สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน
การเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนทั้งไทยและเมียนมาเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล “อนุทิน 2” แก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนจากเหมืองแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธ ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำในประเทศเมียนมาไหลลงสู่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง เมื่อเร็วๆ นี้กระตุกให้สังคมรับรู้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานกว่า 1 ปี ตั้งแต่รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร จนมาถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาเป็นนายกฯ สมัยที่ 2 ยังไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ เลย มิหนำซ้ำยังเรื้อรังบานปลายใหญ่โต
จากจุดเริ่มต้น ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2568 กลุ่มประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย สังเกตเห็นว่าน้ำในแม่น้ำมีความผิดปกติสีขุ่นขาวและขุ่นแดง ทั้งที่เป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำควรจะใส อีก 2 เดือนต่อมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ จ.เชียงใหม่ ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างและรายงานออกมาเป็นทางการว่า พบสารหนู (Arsenic) ปนเปื้อนสูงเกินค่ามาตรฐาน
เดือนพฤษภาคม 2568 กรมควบคุมมลพิษตรวจพบสารหนูและตะกั่วในจุดตรวจวัด 11 แห่งจากทั้งหมด 15 แห่งในแม่น้ำกก ตั้งแต่ชายแดนไทย-เมียนมา ไปบรรจบกับแม่น้ำโขง ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
ข้ามมาปี 2569 ในเดือนมีนาคม กรมควบคุมมลพิษและทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตรวจวัดค่าสารหนูในแม่น้ำโขง ใกล้สบรวก รอยต่อระหว่างพรมแดนไทย-ลาว-เมียนมา อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย สูงถึง 296 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (mg/kg) เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานในระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดินอยู่ที่ 33mg/kg แสดงว่า สารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำโขงสูงกว่าค่ามาตรฐานเกือบ 10 เท่าตัว
ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 พบค่าสารหนูในบริเวณสบรวก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย สูงถึง 61 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (mg/kg) และอีกหลายจุด
แม้ว่าปริมาณสารพิษลดลงเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม แต่ยังเกินมาตรฐานความปลอดภัย สะท้อนว่า ประชาชนที่อาศัยรอบบริเวณดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อสุขภาพระยะยาว

เวทีการหารือแก้ไขปัญหาสารพิษในลุ่มน้ำข้ามพรมแดน ที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภาเชียงราย นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.พรรคประชาชน จังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนภาคประชาชน นักวิชาการ และได้เชิญรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่มีเพียงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ที่ส่ง พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ มาร่วมประชุม
ในเวทีมีเสียงเรียกร้องจากภาคประชาชนให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน รัฐมนตรีทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงพื้นที่มารับฟังปัญหาด้วยตัวเองและขอให้ยกระดับปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกกเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมกับตั้งคณะทำงานระดับชาติลุยแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง
ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำเสนอข้อมูลว่า มีประชาชนมากกว่า 7 หมื่นครัวเรือน หรือราว 2 แสนคนที่พึ่งพาแหล่งน้ำในพื้นที่เสี่ยง ผลการตรวจสอบน้ำประปาบางแห่งพบปนเปื้อนโลหะหนัก รัฐบาลควรจัดหาแหล่งน้ำดิบที่ปลอดภัย และพัฒนาแหล่งน้ำสำรอง
อาจารย์สืบสกุลระบุว่า ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและผู้ประกอบการท้องถิ่นมากกว่า 1,000 ราย เนื่องจากนักท่องเที่ยวเป็นกังวล
ก่อนหน้านี้อาจารย์สืบสกุลเขียนบทความปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก แม่น้ำโขง ที่มาจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมาว่า มีผลกระทบกับชาวเชียงใหม่ เชียงรายที่ยังไม่ได้คลี่คลายในทางที่ดีขึ้น ในทางกลับกันผลกระทบจากการทำเหมืองแร่หายาก ยังสะท้อนถึงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกที่ประเทศมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง
การทำเหมืองแร่หายากมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก แต่ในขณะเดียวกัน การทำเหมืองแร่ดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน
“กล่าวคือ ในด้านหนึ่ง นโยบายเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นไปเพื่อการปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่ในอีกด้านหนึ่ง การทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นต้นทางของห่วงโซ่อุปทานแร่ยังคงสร้างปัญหาผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม”
ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development) หรือ UNCTAD ชี้ว่า ว่าแร่สำคัญจำนวน 60 ชนิด และแร่หายากจำนวน 17 ชนิด มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตสินค้าและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด
UNCTAD แนะนำประเทศกำลังพัฒนาใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าและการเติบโตในช่วงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ประเทศเมียนมาได้กลายเป็นประเทศที่ก้าวขึ้นมาติดอันดับ 1 ใน 5 ผู้ผลิตแร่จำนวนมากที่สุดของโลกอย่างน้อย 2 ชนิด
นั่นคือ แร่หายากหนัก (Heavy Rare Earth Elements) หรือ HREE และแร่ดีบุก ประเทศเมียนมาเป็นผู้ผลิตแร่หายากหนักมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลก คิดเป็นร้อยละ 10.6 รองจากประเทศจีนอันดับที่หนึ่งร้อยละ 66.3 และประเทศสหรัฐอเมริกาอันดับที่สอง ร้อยละ 13.3
ส่วนแร่ดีบุก ประเทศเมียนมาเป็นผู้ผลิตมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก คิดเป็นร้อยละ 13.9 รองจากประเทศจีนอันดับที่หนึ่ง ร้อยละ 26 และประเทศอินโดนีเซียอันดับที่สอง ร้อยละ 16.8

การทำเหมืองแร่หายากและแร่สำคัญในประเทศเมียนมาสร้างความย้อนแย้งของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กล่าวคือ นโยบายนี้มีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในทั้งประเทศเมียนมา ประเทศไทย และประเทศในลุ่มน้ำโขง
การทำเหมืองแร่หายากที่ปราศจากความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ในประเทศเมียนมาได้เริ่มต้นขึ้นที่พรมแดนรัฐคะฉิ่นกับจีนก่อนที่จะขยายตัวมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ไปยังรัฐฉาน ซึ่งอยู่ติดกับรัฐคะฉิ่น
ประเทศไทยมีพรมแดนติดกับรัฐฉานตะวันออกเริ่มได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ตามมา โดยเมื่อเดือนกันยายน 2567 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเขตอำเภอแม่สายและอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงรายเป็นสัญญาณแรกของปัญหาข้ามพรมแดนที่มาจากการขยายพื้นที่ทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะในอาณาเขตของรัฐฉานและว้า ดินโคลนมหาศาลทะลักท่วมบ้านเรือนผู้คน
เหมืองแร่หายากและแร่สำคัญในประเทศเมียนมากระจายตัวจากรัฐกะฉิ่นจนถึงรัฐฉาน แต่เนื่องจากประเทศเมียนมามีความขัดแย้งและประนีประนอมทางชาติพันธุ์มาอย่างยาวนาน เหมืองแร่ในรัฐกะฉิ่นที่มีพรมแดนติดกับประเทศจีนตกเป็นพื้นที่เป้าหมายแรกของการขุดค้นเอาแร่หายากส่งออกไปยังจีน กองทัพเอกราชกะฉิ่น (Kachin Independence Army) หรือ KIA ซึ่งเป็นผู้ครอบครองอาณาบริเวณพรมแดนแห่งนี้ได้ใช้ทรัพยากรที่มีความต้องการสูงนี้ในการต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจกับจีน
ทางด้านรัฐฉานตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Democratic Alliance Army) หรือ NDAA ทำเหมืองแร่หายากส่งออกไปยังจีนจำนวนมาก เหมืองแร่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่เหนือต้นน้ำที่เป็นสาขาของแม่น้ำโขง
ส่วนกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army) หรือ UWSA มีศูนย์กลางในรัฐฉานตอนเหนือ และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนทั้งทางการทหารและเศรษฐกิจ ขยายการทำเหมืองแร่จากรัฐฉานตอนเหนือลงมายังภาคตะวันออกที่แม่น้ำไหลลงแม่น้ำโขงเรื่อยมาจนถึงพรมแดนเมียนมา-ไทย ซึ่งทำเหมืองทองคำและแร่หายากหนักในต้นน้ำสายและกก
มิเพียงแต่ความขัดแย้งและประนีประนอมทางชาติพันธุ์ที่ยืดเยื้อในเมียนมาที่ได้สร้างความซับซ้อนของการทำเหมืองแร่เท่านั้น ปฏิสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจที่ทั้งมีพรมแดนติดกันไปจนถึงประเทศตะวันตกที่อยู่ไกลออกไป เช่น สหรัฐอเมริกา ต่างพยายามเข้าไปมีส่วนแบ่งในทรัพยากรมูลค่ามหาศาล ส่งผลให้ปัญหาเหมืองแร่มีความซับซ้อนสูงตามไปด้วย
จีนเป็นประเทศแรกที่ผูกขาดความได้เปรียบความสัมพันธ์เชิงอำนาจเหนือดินแดนรัฐกะฉิ่นและรัฐฉาน โดยจีนสนับสนุนและทำให้ตัวเองมีอิทธิพลเหนือกองกำลังชาติพันธุ์ จนได้ประโยชน์จากการทำเหมืองแร่ในเมียนมาอย่างยาวนาน
องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency) หรือ IEA ประเมินว่า ประเทศจีนผลิตแร่ธาตุหายากราวร้อยละ 61 ของการผลิตทั้งโลก และครองสัดส่วนการแปรรูป ร้อยละ 92
ขณะที่การแข่งขันด้านความต้องการแร่หายากหนักยังพุ่งสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้อินเดียในฐานะเป็นประเทศซึ่งมีพรมแดนติดกับรัฐกะฉิ่นของเมียนมา เร่งแสวงหาลู่ทางเข้าไปตักตวงเอาทรัพยากรแร่หายากหนักในภูมิภาคหลายต่อหลายครั้ง
เช่นเดียวกันกับประเทศสหรัฐอเมริกาที่ถึงแม้อยู่ห่างไกลจากเมียนมา และใช้นโยบายคว่ำบาตรประเทศเมียนมา แต่สหรัฐพยายามค้นหาความเป็นไปได้ในการเข้าถึงทรัพยากรในรัฐกะฉิ่นด้วย
ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ความซับซ้อนของปฏิสัมพันธ์ในอาณาบริเวณพรมแดนเมียนมา จีน อินเดีย และไทย เป็นเงื่อนไขสำคัญของการทำเหมืองแร่ ครั้นเมื่อพิจารณาถึงท่าทีของรัฐบาลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ยิ่งทำให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนมีความซับซ้อนเท่าทวี
บทความของอาจารย์สืบสกุล บ่งบอกให้เราทั้งหลายพึงตระหนักว่า ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก แม่น้ำโขง ที่กลายเป็นประเด็นร้อนของชาวเชียงใหม่ เชียงรายนั้น เป็นเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อน ถ้ารัฐบาล “อนุทิน” ยังเมินเฉยมองเป็นแค่ประเด็นท้องถิ่น เชื่อเหลือเกินว่าปัญหานี้จบไม่สวยแน่
