bg-single

เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ : ทศพิธราชธรรม

22.12.2016

ท่านอาจารย์พุทธทาสอธิบายความไว้ดังนี้

“…ทศพิธราชธรรมคืออะไร เมื่อกล่าวโดยเจาะจงก็คือ คุณธรรมสำหรับพระราชาประพฤติกระทำให้มหาชนร้องออกมาว่า “พอใจ พอใจ” ตามเรื่องราวของคำคำนี้ที่เกิดขึ้นมาในโลก คือ ผู้ที่ได้รับสมมติเป็นผู้นำประพฤติ กระทำหน้าที่ของตนจนมหาชนทั้งหลายร้องออกมาว่า “ราชา ราชา” ซึ่งแปลว่า “พอใจ พอใจ” ตั้งแต่ดึกดำบรรพ์โน้นมาจนกระทั่งวันนี้ ซึ่งเป็นคุณธรรมสำหรับหัวหน้า บัดนี้จะเรียกด้วยคำใดๆ ก็ยังมีสภาพเป็นผู้นำหรือเป็นหัวหน้า กระทำหน้าที่นั้นจนมหาชนทั้งหลายร้องออกมาว่า “ราชา ราชา” “พอใจ พอใจ” ยังแถมเป็นหลักสำหรับมหาชนดำเนินตาม เพื่อเป็นการกระทำที่ถูกฝาถูกตัว ทั้งข้างบนและข้างล่าง เข้ากันได้สนิท ส่งเสริมให้แพร่หลายไปทั่วบ้านทั่วเมือง มีความง่ายดาย เพราะว่าถูกฝาถูกตัว ถูกบนถูกล่าง ในการที่บ้านเมืองจะมีความสงบสุขส่วนบุคคล จะมีสันติภาพในส่วนสังคม

“เมื่อประมุขเดินอย่างไร บริวารก็เดินตามด้วยความเชื่อมั่น ซึ่งเกิดความมั่นคงแก่กันและกัน นำให้เกิดความถูกต้องยิ่งขึ้นๆ โดยง่ายดาย และง่ายขึ้น…ฯ”

 

นี่คือความหมายขยายคำ “ทศพิธราชธรรม” โดยเฉพาะคำว่า “ราชธรรม” คือ “คุณธรรมสำหรับพระราชา”

คำ “ราชา” ที่แปลว่า “พอใจ” นั้น อาจนิยามความหมายของคำ “พระราชา” ได้ว่าคือ “ผู้ยังความยินดีแก่หมู่ชน” เป็นสำคัญ นั่นเอง

ทศพิธราชธรรม คือ ธรรมสิบประการ มีดังนี้

“ทานัง สีลัง ปะริจจาคัง อาชชะวัง

มัททะวัง ตะปัง อักโกธัง

อะวิหิงสัญจะ ขันติญจะ อะวิโรธะนัง”

แปลความ คือ

ทานัง คือ ทาน

สีลัง คือ ศีล

ปะริจจาคัง คือ บริจาค

อาชชะวัง คือ ความซื่อตรง

มัททะวัง คือ ความอ่อนโยน

ตะปัง คือ ความเพียรเผากิเลส

อักโกธัง คือ ความไม่โกรธ

อวิหิงสัญจะ คือ ความไม่เบียดเบียน

ขันติญจะ คือ ความอดทน

อวิโรธะนัง คือ ความถูกต้อง

 

ขยายความแต่ละข้อพอสังเขป ก็คือ

1. ทานัง หรือ ทาน คือ การให้ ในที่นี้หมายถึงให้วัตถุภายนอก โดยมีผู้รับ มีผลเป็นความผูกพันสร้างสรรค์ความสงบสุข

2. สีลัง
หรือ ศีล แปลว่า ปกติ คือ การมีภาวะปกติทั้งทางกาย วาจา และใจ

3. ปะริจจาคัง
หรือ บริจาค คือ จาคะ การให้ ที่มุ่งผลต่อผู้กระทำเป็นสำคัญ ต่างกับทาน คือการให้ที่มุ่งผลต่อผู้รับเป็นสำคัญ นั่นคือ เป็นประโยชน์แก่ผู้รับ ส่วนจาคะ เป็นการให้ที่ผู้ให้ได้เสียสละ ซึ่งไม่มีผู้รับก็ได้ เรียกว่า สละสิ่งไม่พึงมีในตนออกไป ความต่างสำคัญของการให้คือ ทานมุ่งประโยชน์ผู้รับ จาคะ มุ่งประโยชน์ผู้ให้

4. อาชชะวัง
หรือ อาชชวะ คือ ความซื่อตรง ความเปิดเผย ไม่เกิดโทษเกิดภัย ไม่เกิดอันตรายใดๆ เป็นที่ไว้ใจได้ ซื่อตรงตั้งแต่ตนเอง คือความเป็นมนุษย์ของตนเอง และซื่อตรงต่อผู้อื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคือซื่อตรงต่อหน้าที่นั่นเอง ให้เพียงพอ ให้เหมาะสมแก่ความเป็นมนุษย์

5. มัททะวัง
หรือ มัทวะ คือ ความอ่อนโยน ทั้งภายในภายนอก อ่อนโยนต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องด้วยการสร้างสรรค์ความรักสามัคคี นี่เป็นการอ่อนโยนภายนอก ภายในคือความอ่อนโยนของจิตใจที่อบรมไว้ดีแล้ว มีความเหมาะสมถูกต้องอ่อนโยนพร้อมรับใช้ทำหน้าที่ใดๆ ก็ได้ “…เหมือนขี้ผึ้งที่อ่อนดีแล้ว จะปั้นเป็นอะไรก็ได้ จิตใจที่อ่อนโยนแล้วเหมาะสมที่จะปฏิบัติธรรมอันสูงขึ้นไปได้ทุกอย่างทุกประการจนสำเร็จประโยชน์”

6. ตะปัง หรือ ตะบะ คือ ความเพียรหรือบำเพ็ญเพียรบากบั่น ก้าวหน้า ไม่ถอยหลัง ไม่หยุดอยู่กับที่ มีคุณสมบัติ เผาผลาญกิเลสและความชั่วโดยประการทั้งปวง

7. อักโกธัง หรือ อักโกธะ คือ ความไม่โกรธ โดยศัพท์อโกธะแปลว่า ไม่กำเริบ ไม่มีความกำเริบภายในคือกลุ้มอยู่ในใจ ไม่มีความกำเริบภายนอกคือประทุษร้ายบุคคลอื่น

8. อะวิหิงสา
หรือ อหิงสา คือ ความไม่เบียดเบียนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น กล่าวอย่างถึงที่สุด การไม่ตกเป็นทาสของกิเลสก็จะไม่เบียดเบียนทั้งแก่ตนเองและผู้อื่น

ท่านอาจารย์พุทธทาสกล่าวพร้อมยกตัวอย่างไว้ดังนี้

“ความไม่เบียดเบียนนี้ ท่านตีค่าไว้สูงมาก ในบาลีคัมภีร์ชาดกมีข้อความว่า

อะปิ เจ ปัตตะมาทายะ

– แม้ว่าจะถือกระเบื้อง (ถือบาตร) เที่ยวขอทาน

อะนาคารัง ปะริพพะเช

– ไม่มีเหย้าเรือน เที่ยวไปโดยทั่วๆ ไป

อัญญัง อะหิงสะยัง โลเก

– ไม่เบียดเบียนผูใดในโลก

อะปิ รัชเชนะ ตัง วะรัง

– ข้อนี้ ประเสริฐกว่าการครองบ้านครองเมือง”

9. ขันติญจะ หรือ ขันติ คือ ความอดทน รอได้ คอยได้ อดทนทั้งทางกาย คือความลำบาก และทางใจ คือความอดกลั้น ยิ่งเป็นผู้ใหญ่ยิ่งต้องอดทนต่อความโง่ของผู้น้อยให้มากที่สุด

10. อะวิโรธะนัง หรือ อวิโรธ คือ ความถูกต้อง โดยศัพท์แปลว่า ไม่พิรุธ คือไม่มีอะไรพิรุธ ไม่ผิดไปจากทางที่ควร คือไม่ผิดไปจากแนวแห่งความถูกต้อง นั่นเอง ขยายความไปถึงความถูกต้องในมรรคมีองค์แปด คือ ถูกต้องในความคิดเห็น ถูกต้องในความปรารถนา ถูกต้องในการพูดจา ถูกต้องในการทำงาน ถูกต้องในการดำรงชีพ ถูกต้องในการพากเพียร ถูกต้องในการมีสติควบคุมตัว ถูกต้องในความมีสมาธิ คือจิตอันมั่นคง และในที่สุดก็มีความถูกต้องในเรื่องของความรู้ขั้นสุดท้าย และก็ถูกต้องในผล คือความหลุดพ้นจากความทุกข์อย่างถูกต้อง

นี่คือมงคลแห่งทศพิธราชธรรม

 

ทศพิธราชธรรม

หนึ่ง คือ ทาน การให้ไม่เป็นโทษ

เป็นประโยชน์แก่ผู้รับสรรพสิ่งสรรค์

สอง คือ ศีล ปกติ พิสุทธิ์ครัน

กายวาจาใจอัน สงบงาม

สาม คือ การบริจาค เป็นจาคะ

เสียสละเพื่อใจได้ก้าวข้าม

สี่ คือ อาชวะ อันเรืองราม

คือความซื่อตรงตาม ตั้งสัจจา

ห้า คือ มัททวะ ความอ่อนโยน

ไม่อ่อนโอนตามเลศกิเลสกล้า

หก ตบะ ความเพียร เทียนปัญญา

เผากิเลสหยาบหนาให้เบาบาง

เจ็ด อักโกธะ คือ ความไม่โกรธ

ละพิโรธระงับไว้ไม่บาดหมาง

แปด อวิหิงสา ความเป็นกลาง

ไม่เบียดเบียนทุกทางทุกกรณี

เก้า ขันติ ปรากฏ ความอดทน

กายวาจาใจตนทนทุกที่

สิบ อวิโรธนะ คือความมี

ประพฤฒิดีถูกทำนอง คลองธรรม เทอญ ฯ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ดันดาดัน 2 : ถึงแม่จะเป็นผี แต่แม่ก็อยากจะมีอยู่จริง
ความทรงจำ
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (2)
3 ทศวรรษ ‘Love Letter’ จาก ‘จดหมายรัก’ ระหว่าง ‘คนแปลกหน้า’ สู่ ‘โซเชียลมีเดีย’ และ ‘ธาตุแท้ของมนุษย์’
การละเล่นเพลงประชาชน
‘หัวใจ กับ เครื่องมือ’
ขมคอ สตอรี่ (1)
สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | รัฐธรรมนูญ กับ ฮั้วส.ว. การเมือง ละเอียดอ่อน
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล