วีระยุทธ จี้บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์แก้ 4 ปัญหาใหญ่ ชี้ต้องกล้าคุมเข้มย้อนหลัง-อุดช่องโหว่กฎหมาย-เลือกส่งเสริมแบบมีเป้าหมาย-อย่าช่วยแต่เจ้าของนิคมกับผู้รับเหมา
2 กันยายน 2569 วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาเรียกร้องให้คณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์) ซึ่งจะมีการประชุมนัดแรกในวันศุกร์ที่ 4 กันยายนนี้ โดยมี เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ขอให้พิจารณาและเร่งตัดสินใจใน 4 ประเด็นสำคัญ เพื่อจัดการกับข้อกังวลของสังคมเกี่ยวกับความคุ้มค่าและผลกระทบของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ประเด็นแรก วีระยุทธระบุว่า บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ต้องกล้าบังคับใช้กฎระเบียบย้อนหลังกับโครงการที่ได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ไปแล้วจำนวน 57 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 811,000 ล้านบาท เนื่องจากที่ผ่านมาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่าจะไม่มีการควบคุมย้อนหลัง ทั้งในด้านการจัดการน้ำ ไฟฟ้า การประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม รวมถึงเงื่อนไขการใช้วัตถุดิบและชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content) ซึ่งหากไม่มีการบังคับใช้ย้อนหลัง จะทำให้ไม่สามารถควบคุมโครงการขนาดใหญ่เหล่านี้ให้อยู่ในมาตรฐานเดียวกันได้
ประเด็นที่สอง ต้องอุดช่องโหว่ทางกฎหมาย ปัจจุบันธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ยังอยู่ในภาวะสุญญากาศ ไม่เข้าข่ายกิจการที่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) หรือต้องขออนุญาตตั้งโรงงานอุตสาหกรรม ทำให้หลายบริษัทเลี่ยงไปขออนุญาตก่อสร้างเป็นอาคารคลังสินค้า นอกจากนี้ยังพบปัญหาใหม่ในกรณีการลงทุนหลักแสนล้านบาทของบริษัทTikTok ที่ไม่ถูกนับรวมในข้อมูลการลงทุนของ BOI โดยมีการให้เหตุผลว่าเป็นการลงทุนในลักษณะ ‘Data Hosting’ หรือบริการให้เช่าพื้นที่เก็บข้อมูล ไม่ใช่โครงสร้างพื้นฐานแบบดาต้าเซ็นเตอร์ บอร์ดฯ จึงมีความจำเป็นต้องปิดช่องโหว่เพื่อไม่ให้เกิดการหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์
ประเด็นที่สาม การกำหนดเงื่อนไข Local Content ต้องสร้างประโยชน์ที่แท้จริง มากกว่าการเอื้อประโยชน์เฉพาะกลุ่มเจ้าของที่ดินและผู้รับเหมาก่อสร้าง แม้ว่ารองนายกฯ จะมีนโยบายสนับสนุนให้ใช้วัตถุดิบในประเทศเป็นเกณฑ์พิจารณาอนุมัติโครงการ แต่เป้าหมายสำคัญควรอยู่ที่การเชื่อมโยงเศรษฐกิจไทยเข้าสู่ห่วงโซ่อุปทานเทคโนโลยีขั้นสูง วีระยุทธเสนอให้รัฐบาลควรจัดลำดับความสำคัญของประเภทดาต้าเซ็นเตอร์ โดยมุ่งเน้นโครงการที่สามารถฝึกฝนปัญญาประดิษฐ์ (AI Machine Learning) ได้ มากกว่าเป็นเพียงศูนย์จัดเก็บข้อมูล (Cloud) ทั่วไป
ประเด็นที่สี่ รัฐบาลต้องเป็นผู้กำหนดทิศทางและสร้างอำนาจต่อรอง วีระยุทธชี้ให้เห็นว่า ท่าทีของรัฐบาลในช่วงที่ผ่านมาสะท้อนถึงการขาดการต่อรองกับนักลงทุน ทั้งที่ยอดการขอส่งเสริมการลงทุนในไทยเพิ่มสูงขึ้นอย่างมากตั้งแต่ช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ซึ่งเป็นผลจากประเทศอื่นในอาเซียนเริ่มบังคับใช้กฎระเบียบที่เข้มงวดขึ้น ประเทศไทยจึงควรใช้อำนาจต่อรองเพื่อกำหนดประเภทของดาต้าเซ็นเตอร์ที่สร้างความเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการไทย บังคับใช้มาตรฐานพลังงานสะอาด และป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบต่อระบบสาธารณูปโภคและชุมชนในระยะยาว
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
