E-DUANG
คำว่า”ทู่-เรศ”อันดังขึ้นในที่ประชุม พลันที่หลุดและส่งเสียง แม้จะมีจุดเริ่มอย่างเป็น”ปัจเจก” แต่ก็ยกระดับกลายเป็น”อ-ปัจเจก”ขึ้นมา
เท่ากับดำรงอยู่ในสภาพอันเป็น”ทวิ-ลักษณะ”แม้ว่าจะไม่ได้ตั้งใจ
เท่ากับยืนยันว่า”อำนาจ”ในการควบคุมแปรเปลี่ยน
ทั้งๆที่เจตนาของ”ประธาน”ต้องการควบคุม จำกัดกรอบ วางขอบเขต แต่ผลสะเทือนอันตามมาไม่ว่าในทางความรู้สึก ไม่ว่าในทางสังคม
เด่นชัดอย่างยิ่งว่ามิได้เป็นไปตามความต้องการอย่างครบถ้วน
ตัวอย่างง่ายๆก็คือ ข้อเสนอที่ให้”ปิดประชุม”
เป้าหมายก็เพื่อให้มาตรการปิดประชุมเป็นการลงโทษเจ้าของคำพูดและที่ประชุมไปด้วยในขณะเดียวกัน แต่พลันที่มี ข้อเสนอว่าจะจัดการอย่างเป็นการภายใน
และเจ้าของคำพูดยอม”ถอน”ทุกอย่างก็เหมือนจะจบ
อย่างไรก็ตาม ที่คิดว่าจบมิได้เป็นการจบตามความหมาย ตรงกัน ข้าม กลับเป็นการเริ่มต้น
เด่นชัดอย่างยิ่งว่า เริ่มต้นจากที่คิดและหวังว่าจะจบ
รูปธรรมที่ตามมาก็คือ การประชุมยังเดินหน้าต่อไปและภายใต้วาระที่กำหนดเอาไว้
สามารถลงมติได้ด้วยคะแนน 414 และมี 2 ที่งดออกเสียง
คำถามที่เสนอเข้ามาและดำรงอยู่เหมือนกับแขกที่ไม่ได้รับเชิญก็คือ คำว่า”ทู่-เรศ”ได้ปลาตนาการไปในทางความคิดและในทางการเมืองหรือไม่
คำตอบอยู่ที่กระบวนการทางด้าน”การข่าว”
คำตอบอยู่ที่รูปธรรมการนำเสนอในแต่ละพื้นที่ซึ่งแตกต่างกันไปทั้งบนหน้าหนังสือพิมพ์ ทั้งบนจอโทรทัศน์ ทั้งช่องทางออนไลน์
และมีความเข้มข้นมากขึ้นเมื่อเข้าสู่กระบวนการวิพากษ์วิจารณ์จาก”คอมเมนเตเตอร์”
ทั้งหมดหวนคืนไปยังอนุสาสน์ที่มาอย่างยาวนานของคำพูดอันสะท้อนลักษณะทั่วไป
ตอนพูดเป็นของผู้พูด แต่หลังจากนั้นไม่ใช่
คำว่า”ทู่-เรศ”อาจมีจุดเริ่มต้นอย่างเป็น”ปัจเจก”แต่ประเด็นอยู่ที่เมื่อสื่อออกไปก็มิได้เป็น”ส่วนตัว”
การติด”เบรก”ของ”ประธาน”คือตัวอย่างหนึ่ง
ความละเอียดอ่อนก็คือ การทำหน้าที่ของ”ประธาน”มาจากแรงจูงใจอย่างไรในทาง”ความคิด”
เพราะคำว่า”ทู่-เรศ”อยู่ระหว่างการอภิปรายแสดงความเห็นต่อประเด็นอันเป็นวาระซึ่งมีลักษณะทางการเมืองอย่างเด่นชัด ทั้ง การเมืองใน”สภาผู้แทนราษฎร”และ”วุฒิสภา”
ปะทุอารมณ์จึงเกี่ยวเนื่องกับ”ร่างกฎหมาย” และสัมพันธ์กับการปฎิบัติของ”ประธาน”ไปด้วยในขณะเดียวกัน จึงเป็นกรณีของผู้พูดจากหลายๆฝ่ายประสานเข้าด้วยกัน
มูลฐานแห่งบทสรุปผ่านคำ”ทู่-เรศ”นั้นดำรงอยู่ภายใต้องค์ประกอบใด
กรณีปะทุอารมณ์ว่า”ทู่-เรศ”ซึ่งเบื้องต้นมีความเป็น”ปัจเจก”แต่ต่อมาก็พัฒนาเป็นเรื่องในทาง”สังคม”
ก่อเกิดอารมณ์และความรู้สึกอย่างใหม่ขึ้น
ยิ่งความรู้สึกแปรเปลี่ยนจากที่เคยเป็นเพียง”นามธรรม”ในทางความคิด เข้าสู่”รูปธรรม”ทางการปฏิบัติ
โจทก์ก็อาจเป็น”จำเลย” และ”จำเลย”ก็อาจเป็น”โจทก์”
