bg-single

อนุสรณ์ ติปยานนท์ : หมอกจางบนแผ่นฟิล์ม

23.05.2019

เมืองในหมอก (4)

มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งฉายอยู่ในเมือง

คำกล่าวเช่นนี้หมายความว่ามันเป็นภาพยนตร์ที่มีผู้คนสนใจอย่างยิ่ง

ไม่มีใครไปชมภาพยนตร์อีกแล้ว ณ บัดนี้ ไม่ว่าจะเป็นภาพยนตร์ที่ได้รับรางวัล ภาพยนตร์ที่ทำเงินมหาศาลจากต่างประเทศ ภาพยนตร์ที่ประสบความสำเร็จจนเป็นตำนาน ภาพยนตร์ที่เพียงแค่ชื่อของผู้กำกับฯ ก็ทำให้ผู้ชื่นชอบภาพยนตร์เกิดอาการตัวสั่นครั่นไป

การต้องทนอยู่ในโลกภายนอกกับบุคคลอื่นท่ามกลางอากาศที่เลวร้ายลดจำนวนผู้ชมไปอย่างต่อเนื่อง

และไม่ใช่เพียงโรงภาพยนตร์ แม้แต่สวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้าก็ลดจำนวนผู้ใช้งานและผู้บริโภคลงไปด้วย

ชีวิตนอกบ้าน ชีวิตนอกที่อยู่อาศัย ชีวิตนอกสถานที่ทำงานกลายเป็นชีวิตที่ไม่พึงปรารถนา

ชีวิตทั้งหมดที่ปราศจากความมั่นใจจากอากาศที่บริสุทธิ์ล้วนเป็นชีวิตที่ไม่พึงปรารถนา

แต่มีภาพยนตร์เรื่องหนึ่งยังถูกฉายอยู่ในเมือง

แรกเริ่มมันถูกฉายในโรงภาพยนตร์อิสระขนาดเล็ก ภาพยนตร์เก่าแก่ ภาพยนตร์ที่พากย์เสียงในฟิล์มและมีเม็ดฝนตกหล่นประปรายบนจอ

ภาพยนตร์ที่ผู้เป็นดาราแทบจะถูกหลงลืมชื่อไปเสียแล้ว

กำหนดฉายของภาพยนตร์เรื่องนี้กินเวลาหนึ่งอาทิตย์

แต่แล้วในใจกลางสัปดาห์นั้นเองเมฆหมอกสีเทาก็เคลื่อนเข้ามาปกคลุมเมือง

อาจเป็นความพ้องเคียงที่ไม่มีใครคาดเดาได้ แต่กระนั้นภาพยนตร์เรื่อง “เมืองในหมอก” ได้กลายเป็นภาพยนตร์ที่แพร่หลายดังการระบาดของหมอกควัน

ผู้คนพากันไปชมมัน จนในที่สุดมันถูกทำสำเนาจากต้นฉบับเก่าคร่ำคร่า จากโรงภาพยนตร์หนึ่งไปยังอีกโรงภาพยนตร์หนึ่ง

จากโรงภาพยนตร์ทั่วไปสู่โรงภาพยนตร์ในห้างสรรพสินค้า จนไปถึงโรงภาพยนตร์ระดับที่อ้างว่าให้ภาพคมชัดที่สุดและต้องเสียค่าใช้จ่ายสูงกว่าเพื่อการณ์นั้น

ผู้คนในทุกระดับล้วนแห่แหนไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้

พวกเขาชมมันทุกครั้งที่มีเวลาว่าง

พวกเขาชมมันทุกครั้งที่ปรารถนา

นอกจากร้านสะดวกซื้อ (ที่เปิด 24 ชั่วโมงแต่มีผู้คนเลือกเข้าเพียงครั้งเดียวในหนึ่งวัน)

โรงภาพยนตร์ที่ฉายภาพยนตร์เรื่อง “เมืองในหมอก” เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่เปิดตลอดเวลา 24 ชั่วโมง

คุณอาจตื่นขึ้นในยามเช้า สาย บ่าย เที่ยง ค่ำ หรือดึกดื่น ครั้นแล้วคุณก็โหยหาความลี้ลับจากหมอก ครั้นแล้วคุณก็ปรารถนาจะเห็นความเจ็บปวดของตัวละครจากผลของหมอก

ครั้นแล้วคุณก็อยากลิ้มรสโศกนาฏกรรมจากหมอก

คุณเปลี่ยนชุด เตรียมอาหารว่าง ออกจากบ้านและตรงไปที่โรงภาพยนตร์

คุณออกจากบ้านตรงไปที่โรงภาพยนตร์เพื่อชมภาพยนตร์เรื่อง “เมืองในหมอก”

 

นายหมอกสีเทาเป็นอีกบุคคลหนึ่งที่ชื่นชอบภาพยนตร์เรื่อง “เมืองในหมอก” ทุกคืน ทุกเวลาที่เขารู้สึกเหมือนดังว่าไม่มีสิ่งใดทำ

เขาจะตรงไปที่โรงภาพยนตร์เพื่อชมภาพยนตร์เรื่อง “เมืองในหมอก”

เขาอดทนกับภาพอันพร่ามัว (แน่นอน เขาไม่มีเงินมากพอที่จะไปยังโรงภาพยนตร์ที่ให้ภาพอันคมชัดเยี่ยงมหาเศรษฐีคนอื่นๆ)

เขาอดทนกับเสียงอันบุบบี้ เพราะสิ่งที่เขาหลงใหลไม่ใช่ทั้งภาพและเสียงหากแต่เป็นเรื่องราวของมัน

เรื่องราวของเมืองเล็กๆ แห่งหนึ่งที่ถูกปกคลุมด้วยหมอกควันตลอดปี

ไม่มีสิ่งใดที่กระจ่างแจ้งให้พบเห็นในฉากเมือง

ตลอดเวลาคุณจะพบเห็นได้แต่ความเงียบเหงาซึมเซา

ครอบครัวเล็กๆ ครอบครัวหนึ่ง เปิดกิจการโรงแรมเล็กๆ ในเมือง

แม่วัยชราผู้สูญเสียลูกชายไปกับการหลบหนีไปหาชีวิตที่ดีกว่าในเมืองหลวง (หลังจากที่สามีของนางผู้จากไปก่นด่าประณามเขาจนเขาไม่อาจจะบากหน้าอยู่ได้)

ลูกสาวผู้มีสติไม่สมประกอบ และปรารถนาการจะมีชีวิตที่ดีขึ้น

ทั้งคู่อยากเดินทางไปยังเมืองหลวง

ผู้เป็นแม่อยากไปตามหาลูกชายที่สาบสูญ

ผู้เป็นลูกอยากได้ใช้ชีวิตที่ศิวิไลซ์

ทั้งหมดนี้ล้วนจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อพวกเขามีเงินมากพอ

แต่ในเมืองเล็กๆ แห่งนี้ที่ไม่มีใครอยากมาเยือน โรงแรมเล็กๆ ที่ไม่มีใครอยากพักย่อมไม่อาจทำเงินได้

หนทางเดียวที่พวกเขาจะมีเงินได้อย่างง่ายดายและสะดวกคือฆ่าแขกที่มาพักและปล้นเอาทุกอย่างจากพวกเขามา

 

ทุกอย่างดำเนินไปเช่นนั้นที่เมืองในหมอก บทสนทนาที่ไร้แก่นสาร ชีวิตที่ไม่มีจุดหมาย วันและคืนที่หม่นหมอง

ซากศพซากแล้วซากเล่าที่ลอยตามลำน้ำให้ผู้คนในเมืองได้สะอิดสะเอียนและเบือนหน้าหนี

กระนั้นก็ไม่มีใครใส่ใจสืบสาวเอาความ

คนแปลกหน้าคือคนแปลกหน้า ความตายคือความตาย และความตายของคนแปลกหน้าคือเรื่องไร้สาระที่สุดที่ใครสักคนในเมืองจะใส่ใจ

ฆาตกรรมภายในเมืองในหมอกดำเนินไปเช่นนั้น

ความหวังของแม่และลูกที่จะได้เดินทางไปเมืองหลวงใกล้ความจริงขึ้น

เงินทองที่สะสมมาน่าจะใกล้เพียงพอสำหรับการเดินทางแล้ว

และในที่สุดแขกผู้ไม่คาดคิดก็เดินทางมาเยือนโรงแรม

 

นักท่องเที่ยวชายจากเมืองกรุง ผู้แต่งกายด้วยชุดอันหรูหรา ปรากฏตัวขึ้นที่โรงแรม

ผู้เป็นแม่และลูกพากันกระหยิ่มดีใจที่จะได้เหยื่อรายใหม่ที่จะทำเงินให้พวกเขา

แผนการที่จะสังหารชายพรุ่งนี้ถูกกำหนดขึ้น และมันถูกดำเนินไปเช่นนั้นแม้จะประสบกับปัญหาก็ตามก่อนที่ทุกอย่างจะถูกเฉลยในตอนท้ายว่าชายผู้นั้นแท้ที่จริงแล้วคือลูกชายของผู้เป็นแม่และพี่ชายของผู้เป็นน้องสาวที่เดินทางกลับมาเยี่ยมบ้านอย่างเงียบๆ เพื่อสร้างความประหลาดใจให้ครอบครัว

ทว่าสิ่งที่เขาได้รับกลับเกินจากความคาดหมายของเขามากมายเหลือเกิน

นายหมอกสีเทาเช็ดน้ำตาของเขาเมื่อถึงตอนจบของภาพยนตร์

เขาชมภาพยนตร์เรื่องนี้มานับสิบๆ ครั้ง ในตอนแรกเขาตื่นเต้นกับโครงเรื่องของมัน

หลังจากนั้นเขาดื่มด่ำกับบรรยากาศภายในเรื่อง หลังจากนั้นเขาติดตามไปที่การแสดงของแต่ละตัวละคร

เขาสมมุติตนเองเป็นพ่อผู้โหดร้าย

เขาสมมุติตนเองเป็นแม่ผู้ไม่มีทางออก

เขาสมมุติตนเองเป็นลูกสาวผู้สิ้นหวัง

และเขาก็สมมุติตนเองเป็นลูกชายผู้มากด้วยความสำเร็จ

เขาผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเป็นตัวละครเหล่านั้นไปเรื่อยๆ รอบแล้วรอบเล่า

เขาจดจำรายละเอียดทุกอย่างในภาพยนตร์มากขึ้นทุกที ภาพยนตร์ที่ถูกสร้างขึ้นกว่าสี่สิบปีก่อน

ภาพยนตร์ที่มีผู้กำกับฯ นาม เพิ่มพล เชยอรุณ

ภาพยนตร์ที่มีดารานำชื่อ สรพงศ์ ชาตรี สุพรรณ บูรณะพิมพ์ ปาริชาติ บริสุทธิ์ เบญจวรรณ บุญญากาศ

ภาพยนตร์ที่ถูกดัดแปลงจากบทประพันธ์ละครเวทีชื่อ “Le Melentendu” หรือ “ความเข้าใจผิด” ของ ALBERT CAMUS (สารภาพว่านอกจากภาพยนตร์เรื่องนี้แล้ว เขาไม่เคยสนใจอีกเลยว่าผู้เขียนบทละครเรื่องนี้คือใคร)

เขาจดจำอะไรได้มากมายเหลือเกินเกี่ยวกับภาพยนตร์เรื่องนี้

ผลกระทบต่อหมอกอันยังทำให้เกิดโศกนาฏกรรมกระตุ้นความรู้สึกของเขาว่าเขาจำต้องทำงานในโรงงานผลิตเครื่องฟอกอากาศและหน้ากากป้องกันมลพิษให้ดียิ่งๆ ขึ้นไปอีก

เขาไม่อาจปล่อยให้ผู้คนในเมืองนี้อยู่ในสภาวะสิ้นหวังเยี่ยงตัวละครในภาพยนตร์ได้

คนอื่นอาจมีแรงบันดาลใจทำงานในโรงงานที่หดหู่ โศกเศร้าแตกต่างไป

บางคนอาจคาดหวังเงินทอง บางคนอาจคาดหวังผลประโยชน์มากมายจากทางโรงงาน

แต่สำหรับเขาแล้ว สำหรับเขา นายหมอกสีเทา สิ่งเดียวที่เขาต้องการจากการทำงานในโรงงานแห่งนี้คือการช่วยเหลือผู้คนจากสภาวะอันน่าหดหู่ที่ไม่มีใครล่วงรู้ว่าจะจบสิ้นหรือสิ้นสุดลงเมื่อใด

เขาอาจเป็นบุคคลผู้มีอุดมการณ์แบบที่ใครเรียกกัน แต่อุดมการณ์เขาก็เป็นเรื่องสามัญเหลือเกิน ช่วยใครสักคนจากสภาพที่เลวร้าย ไม่มีอะไรมากกว่านั้น

 

นายหมอกสีเทาหยิบผ้าเช็ดหน้าและหน้ากากป้องกันมลพิษออกจากกระเป๋าเสื้อ

เขามองดูเวลาบนนาฬิกาข้อมือ เป็นเวลารุ่งสางแล้ว แต่เขาไม่กังวล

เขามาถึงโรงภาพยนตร์เมื่อกลางดึกด้วยอาการนอนไม่หลับ และใช้เวลาจนรุ่งเช้าที่นี่

ที่จริงเขาควรกลับไปยังที่ที่พักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า แต่เขาคิดถึงการไม่กลับไป เสื้อผ้าของคนงานเหมือนกันทุกวัน ไม่มีความจำเป็นต้องทำเช่นนั้น

ที่จริงเขาควรกลับไปยังที่พัก กินอาหารเช้ากับครอบครัว แต่ไม่มีใครรอคอยเขาอยู่ที่ที่พักของเขา

ดังนั้น อาหารเช้าจึงเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น

ที่จริงเขาควรกลับไปงีบหลับสักคู่ แต่การนอนก็ไม่ช่วยอะไร เขามีอิสระเต็มที่ที่จะกระทำอะไรก็ได้ในเช้านี้

แต่เขากลับไม่อยากกระทำอะไรเลย เขาสวมหน้ากากเข้ากับใบหน้าและคิดถึงการออกเดิน

เป็นดังการฆ่าตัวตายอย่างช้าๆ สำหรับการออกเดิน แต่เขาคิดว่ามันเป็นสิ่งที่ควรทำในเช้านี้

เขาอยากทดสอบหน้ากากป้องกันมลพิษรุ่นใหม่ที่โรงงานของเขาได้ทำการผลิตมา

มันยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานวิจัยใดๆ แต่เขากลับเชื่อมั่นในประสิทธิภาพของมัน

ช่างน่าประหลาดที่เกิดความรู้สึกเช่นนั้นได้

ความเชื่อมั่นในอะไรบางสิ่งที่ยังไม่มีการรับรอง สิ่งนี้ควรเรียกว่าศรัทธา ใช่หรือมิใช่

เขาสวมหน้ากากอย่างแน่นหนา เปิดประตูโรงภาพยนตร์ออกและเดินไปตามทางเดิน ฝ่าเข้าไปในดงหมอก มุ่งหน้าไปยังโรงงานของเขา

ตลอดเส้นทาง ความคิดของเขาจมจ่ออยู่กับเรื่องราวในภาพยนตร์

ถ้าหากเขาเป็นลูกชายคนนั้น เขาจะแก้ไขปัญหาและโศกนาฏกรรมที่ว่าด้วยการประกาศตนนับแต่นาทีแรกที่ไปถึงโรงแรม

การสร้างความประหลาดใจให้กับใครในท่ามกลางหมอกหนาทึบไม่ใช่เรื่องที่ควรกระทำ

ในท่ามกลางสิ่งแวดล้อมและโลกอันมีแต่ความมืดมัวสลัวซึมเซา เราควรทำตัวให้สว่างไสวที่สุด

เขาคิดเช่นนั้น

ในท่ามกลางความมืดดำเราควรมองหาแสงสว่างสีขาวนวล และแล้วในท่ามกลางหมอกควันนั่นเองเขาก็ได้พบกับแสงสว่างสีขาวนวล เขาแลเห็นหญิงสาวผู้หนึ่งกำลังลุกขึ้นจากถนน

เธอปัดฝุ่นที่ติดตามมือและขาอันเกิดจากอุบัติเหตุก่อนจะหยิบหน้ากากป้องกันมลพิษอันหนึ่งขึ้นมาจากกระเป๋า

เป็นหน้ากากป้องกันมลพิษรุ่นล่าสุดที่เขามีส่วนในการผลิตมันขึ้นมา



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การ์ตูน san_d1196
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน โกหน่อง
แม่น้ำเปื้อนพิษ ‘อนุทิน 2’ เมิน
พระท่ามะปราง จากกรุวัดสำปะซิว พิมพ์นิยมสุพรรณบุรี
คุยกับผู้กำกับซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ เมื่อ ‘อำนาจ’ มองเห็น ‘รูโหว่’ ใน ‘โครงสร้างที่ไม่ถูกถ่วงดุล’
เลือกผู้ว่าฯ กทม.เลือกคนกล้าหักดิบทุจริตคอร์รัปชั่น
รวมพลังจิตอาสาพัฒนาผืนป่าเขาขยาย จังหวัดชัยนาท
“พิชัย” กล่าวในเวทีสากล จี้ “ศุภจี” เร่งเจรจา FTA ระหว่าง ไทย-อียู ให้เสร็จจะได้มีผลงาน หลัง FTA ไทย – EFTA และไทย-ภูฏาน ที่ลงนามต้นปี 68 สมัยนายกฯ แพทองธาร ผ่านสภา