดการแข่งขันทันทีแม้ยังเหลือโปรแกรมแข่งขัน และให้ยึดอันดับตารางคะแนนสิ้นสุดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม
ศึกโตโยต้า ไทยลีก 2016 แชมป์จึงตกเป็นของ “กิเลนผยอง” “เอสซีจี เมืองทอง ยูไนเต็ด” คว้าแชมป์สมัยที่ 4 และได้สิทธิไปเล่นเอเอฟซี แชมเปี้ยนส์ลีก 2017 รอบแบ่งกลุ่ม พร้อมด้วย “แข้งเทพ” “แบงค็อก ยูไนเต็ด” รองแชมป์ที่ได้สิทธิไปเล่นรอบเพลย์ออฟ รอบที่ 2
ขณะที่แชมป์ฟุตบอลถ้วยรายการช้าง เอฟเอ คัพ 2016 จับสลากได้เป็น “ค้างคาวไฟ” “สุโขทัย เอฟซี” ได้สิทธิเป็นอีกทีมไปเล่นถ้วยเอเชีย รอบเพลย์ออฟ รอบที่ 2
ด้านถ้วยรายการโตโยต้า ลีก คัพ 2016 เอสซีจี เมืองทอง และ “ปราสาทสายฟ้า” บุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ครองแชมป์ร่วมกัน
แต่ประเด็นสำคัญอยู่ที่ 3 ทีมที่ตกชั้นจากศึกไทยลีก 2016 ลงมาสู่ยามาฮ่า ลีก ดิวิชั่น 1 ฤดูกาล 2017 ยึดจากอันดับ 16-18 ประกอบด้วย “อาร์มี่ ยูไนเต็ด, ชัยนาท ฮอร์นบิล, บีบีซียู เอฟซี” ตามลำดับ ซึ่งก่อนหน้านี้บีบีซียูตกชั้นไปเรียบร้อยแล้ว แต่อาร์มี่ และชัยนาท ต้องร่วงชั้นลงไปโดยปริยายทั้งที่ยังพอมีโอกาสดิ้นรนอยู่รอดต่อไป…
ทั้งอาร์มี่ และชัยนาท จึงได้ออกมาเรียกร้องหาความชอบธรรมด้วยการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ รวมทั้งการกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) เนื่องจากมองว่าทั้ง 2 ทีมถูกปรับตกชั้นอย่างไม่เป็นธรรม และหวังให้ กกท. ทบทวนมติของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ อีกครั้ง
กกท. จึงแต่งตั้งคณะอนุกรรมการพิจารณาการร้องทุกข์ โดยมี “พล.อ.เสรี วงศ์ประจิตร” เป็นประธานคณะอนุกรรมการ และได้เรียกตัวแทนสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ รวมทั้งตัวแทนสโมสรอาร์มี่ และชัยนาท เข้ามาชี้แจง และร่วมประชุมหารือ เพื่อหาทางออกร่วมกันทุกฝ่าย
แนวทางข้อยุติที่ทุกฝ่ายต่างคล้อยไปในทิศทางเดียวกันคือ ให้มีความยุติธรรม และเกิดความปรองดอง โดยมีการเสนอให้ไทยลีก 2017 เพิ่มทีมจาก 18 ทีมเป็น 20 ทีม เพื่อให้ทั้งอาร์มี่ และชัยนาท ได้เล่นในลีกสูงสุดต่อไป แต่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จะต้องเปิดประชุมใหญ่พิเศษภายในเดือนธันวาคม และให้ที่ประชุมใหญ่ลงมติว่าจะรับข้อเสนอเพิ่มเป็น 20 ทีมหรือไม่?
สำหรับที่ประชุมใหญ่พิเศษของสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จะมีสโมสรสมาชิกเข้าร่วมประชุม โดยที่สโมสรสมาชิก 72 เสียงจะเป็นผู้ลงคะแนนเสียงพิจารณา ซึ่งประกอบด้วย สโมสรไทยลีก, ดิวิชั่น 1, ดิวิชั่น 2 จำนวน 30 สโมสร และสโมสรถ้วย ข ค ง
โดยสโมสรทั้ง 72 เสียงดังกล่าวนี้คือสโมสรที่ลงคะแนนเลือกตั้งนายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ครั้งที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอการเพิ่มทีมไทยลีกเป็น 20 ทีม ดูเหมือนว่าจะส่งผลเสียมากกว่าผลดี เพราะแน่นอนว่า โปรแกรมแข่งขันในฤดูกาลหน้าจะถูกอัดแน่นเพิ่มมากขึ้น ซึ่งในฤดูกาล 2016 ที่มีเพียง 18 ทีมก็เห็นกันอยู่แล้วว่าโปรแกรมแน่นมาก จนต้องเพิ่มเกมกลางสัปดาห์เข้าไป และเตะกันแบบ 3 วันต่อ 1 นัดเลยทีเดียว
เมื่อนักเตะต้องลงสนามกรำศึกหนักกับสโมสรแล้วย่อมส่งผลต่อสภาพร่างกายแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเตะ “ช้างศึก” ทีมชาติไทย จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพความร่างกาย ซึ่งในปีหน้าทีมชาติไทยก็ยังคงมีโปรแกรมทำศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย อีก 5 นัดที่เหลือรออยู่
ขณะที่ฝ่ายจัดการแข่งขันฟุตบอลลีกก็ต้องแบกรับกับค่าใช้จ่ายในการจัดการแข่งขันที่เพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม รวมทั้งเรื่องเงินสนับสนุนทีมที่ “บิ๊กอ๊อด” “พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” นายกสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เตรียมจะเพิ่มให้แต่ละทีมจากเดิม 20 ล้านบาทเป็น 25 ล้านบาทในปีหน้า ซึ่งหากเพิ่มเป็น 20 ทีมก็จะต้องหาเงินสนับสนุนทีมเพิ่มอีกถึง 50 ล้านบาทเลยทีเดียว
พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง จึงได้เรียกประชุมเร่งด่วน เพื่อหารือการจัดการแข่งขันฟุตบอลลีก ฤดูกาล 2017 เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน พร้อมกับระบุถึงแผนในการปรับโครงสร้างฟุตบอลลีกทุกลีกว่า จะควบรวมกันในการบริหารงานเพียงบริษัทเดียว คือ บริษัท ไทยลีก จำกัด และปรับชื่อการแข่งขันเป็น ไทยลีก 1-4
ลีกสูงสุดจะเป็นไทยลีก มี 18 ทีม และจะปรับลดให้เหลือเพียง 16 ทีมในฤดูกาล 2019 / ไทยลีก 2 ปรับมาจากดิวิชั่น 1 มี 18 ทีม / ไทยลีก 3 นำทีมอันดับ 1-4 ของลีกภูมิภาคในโซนต่างๆ 8 โซนที่ไม่ได้เลื่อนชั้นมารวมเป็น 32 ทีม และแบ่งสายบนล่าง สายละ 16 ทีม / ไทยลีก 4 ทีมอันดับ 5 เป็นต้นไปของลีกภูมิภาคเดิมมารวมกันแล้วแบ่งออกเป็น 6 โซน / ลีกสมัครเล่น หรือ ดิวิชั่น 3 เดิมที่วางแผนกันไว้ แต่ยังไม่มีการระบุชื่อลีก
อีกทั้งสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ เตรียมจะจัดงานแถลงโรดแม็ปของฟุตบอลลีก ฤดูกาล 2017 วันที่ 15 ธันวาคม เพื่อชี้แจงระเบียบต่างๆ ให้กับสโมสรได้รับทราบอย่างละเอียดอีกครั้ง
ส่วนกรณีที่อาร์มี่ และชัยนาท เรียกร้องให้ในไทยลีก 2017 เพิ่มเป็น 20 ทีมนั้น พล.ต.อ.สมยศ ตอบสั้นๆ เพียงว่า “คำตอบอยู่ในตัวมันเองอยู่แล้ว”
เท่ากับว่าสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ยังไม่ทันได้เปิดประชุมใหญ่พิเศษ เพื่อให้ 72 สโมสรสมาชิกลงคะแนนเสียงตัดสินว่าจะเพิ่มเป็น 20 ทีมในฤดูกาลหน้าหรือไม่ แต่กลับทุบโต๊ะว่า จะไม่มีการเพิ่มเป็น 20 ทีมในฤดูกาลทั้งที่ยังไม่ได้รับฟังเสียงของสโมสรสมาชิกใดๆ เลยทั้งสิ้น
ทั้งที่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ควรจะดำเนินการตามที่คณะอนุกรรมการพิจารณาการร้องทุกข์ของ กกท. ซึ่งได้ตกลงร่วมกันกับทุกฝ่ายแล้วว่า สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ จะเปิดประชุมใหญ่พิเศษ เพื่อให้สโมสรสมาชิกลงคะแนนเสียงว่า จะเห็นด้วยกับการเพิ่มเป็น 20 ทีมในฤดูกาลหน้าหรือไม่
มิใช่ด่วนดำเนินการตัดสินใจกันเองเช่นนี้
ฟุตบอลไทยลีกจัดมาแล้ว 20 ฤดูกาล แต่เพิ่งจะมาได้รับกระแสนิยมเพิ่มขึ้นต่อเนื่องในช่วง 7-8 ปีที่ผ่านมานี้ ซึ่งที่ผ่านมาก็เกิดปัญหาขึ้นกับเกมลีกไทยมาโดยตลอด และก็ได้พยายามปรับแก้ไขตามสถานการณ์ โดยที่กรณีการเพิ่มเป็น 20 ทีมก็เคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อฤดูกาล 2013 จากปัญหาแย่งสิทธิทำทีมศรีสะเกษ เอฟซี แต่ปีดังกล่าวก็ส่งผลเสียต่อการแข่งขันอยู่หลายอย่างพอสมควร
เมื่อคำนึงถึงผลกระทบในการเพิ่มเป็น 20 ทีมแล้วแน่นอนว่าจะส่งผลเสียต่อวงการฟุตบอลไทย แต่ในอีกด้านหนึ่งก็ค่อนข้างเห็นใจทั้งอาร์มี่ และชัยนาท ที่ต้องตกชั้นทั้งที่ยังมีโอกาสเก็บแต้มอยู่รอดใน 3 นัดสุดท้าย รวมทั้งยังได้เสนอทางออกร่วมกันไว้แล้วให้ที่ประชุมใหญ่พิเศษลงคะแนนเสียงตัดสิน เพื่อยุติปัญหาดังกล่าว
แต่สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ กลับไม่ยอมรับฟังข้อเสนอแนะ เพื่อหาแนวทางออกแก้ไขปัญหานี้ร่วมกัน และจัดการสะสางปัญหาในฉับพลันทันใด ซึ่งอาจจะนำไปสู่การบานปลายกลายเป็นปัญหาใหญ่โตต่อไปก็เป็นได้ ทั้งเรื่องการฟ้องโรงฟ้องศาลในประเทศ, สมาพันธ์ฟุตบอลแห่งเอเชีย (เอเอฟซี) และฟ้องสหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติ (ฟีฟ่า)
ฟุตบอลลีกไทยช่วงหลังได้รับกระแสความนิยมลดลง และหากเกิดปัญหาซ้ำเติมอีกอาจทำให้ฟุตบอลไทยย้อนกลับสู่จุดตกต่ำอีกครั้งก็เป็นได้ ดังนั้น สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ควรรับฟังเสียงของ 72 สโมสรสมาชิกก่อนที่จะมาทุบโต๊ะเสียงดังเช่นนี้…
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
