เถลิงชัย “เจ้าอาเซียน” สมัย 5 แค่ “ก้าวที่เดิม” และ “ก้าวต่อไป”

แฟนลูกหนังชาวไทยได้ของขวัญปีใหม่อันยิ่งใหญ่ในการฉลองชัยกับการที่ทัพนักเตะ “ช้างศึก” “ทีมชาติไทย” ผงาดครองแชมป์ฟุตบอลชิงแชมป์อาเซียน “เอเอฟเอฟ ซูซูกิ คัพ 2016” หลังจากในรอบชิงชนะเลิศชนะ นัดที่สอง แข้งไทยพลิกสถานการณ์กลับมาเอาชนะ “อิเหนา” “อินโดนีเซีย”
ในรอบชิงชนะเลิศ นัดแรก ทีมชาติไทยพลาดท่าบุกพ่ายต่ออินโดนีเซีย ที่ปากันซารี สเตเดี้ยม 1-2 ทำให้ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากต่อการป้องกันแชมป์เอาไว้อีกคำรบ
แต่นัดที่สองแข้งช้างศึกคืนฟอร์มแกร่งเปิดสนามราชมังคลากีฬาสถาน ไล่ต้อนอินโดนีเซีย 2-0 รวมผลสองนัดทีมชาติไทยชนะ 3-2 ทำให้คว้าแชมป์อาเซียนสมัยที่ 5 ได้สำเร็จ
จากการที่ทีมชาติไทยคว้าแชมป์ครั้งนี้ทำให้เกิดสถิติใหม่ขึ้นมามากมาย
ทั้งการเป็นชาติที่คว้าแชมป์ได้มากที่สุด 5 สมัย โดยเป็นแชมป์ปี 1996, 2000, 2002, 2014 รองลงมา สิงคโปร์ 4 สมัย
ขณะที่มาเลเซีย และเวียดนาม ชาติละ 1 สมัยเท่านั้น
ส่วนอินโดนีเซียได้รองแชมป์ 5 ครั้งจากการเข้าชิงชนะเลิศทั้งหมด 5 ครั้ง และไม่เคยคว้าแชมป์ได้เลย
ทีมชาติไทยยังทำสถิติป้องกันแชมป์สำเร็จได้เป็นครั้งที่ 2 และเป็นการฉลองแชมป์ในถิ่นตัวเองรอบ 16 ปี หลังจากครั้งสุดท้ายเคยคว้าแชมป์เมื่อปี 2000 ที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ
อีกทั้งยังเป็นการทำลายอาถรรพ์ทีมที่แพ้ในรอบชิงชนะเลิศนัดแรกก่อน และไม่เคยมีทีมใดกลับมาคว้าแชมป์ได้เลยตั้งแต่เปลี่ยนระบบมาแข่งขันเหย้า-เยือนเมื่อปี 2004
ขณะที่กุนซือขวัญใจชาวไทยอย่าง “โค้ชซิโก้” “เกียรติศักดิ์ เสนาเมือง” กลายเป็นโค้ชทีมชาติไทยคนที่สองที่พาทัพช้างศึกครองเจ้าอาเซียน 2 สมัยติดต่อกัน ต่อจาก “ปีเตอร์ วิธ” เฮดโค้ชชาวอังกฤษที่เคยทำได้เมื่อปี 2000, 2002 แต่โค้ชซิโก้นับเป็นโค้ชไทยคนแรกที่สร้างสถิติป้องกันแชมป์ได้
ยิ่งไปกว่าอดีตศูนย์หน้าจอมตีลังกาทีมชาติไทยยังมีส่วนร่วมในการคว้าแชมป์อาเซียน 5 สมัยของทีมชาติไทยด้วย ซึ่งเมื่อครั้งที่ซิโก้ยังเป็นนักเตะเคยนำทัพคว้าแชมป์ได้ในปี 1996, 2000, 2002 และถัดมาเขาคุมทีมชาติไทยครองแชมป์ซูซูกิ คัพ 2014
และล่าสุดกับการป้องกันแชมป์เอาไว้ในปีนี้
ในส่วนนักเตะ “มุ้ย” “ธีรศิลป์ แดงดา” ยังคว้ารางวัลดาวซัลโว สมัยที่ 3 เป็นคนแรก หลังซัด 6 ประตู และยิงประตูรวมในรายการนี้ 15 ประตู รั้งรองดาวซัลโวตลอดกาลร่วมกับ “โย่ง” “วรวุฒิ ศรีมะฆะ” อดีตศูนย์ทีมชาติไทย และ “เล คองวินห์” อดีตศูนย์หน้าเวียดนามที่เพิ่งประกาศเลินเล่นทีมชาติ ส่วนดาวซัลโวสูงสุด “นอห์ อลัมชาห์” อดีตศูนย์หน้าสิงคโปร์ 17 ประตู
ด้าน “เมสซี่เจ” “ชนาธิป สรงกระสินธ์” เพลย์เมกเกอร์จอมพลิ้ว สร้างสถิติเป็นนักเตะที่ได้รางวัลผู้เล่นทรงคุณค่าประจำทัวร์นาเมนต์สมัยที่ 2 ติดต่อกันเป็นคนแรกของวงการลูกหนังอาเซียน โดยชนาธิปถือว่ามีส่วนสำคัญในการพาทีมชาติไทยคว้าแชมป์ได้ในทั้ง 2 ครั้งอีกด้วย
โค้ชซิโก้ให้สัมภาษณ์หลังจบเกมว่า เกมนี้ทุกคนพิสูจน์ให้เห็นว่ายังไม่ท้อ ยังไม่ถอดใจ โดยขอมอบแชมป์นี้ถวายแด่ในหลวงรัชกาลที่ 9 และตั้งใจว่าจะนำถ้วยไปมอบหน้าพระบรมโกศ เพื่อให้พระองค์ท่านทอดพระเนตร รวมทั้งการคว้าแชมป์นี้เพื่อเทิดพระเกียรติรัชกาลที่ 10 และแชมป์นี้ก็ถือเป็นของขวัญปีใหม่กับแฟนบอลชาวไทยด้วย
“การเป็นโค้ชต้องแบกความคาดหวังแฟนบอลเยอะมาก ต้องทำงานร่วมกับนักเตะ โค้ช สมาคม แฟนบอล ถือเป็นสิ่งที่ภูมิใจ ถือเป็นสิ่งที่ดีที่ได้แชมป์สองสมัย แต่ไม่น้อยกว่าแฟนบอล 60 ล้านคน ขอบคุณน้องๆ นักเตะที่บางครั้งได้เป็นสำรอง แต่ไม่บ่นเลย การได้แชมป์ซูซูกิ คัพ ดีใจมาก และเป็นกำลังใจในการทำงานที่เหลืออยู่ในคัดบอลโลก 5 นัดที่เหลือ”
ซิโก้ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การคว้าแชมป์อาเซียนในครั้งนี้ถือว่าเป็นเพียงแค่ก้าวมาอยู่ที่จุดเดิมเท่านั้น เพราะในยุคสมัยปัจจุบันทีมชาติไทยมีดีกรีเป็นทีมเบอร์หนึ่งอาเซียนอยู่แล้ว อีกทั้งที่ผ่านมาเราได้ก้าวข้ามผ่านในระดับอาเซียนแล้ว และยกระดับไปสู่เอเชียจากการผ่านเข้าสู่รอบ 12 ทีมสุดท้ายโซนเอเชียในศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก
จากผลงานในเวทีชิงแชมป์อาเซียนด้วยการลงสนาม 7 นัด ชนะ 6 นัด และแพ้ 1 นัด มองผิวเผินอาจเป็นผลงานที่ไม่เลวร้ายเท่าไรนัก แต่การแพ้ต่ออินโดนีเซียก็ถือว่าเป็นสิ่งเสียหน้าพอสมควร เพราะในระดับนี้มาตรฐานนักเตะไทยเหนือกว่าทุกชาติ หรือสิ่งนี้เป็นสัญญาณเตือนว่าชาติอาเซียนเริ่มพัฒนาตามติดมาแล้วทั้งอินโดนีเซีย, เวียดนาม หรือแม้กระทั่งพม่า
การจัดทีมของโค้ชซิโก้ที่เจ้าตัวเองบอกว่ามีคนส่งข้อมูล และจัดตัวผู้เล่นมาให้เขาเป็นแสน ทำให้เขาต้องทำงานด้วยความยากลำบากนั้น อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ทีมชาติไทยเสียความสมดุลไป
ซึ่งในแต่ละเกมโค้ชซิโก้ปรับรูปแบบการเล่นเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาทั้งระบบ 4-2-3-1 และ 3-4-1-2 อาจทำให้ความเสถียรของทีมชาติไทยไม่คงที่เท่าไรนัก
อีกทั้งการส่งผู้เล่นลงสนามของโค้ชซิโก้ก็ทำให้แฟนบอลหลายคนขัดใจอยู่พอสมควร บางแม่ยกก็ต้องการให้ ชาริล ชัปปุยส์ มิดฟิลด์หน้ามนต์ลงมาคอยบัญชาเกมแดนกลาง
บางกระแสก็วิจารณ์ฝีเท้าของนักเตะลูกรักจนกลายเป็นเรื่องราวดราม่า
ซึ่งส่วนนี้คงต้องส่งผลต่อสภาพจิตใจของนักเตะอยู่พอสมควรเลยทีเดียว
สําหรับสัญญาของโค้ชซิโก้ในการคุมทีมชาติไทยจะสิ้นสุดลงในเดือนกุมภาพันธ์ปีหน้า ซึ่งขึ้นอยู่กับสมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ ภายใต้การนำของ “บิ๊กอ๊อด” “พล.ต.อ.สมยศ พุ่มพันธุ์ม่วง” นายกสมาคม ว่าจะตัดสินใจต่อสัญญากับกุนซือมหาชนรายนี้ต่อไปหรือไม่
แต่เชื่อได้ว่าการนำทัพช้างศึกผงาดแชมป์อาเซียนส่งท้ายปีจะช่วยให้โค้ชซิโก้ได้รับความไว้วางใจให้ทำหน้าที่กุมบังเหียนทีมชาติไทยต่อไป อีกทั้งชั่วโมงนี้ก็ไม่มีใครเหมาะสมในการคุมทีมชาติไทยไปมากกว่าเขาผู้นี้แล้ว
แต่คงจะต้องรอดูว่าจะยืดระยะสัญญาออกไปเท่าไร
ในช่วงปีหน้าทีมชาติไทยมีโปรแกรมลงสนามทำศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบคัดเลือก โซนเอเชีย รอบ 12 ทีมสุดท้าย อีก 5 นัด ประกอบด้วย พบ ซาอุดีอาระเบีย วันที่ 23 มีนาคม, เยือน ญี่ปุ่น วันที่ 28 มีนาคม, พบ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ วันที่ 13 มิถุนายน, พบ อิรัก วันที่ 31 สิงหาคม และส่งท้ายบุกเยือน ออสเตรเลีย วันที่ 5 กันยายน
ผลงานเพียง 1 แต้มจากการลงสนาม 5 นัดแรก คงไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดหวังเอาไว้เท่าไรนัก โดยโค้ชซิโก้คงจะต้องวางแผนการเล่นให้ละเอียดถี่ถ้วนมากยิ่งขึ้นกับเกมคัดฟุตบอลโลก 5 นัดที่เหลือ ซึ่งจากศึกอาเซียนที่ผ่านมาคงจะได้เห็นจุดอ่อนของทีมอยู่พอสมควรที่ซิโก้จะต้องเก็บรายละเอียดไปปรับแก้ไขต่อไป เพื่อให้ก้าวผ่านระดับอาเซียน และก้าวต่อไปในระดับเอเชียให้ได้อย่างแท้จริง
อีก 5 นัดที่เหลือคงไม่ต้องวาดฝันไปถึงการผ่านเข้าไปสู่รอบสุดท้ายศึกฟุตบอลโลก เพียงแค่ว่าในแต่ละเกมควรจะมีรูปแบบการเล่นอย่างชัดเจน และที่สำคัญจะต้องเก็บแต้มติดมือให้ได้ เพราะไม่ว่าจะเล่นดีอย่างไร แต่หากไม่มีแต้มก็เท่ากับว่าล้มเหลว
อีก 5 นัดที่เหลือ ถือเป็นบทพิสูจน์อีกครั้งว่าทีมชาติไทยพร้อมก้าวจะต่อไปสู่ระดับเอเชียแล้วหรือยัง หรือเพียงว่าก็เพียงก้าวอยู่แค่ระดับอาเซียนก็พอแล้ว…
