ในที่สุด ช่องแคบฮอร์มุซที่เป็นศูนย์กลางของความขัดแย้งโลก และถูกปิดจากสงคราม ก็เปิดให้เรือบรรทุกน้ำมันเดินทางผ่านออกได้แล้ว
สงครามอิหร่านเริ่มต้นในวันที่ 28 กุมภาพันธ์ และเป็นสงครามที่มีแนวโน้มว่า จะขยายความขัดแย้งออกไปทั่วทั้งภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย ดังนั้น เราจึงเห็นถึงความพยายามที่จะยุติสงคราม เนื่องจากทุกฝ่ายตระหนักดีว่า หากสงครามดำเนินไปอย่างไม่มีทางยุติแล้ว ผลที่เกิดตามมาอาจจะนำไปสู่ความขัดแย้งใหญ่ของโลก
ดังนั้น ข่าวการลงนามการหยุดยิงระหว่างผู้นำของสหรัฐกับอิหร่าน ต้องถือเป็นเวลาโลกจะได้มีโอกาสยิ้มสักนิดกับสถานการณ์สงครามอิหร่าน เพราะนับจากวันที่ 28 กุมภาพันธ์ เป็นต้นมา โลกดูจะอยู่กับข่าวร้ายของสงคราม วิกฤตพลังงานอันเป็นผลจากการปิดช่องแคบฮอร์มุซ และทั้งยังนำไปสู่วิกฤตค่าครองชีพที่เกิดกับผู้คนในหลายสังคม โดยเฉพาะในสังคมอเมริกันอีกด้วย
ในอีกด้านของปัญหา การปิดช่องแคบฮอร์มุซ ไม่ใช่แค่เรื่องของการส่งผ่านน้ำมันจากผู้ผลิตไปยังรัฐผู้ซื้อ หากแต่ยังรวมถึงก๊าซธรรมชาติ ปุ๋ย รวมถึงสารเคมีบางชนิด ซึ่งเท่ากับบอกเราว่า ผลกระทบของการปิดช่องแคบฮอร์มุซนั้น มีผลสะเทือนอย่างมากในหลากหลายมิติ มิใช่มีแต่เรื่องของวิกฤตพลังงานเท่านั้น เช่นในกรณีของปุ๋ย ที่มีผลกระทบอย่างมากกับชีวิตของเกษตรกรในหลายประเทศ รวมทั้งในประเทศไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดในการลงนามครั้งนี้ เป็นเพียงข้อตกลงของการหยุดยิง ที่มีระยะเวลา 60 วัน แม้จะยังคาดเดาไม่ได้ว่า การหยุดยิงครั้งนี้ จะนำไปสู่การเจรจายุติสงครามระหว่างสหรัฐกับอิหร่านได้อย่างแท้จริงหรือไม่ เพราะยังมีปัจจัยที่เกี่ยวข้อง และอาจต้องนำมาพิจารณาเพิ่มเติม
ข้อสังเกตเบื้องต้น
1) เป็นที่รับทราบกันดีว่า อิสราเอลเป็นตัวแสดงสำคัญอีกส่วนในสงครามนี้ และมีคำถามอย่างมากว่า นายกรัฐมนตรีเนทันยาฮูยอมรับผลของการเจรจา หรือการดีลครั้งนี้เพียงใด
2) ถ้าอิสราเอลไม่ยอมรับ แม้จะถูกบีบให้ต้องรับในเบื้องต้น อิสราเอลจะทำอย่างไรในอนาคต เช่น จะยอมยุติสงครามในเลบานอนหรือไม่ หรือจะสร้างเงื่อนไขสงครามอีกอย่างไร เช่น อิสราเอลจะยอมยุติสงครามในเลบานอนหรือไม่ หรืออิสราเอลจะหาทางอย่างไรที่ทำให้กระบวนการสันติภาพต้องล้มลง
3) ผลของการเจรจา หรือ “การดีล” ของทรัมป์ในครั้งนี้ จะได้ผลตามที่สหรัฐต้องการจริงเพียงใด และถ้าผลที่ปรากฏออกมามีลักษณะที่อ่อนกว่าการดีลของประธานาธิบดีโอบามาแล้ว ทรัมป์จะตอบอย่างไรกับสังคมอเมริกัน และจะกระทบกับเสียงของพรรคริพับลิกันในอนาคตเพียงใด
4) การตัดสินใจในการใช้มาตรการทางทหารกับอิหร่านในครั้งนี้ อาจจะไม่สามารถก่อให้เกิด “สภาพบังคับ” คือ สหรัฐไม่มี “coercive power” มากพอที่จะทำให้อิหร่านต้องยอมรับข้อเรียกร้องทุกประการของสหรัฐ
5) ทุกฝ่ายรู้ดีว่า ทรัมป์จำเป็นต้องรีบยุติปัญหาอิหร่าน เนื่องจากการเพิ่มขึ้นของค่าครองชีพในสังคมอเมริกัน อันจะส่งผลอย่างมากกับการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐ (mid-term elections) และอาจไม่ต่างกัน เพราะผู้นำอิสราเอลก็มีการเลือกตั้งของตนรออยู่เบื้องหน้าไม่แตกต่างกัน
6) แม้จะมีเรือน้ำมันเริ่มเดินทางออกจากช่องแคบฮอร์มุซได้บ้าง แต่การกวาดทุ่นระเบิดจากการวางของอิหร่าน จะยังใช้ระยะเวลาอีกส่วน ซึ่งส่วนหนึ่งขึ้นอยู่กับปริมาณและประสิทธิภาพของกองเรือกวาดทุ่นระเบิด ซึ่งอาจจะต้องพึ่งความช่วยเหลือจากกองทัพเรือของยุโรป
7) อาจจะยังไม่ชัดเจนว่า สภาวะของพลังงานจากบรรดารัฐในอ่าวเปอร์เซียจะกลับคืนสู่ภาวะปกติก่อนวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ได้จริงเมื่อใด แต่น่าจะต้องใช้ระยะเวลาหนึ่ง ไม่ใช่จะกลับคืนได้อย่างทันทีเมื่อมีการหยุดยิง โดยเฉพาะปัญหาการซ่อมแซมโรงกลั่นน้ำมัน และโรงแยกแก๊ส
8) ข้อดีในสภาวะปัจจุบันคือ ราคาน้ำมันไม่ทะยานสูงมากอย่างที่หลายฝ่ายกังวล แต่ก็เห็นชัดว่า น้ำมันยังเป็นส่วนสำคัญของเศรษฐกิจโลก หรือยังบอกเราเสมอว่า ระบบทุนนิยมโลกยังต้องพึ่งพลังงานอย่างน้ำมัน แม้จะมีพลังงานอื่นเข้ามาทดแทน
9) การแสวงหาพลังงานทดแทน ตลอดรวมถึงการหาทางลำเลียงน้ำมันโดยไม่ผ่านช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นโจทย์สำคัญของความมั่นคงด้านพลังงานในอนาคต
10) วิกฤตพลังงานครั้งนี้เป็นรอบที่ 5 ของโลก และมีผลอย่างมากกับประเทศเล็ก ที่เป็นประเทศยากจน และทั้งยังชี้ให้เห็นว่า วิกฤตเช่นนี้ มีผลอย่างมากในบริบททางสังคม หรือที่กล่าวกันว่า คนจน/คนชั้นล่างได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะผลต่อราคาอาหารที่สูงขึ้นในสังคมที่ยากจน
11) ผลสืบเนื่องของวิกฤตสงครามอิหร่านอาจจะไม่ได้ยุติลงทันทีที่มีการทำความตกลงหยุดยิง หากแต่วิกฤตนี้น่าจะส่งระยะยาวกับหลายประเทศทั่วโลก (น่าจะรวมถึงในกรณีของไทยด้วย) หรืออย่างน้อย ผลกระทบจากวิกฤตจะอยู่กับเราจนถึงสิ้นปี 2569 และอาจต่อเนื่องยาวถึงปี 2570
12) สิ่งที่จะต้องเจรจาหลังการหยุดยิงอาจจะยากกว่าสถานการณ์ในปัจจุบัน อันได้แก่ การต้องเจรจาในเรื่องของโครงการอาวุธนิวเคลียร์ของอิหร่าน ซึ่งอิหร่านอาจจะไม่ยอมตามข้อเรียกร้องของทรัมป์ทั้งหมด ซึ่งคาดเดาไม่ได้ว่า เรื่องนี้จะเป็นปัญหาเพียงใดในอนาคตเพียงใด และจะนำไปสู่ความขัดแย้งรอบใหม่หรือไม่
13) สิทธิของอิหร่านเหนือช่องแคบฮอร์มุซ จะเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญ เห็นได้ชัดว่า อิหร่านใช้ช่องแคบฮอร์มุซเป็นอำนาจต่อรองกับสหรัฐ ดังนั้น ปัญหาการควบคุมช่องแคบนี้ในอนาคต จะเป็นอีกประเด็นที่สำคัญ เพราะส่วนของช่องแคบอยู่ไปทางอิหร่าน มากกว่าอยู่กับโอมาน
14) กลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียจะวางอนาคตของตนอย่างไร และจะยังให้น้ำหนักกับบทบาทของสหรัฐในการปกป้องประเทศตน และพื้นที่แถบนี้ต่อไปหรือไม่ การสร้างระบอบความมั่นคงของกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซีย จะเป็นประเด็นหนึ่งที่สำคัญในอนาคต
15) การต่อสู้กับสหรัฐ โดยระบอบการปกครองของอิหร่านไม่สิ้นสภาพไป อีกทั้ง กองทัพและกองกำลังปฏิวัติอิสลามไม่ถูกทำลายไปจนหมดนั้น จะเป็นปัจจัยที่ทำให้อิหร่านมีสถานะเป็นมหาอำนาจของโลกอิสลามที่แท้จริง แม้ประเทศจะประสบความเสียหายอย่างมากก็ตาม
16) ถ้าสงครามอิหร่านจบลงอย่างเป็นทางการ ระเบียบโลกใหม่ในตะวันออกกลางจะมีรูปแบบเช่นไร เพราะสงครามครั้งนี้ได้ทำลายระเบียบเดิมในภูมิภาคไปแล้ว แม้ระเบียบใหม่จะยังไม่มีความชัดเจน และรอเวลาที่จะปรากฏให้เห็น ซึ่งรวมถึงสถานะของอิสราเอลในโลกตะวันออกกลางด้วย

ข้อคิดถึงไทย
สุดท้ายนี้ ผู้นำไทยจะเตรียมตัวรับกับความเปลี่ยนแปลงในเวทีโลกอย่างไร หรือจะยังวนจนเหมือน “ติดกับดัก” อยู่กับสงครามกัมพูชาแบบไม่รู้จบ เพียงเพราะกลุ่มผู้มีอำนาจยึดมั่นอยู่กับกระแส “สงครามนิยม-ชาตินิยม” แบบฝันๆ ด้วยความเชื่อที่ไม่ต่างจากทรัมป์ และอาจรวมถึงปูตินด้วยว่า อำนาจทางทหารจะเป็นปัจจัยในการนำมาซึ่งชัยชนะเด็ดขาด
แต่โลกวันนี้กำลังพิสูจน์ด้วยความท้าทายต่อบรรดา “นักนิยมสงคราม” และบรรดากองเชียร์ทั้งหลายว่า รัฐเล็กอาจไม่แพ้สงครามของรัฐใหญ่ แต่รัฐใหญ่อาจกำลังแพ้ทางการเมืองต่อรัฐเล็ก ตัวอย่างของสงครามจากอิหร่านและยูเครน บอกชัดว่า รัฐใหญ่ที่มีกำลังทหารมากกว่า ไม่ได้เป็น “ผู้ชนะ” อย่างที่พวกนิยมสงครามเชื่อบนชุดความคิดแบบดั้งเดิม
สงครามอิหร่านและสงครามยูเครนตอบชัดว่า รัฐเล็กอาจจะปรับตัวและรับมือกับสงครามของรัฐใหญ่ได้มากกว่าที่บรรดา “นักชาตินิยม-นักสงครามนิยม” ในสังคมไทยคิดและเชื่อ !
ท้ายบท: หวังว่าท่านนายกฯ ไปรัสเซียในกรอบการประชุมของอาเซียนในครั้งนี้ จะได้เห็นอีกด้านของสงครามยูเครน ที่วันนี้ สงครามยูเครนได้เข้ามาเยือนเมืองหลวงของรัสเซียได้อย่างแท้จริงแล้ว และรัสเซียก็ยังเอาชนะยูเครนไม่ได้ !
