bg-single

แม่น้ำเปื้อนพิษ ‘อนุทิน 2’ เมิน

21.06.2026

สิ่งแวดล้อม | ทวีศักดิ์ บุตรตัน

การเคลื่อนไหวของกลุ่มประชาชนทั้งไทยและเมียนมาเพื่อเรียกร้องให้รัฐบาล “อนุทิน 2” แก้ปัญหาสารพิษปนเปื้อนจากเหมืองแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธ ตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำในประเทศเมียนมาไหลลงสู่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำรวก แม่น้ำโขง เมื่อเร็วๆ นี้กระตุกให้สังคมรับรู้ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นเวลานานกว่า 1 ปี ตั้งแต่รัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร จนมาถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล เข้ามาเป็นนายกฯ สมัยที่ 2 ยังไม่ได้รับการแก้ไขใดๆ เลย มิหนำซ้ำยังเรื้อรังบานปลายใหญ่โต

จากจุดเริ่มต้น ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ 2568 กลุ่มประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำกก อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ และจังหวัดเชียงราย สังเกตเห็นว่าน้ำในแม่น้ำมีความผิดปกติสีขุ่นขาวและขุ่นแดง ทั้งที่เป็นช่วงหน้าแล้ง น้ำควรจะใส อีก 2 เดือนต่อมา สำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษ จ.เชียงใหม่ ลงพื้นที่เก็บตัวอย่างและรายงานออกมาเป็นทางการว่า พบสารหนู (Arsenic) ปนเปื้อนสูงเกินค่ามาตรฐาน

เดือนพฤษภาคม 2568 กรมควบคุมมลพิษตรวจพบสารหนูและตะกั่วในจุดตรวจวัด 11 แห่งจากทั้งหมด 15 แห่งในแม่น้ำกก ตั้งแต่ชายแดนไทย-เมียนมา ไปบรรจบกับแม่น้ำโขง ที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย

ข้ามมาปี 2569 ในเดือนมีนาคม กรมควบคุมมลพิษและทีมวิจัยมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ตรวจวัดค่าสารหนูในแม่น้ำโขง ใกล้สบรวก รอยต่อระหว่างพรมแดนไทย-ลาว-เมียนมา อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย สูงถึง 296 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (mg/kg) เมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานในระดับที่ไม่ปลอดภัยต่อสัตว์หน้าดินอยู่ที่ 33mg/kg แสดงว่า สารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำโขงสูงกว่าค่ามาตรฐานเกือบ 10 เท่าตัว

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา ผู้ช่วยหัวหน้าศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม และอาจารย์ประจำภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เปิดเผยผลการตรวจคุณภาพน้ำและตะกอนดินในแม่น้ำโขง เมื่อวันที่ 6 พฤษภาคม 2569 พบค่าสารหนูในบริเวณสบรวก อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย สูงถึง 61 มิลลิกรัม/กิโลกรัม (mg/kg) และอีกหลายจุด

แม้ว่าปริมาณสารพิษลดลงเมื่อเทียบกับเดือนมีนาคม แต่ยังเกินมาตรฐานความปลอดภัย สะท้อนว่า ประชาชนที่อาศัยรอบบริเวณดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อสุขภาพระยะยาว

เวทีการหารือแก้ไขปัญหาสารพิษในลุ่มน้ำข้ามพรมแดน ที่จังหวัดเชียงราย เมื่อวันที่ 5 มิถุนายนที่ผ่านมานั้น นายชูชีพ พงษ์ไชย ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย นางสาวมณีรัฐ เขมะวงค์ สมาชิกวุฒิสภาเชียงราย นายภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ ส.ส.พรรคประชาชน จังหวัดเชียงใหม่ ตัวแทนภาคประชาชน นักวิชาการ และได้เชิญรัฐมนตรีกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง แต่มีเพียงกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเท่านั้น ที่ส่ง พล.ต.ต.นันทชาติ ศุภมงคล ผู้ช่วยรัฐมนตรีกระทรวงทรัพยากรฯ มาร่วมประชุม

ในเวทีมีเสียงเรียกร้องจากภาคประชาชนให้รัฐบาลเข้ามาแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน รัฐมนตรีทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องลงพื้นที่มารับฟังปัญหาด้วยตัวเองและขอให้ยกระดับปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกกเป็นวาระแห่งชาติ พร้อมกับตั้งคณะทำงานระดับชาติลุยแก้ปัญหานี้อย่างจริงจัง

ดร.สืบสกุล กิจนุกร อาจารย์ประจำสำนักวิชานวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง นำเสนอข้อมูลว่า มีประชาชนมากกว่า 7 หมื่นครัวเรือน หรือราว 2 แสนคนที่พึ่งพาแหล่งน้ำในพื้นที่เสี่ยง ผลการตรวจสอบน้ำประปาบางแห่งพบปนเปื้อนโลหะหนัก รัฐบาลควรจัดหาแหล่งน้ำดิบที่ปลอดภัย และพัฒนาแหล่งน้ำสำรอง

อาจารย์สืบสกุลระบุว่า ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในแม่น้ำ มีผลกระทบทางเศรษฐกิจและผู้ประกอบการท้องถิ่นมากกว่า 1,000 ราย เนื่องจากนักท่องเที่ยวเป็นกังวล

ก่อนหน้านี้อาจารย์สืบสกุลเขียนบทความปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก แม่น้ำโขง ที่มาจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมาว่า มีผลกระทบกับชาวเชียงใหม่ เชียงรายที่ยังไม่ได้คลี่คลายในทางที่ดีขึ้น ในทางกลับกันผลกระทบจากการทำเหมืองแร่หายาก ยังสะท้อนถึงประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลกที่ประเทศมหาอำนาจเข้ามาเกี่ยวข้อง

การทำเหมืองแร่หายากมีบทบาทสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของโลก แต่ในขณะเดียวกัน การทำเหมืองแร่ดังกล่าวก่อให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

“กล่าวคือ ในด้านหนึ่ง นโยบายเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานเป็นไปเพื่อการปกป้องสิ่งแวดล้อม แต่ในอีกด้านหนึ่ง การทำเหมืองแร่ซึ่งเป็นต้นทางของห่วงโซ่อุปทานแร่ยังคงสร้างปัญหาผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม”

ในการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (United Nations Conference on Trade and Development) หรือ UNCTAD ชี้ว่า ว่าแร่สำคัญจำนวน 60 ชนิด และแร่หายากจำนวน 17 ชนิด มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการผลิตสินค้าและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด

UNCTAD แนะนำประเทศกำลังพัฒนาใช้ประโยชน์จากโอกาสทางการค้าและการเติบโตในช่วงการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ประเทศเมียนมาได้กลายเป็นประเทศที่ก้าวขึ้นมาติดอันดับ 1 ใน 5 ผู้ผลิตแร่จำนวนมากที่สุดของโลกอย่างน้อย 2 ชนิด

นั่นคือ แร่หายากหนัก (Heavy Rare Earth Elements) หรือ HREE และแร่ดีบุก ประเทศเมียนมาเป็นผู้ผลิตแร่หายากหนักมากที่สุดเป็นอันดับที่ 3 ของโลก คิดเป็นร้อยละ 10.6 รองจากประเทศจีนอันดับที่หนึ่งร้อยละ 66.3 และประเทศสหรัฐอเมริกาอันดับที่สอง ร้อยละ 13.3

ส่วนแร่ดีบุก ประเทศเมียนมาเป็นผู้ผลิตมากเป็นอันดับที่ 4 ของโลก คิดเป็นร้อยละ 13.9 รองจากประเทศจีนอันดับที่หนึ่ง ร้อยละ 26 และประเทศอินโดนีเซียอันดับที่สอง ร้อยละ 16.8

การทำเหมืองแร่หายากและแร่สำคัญในประเทศเมียนมาสร้างความย้อนแย้งของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน กล่าวคือ นโยบายนี้มีผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมในทั้งประเทศเมียนมา ประเทศไทย และประเทศในลุ่มน้ำโขง

การทำเหมืองแร่หายากที่ปราศจากความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ในประเทศเมียนมาได้เริ่มต้นขึ้นที่พรมแดนรัฐคะฉิ่นกับจีนก่อนที่จะขยายตัวมากขึ้นอย่างรวดเร็ว ไปยังรัฐฉาน ซึ่งอยู่ติดกับรัฐคะฉิ่น

ประเทศไทยมีพรมแดนติดกับรัฐฉานตะวันออกเริ่มได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ตามมา โดยเมื่อเดือนกันยายน 2567 เกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในเขตอำเภอแม่สายและอำเภอเมืองเชียงราย จังหวัดเชียงรายเป็นสัญญาณแรกของปัญหาข้ามพรมแดนที่มาจากการขยายพื้นที่ทำเหมืองแร่ในประเทศเมียนมา โดยเฉพาะในอาณาเขตของรัฐฉานและว้า ดินโคลนมหาศาลทะลักท่วมบ้านเรือนผู้คน

เหมืองแร่หายากและแร่สำคัญในประเทศเมียนมากระจายตัวจากรัฐกะฉิ่นจนถึงรัฐฉาน แต่เนื่องจากประเทศเมียนมามีความขัดแย้งและประนีประนอมทางชาติพันธุ์มาอย่างยาวนาน เหมืองแร่ในรัฐกะฉิ่นที่มีพรมแดนติดกับประเทศจีนตกเป็นพื้นที่เป้าหมายแรกของการขุดค้นเอาแร่หายากส่งออกไปยังจีน กองทัพเอกราชกะฉิ่น (Kachin Independence Army) หรือ KIA ซึ่งเป็นผู้ครอบครองอาณาบริเวณพรมแดนแห่งนี้ได้ใช้ทรัพยากรที่มีความต้องการสูงนี้ในการต่อรองทางการเมืองและเศรษฐกิจกับจีน

ทางด้านรัฐฉานตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ภายใต้อำนาจการปกครองของกองทัพพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติ (National Democratic Alliance Army) หรือ NDAA ทำเหมืองแร่หายากส่งออกไปยังจีนจำนวนมาก เหมืองแร่ส่วนใหญ่ตั้งอยู่เหนือต้นน้ำที่เป็นสาขาของแม่น้ำโขง

ส่วนกองทัพสหรัฐว้า (United Wa State Army) หรือ UWSA มีศูนย์กลางในรัฐฉานตอนเหนือ และมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับจีนทั้งทางการทหารและเศรษฐกิจ ขยายการทำเหมืองแร่จากรัฐฉานตอนเหนือลงมายังภาคตะวันออกที่แม่น้ำไหลลงแม่น้ำโขงเรื่อยมาจนถึงพรมแดนเมียนมา-ไทย ซึ่งทำเหมืองทองคำและแร่หายากหนักในต้นน้ำสายและกก

มิเพียงแต่ความขัดแย้งและประนีประนอมทางชาติพันธุ์ที่ยืดเยื้อในเมียนมาที่ได้สร้างความซับซ้อนของการทำเหมืองแร่เท่านั้น ปฏิสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจที่ทั้งมีพรมแดนติดกันไปจนถึงประเทศตะวันตกที่อยู่ไกลออกไป เช่น สหรัฐอเมริกา ต่างพยายามเข้าไปมีส่วนแบ่งในทรัพยากรมูลค่ามหาศาล ส่งผลให้ปัญหาเหมืองแร่มีความซับซ้อนสูงตามไปด้วย

จีนเป็นประเทศแรกที่ผูกขาดความได้เปรียบความสัมพันธ์เชิงอำนาจเหนือดินแดนรัฐกะฉิ่นและรัฐฉาน โดยจีนสนับสนุนและทำให้ตัวเองมีอิทธิพลเหนือกองกำลังชาติพันธุ์ จนได้ประโยชน์จากการทำเหมืองแร่ในเมียนมาอย่างยาวนาน

องค์กรพลังงานระหว่างประเทศ (The International Energy Agency) หรือ IEA ประเมินว่า ประเทศจีนผลิตแร่ธาตุหายากราวร้อยละ 61 ของการผลิตทั้งโลก และครองสัดส่วนการแปรรูป ร้อยละ 92

ขณะที่การแข่งขันด้านความต้องการแร่หายากหนักยังพุ่งสูงต่อเนื่อง ส่งผลให้อินเดียในฐานะเป็นประเทศซึ่งมีพรมแดนติดกับรัฐกะฉิ่นของเมียนมา เร่งแสวงหาลู่ทางเข้าไปตักตวงเอาทรัพยากรแร่หายากหนักในภูมิภาคหลายต่อหลายครั้ง

เช่นเดียวกันกับประเทศสหรัฐอเมริกาที่ถึงแม้อยู่ห่างไกลจากเมียนมา และใช้นโยบายคว่ำบาตรประเทศเมียนมา แต่สหรัฐพยายามค้นหาความเป็นไปได้ในการเข้าถึงทรัพยากรในรัฐกะฉิ่นด้วย

ดังที่กล่าวมาแล้วว่า ความซับซ้อนของปฏิสัมพันธ์ในอาณาบริเวณพรมแดนเมียนมา จีน อินเดีย และไทย เป็นเงื่อนไขสำคัญของการทำเหมืองแร่ ครั้นเมื่อพิจารณาถึงท่าทีของรัฐบาลต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ยิ่งทำให้เห็นว่าการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนมีความซับซ้อนเท่าทวี

บทความของอาจารย์สืบสกุล บ่งบอกให้เราทั้งหลายพึงตระหนักว่า ปัญหาสารพิษปนเปื้อนในลุ่มน้ำกก แม่น้ำโขง ที่กลายเป็นประเด็นร้อนของชาวเชียงใหม่ เชียงรายนั้น เป็นเรื่องซับซ้อนซ่อนเงื่อน ถ้ารัฐบาล “อนุทิน” ยังเมินเฉยมองเป็นแค่ประเด็นท้องถิ่น เชื่อเหลือเกินว่าปัญหานี้จบไม่สวยแน่



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กลอน’ ของประชาชน
ระบำวิวาห์เสี่ยงตาย : เต้นให้รัก เต้นให้รอด
ดันดาดัน (3) เลี้ยงเด็กคนหนึ่งใช้ทั้งหมู่บ้าน
เมื่อ ‘อภิชาติพงศ์’ ได้รับอิสริยาภรณ์ชั้นสูงสุดของ ‘ฝรั่งเศส’
‘หมาก’ ไม่ใช่ ‘หมาก’
สองทศวรรษของชีววิทยาสังเคราะห์ (5)
ฟุตบอลโลก 2026 กับการ ‘ลาป่วยทิพย์’
Georg Baselitz ศิลปินเยอรมันเอ็กซ์เพรสชันนิสม์ผู้ยิ่งใหญ่ ที่เพิ่งจากโลกนี้ไป
บทเรียนเอสซีจี วิกฤติ และโอกาส (5)
‘เปลือก’
ลูทวิช บ็อลทซ์มันน์ นักฟิสิกส์ผู้เชื่อมโลกมหภาค กับโลกจุลภาค (1)
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (จบ)