MatiTalk ผู้กำกับ-คนเขียนบท-นักแสดง ทนายปีศาจ ถอดหน้ากากยุติธรรมไทย ทำไมกล้าเล่า เจออะไรมา
รายงานพิเศษ | พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์
แซม จักริน เทพวงค์ ผู้กำกับร่วมและผู้เขียนบทร่วม ทนายปีศาจ เล่าจุดเริ่มต้นการทำหนังซีรีส์เรื่องนี้ว่า “ผมกับซัน (ทรงพล จันทรสม) ที่เป็นโปรดิวเซอร์ของโปรเจ็กต์นี้ มีประสบการณ์ขึ้นศาลซึ่งเป็นเรื่องของคนในครอบครัว ที่เป็นคดีอาญา ตอนนั้นมันเหมือนเปิดโลกในแบบเราไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ากระบวนการยุติธรรมมันเป็นอย่างไร จากที่เราได้เข้าไปเห็นก็ทำให้เราเกิดคำถามบางอย่างกับกระบวนการเหล่านั้น แล้วรู้สึกว่าเราก็อยากสำรวจ-ทดลองตรงนี้ อยากจะลองทำซีรีส์ให้มีพื้นที่สำหรับที่จะศึกษาข้อมูลเหล่านี้”
“ก็เลยได้ไปเจอกับทนายคนหนึ่งที่เขาพร้อมจะแชร์ข้อมูลให้เรา ซึ่งเขาเป็นทนายสายที่ทำคดีให้กับอาชญากรมาก่อนจะว่าอย่างนั้นก็ได้ ผ่านการทำคดียากๆ เช่น การไปยิงคนกลางตลาดที่มีคนเห็นเยอะแยะ แล้วเขาทำให้คนกลุ่มนี้หลุดได้อย่างไร เขาก็แชร์วิธีการให้เราฟัง”
“ในระหว่างที่เขาแชร์ เราก็เกิดคำถามขึ้นในหัวว่า หรือจริงๆ แล้วอาชีพทนาย พวกศีลธรรม-จรรยาบรรณในหน้าที่จริงๆ มันคืออะไรอะไร?”
“นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เราค่อยๆ พัฒนาสิ่งนี้ขึ้นมา จากนั้นขอทำรีเสิร์ชคุยหลายๆ คน ก็ลามไปถึงผู้พิพากษา ไปถึงอัยการ ตำรวจ นักการเมืองคนที่ออกกฎหมาย เลยมีโอกาสได้นำเสนอความคิดกับทาง Netflix จะทำซีรีส์ทนายที่มีความซีเรียส โดยใช้เวลารีเสิร์ชใช้เวลาเก็บเคสยาวนานมาก ในขั้น Develop ตั้งแต่เริ่มต้นที่มีไอเดียนี้ ก็ใช้เวลา 6-7 ปี”
“ส่วนตัวผมคิดว่าทุกคนในประเทศต้องเคยได้รับรู้ รู้สึกถึงความไม่ยุติธรรมบางอย่างกับกระบวนการยุติธรรม มันต้องมีกันบ้างอยู่แล้ว ผมอาจจะโดนในช่วงนั้นที่เป็นช่วงเป็นคนในครอบครัว แต่หลังจากนั้น หลังจากที่เราเริ่มทำรีเสิร์ช เราได้เห็นว่ามันยังมีเคสอื่นๆ ที่เขาหนักกว่าเรามากๆ”
“ซึ่งพอบทมันถูกพัฒนามาหลายปี และความสนใจของผมคือเรื่องกระบวนการยุติธรรม ส่วนใหญ่จะพบว่ามันจะไปตกอยู่กันคนชายขอบ คนไม่มีเงิน ความไม่ยุติธรรมต่างๆ ที่รู้สึกว่าเขาไม่ได้รับสิทธิ์หรือความยุติธรรม”

“คำถามเหล่านี้มันเริ่มตั้งแต่ตอนสมัยผมเรียนได้เคยมีโอกาสไปทำสารคดีเกี่ยวกับแรงงานข้ามชาติในจังหวัดหนึ่ง เราก็เห็นชีวิตเขาที่ไม่สามารถเข้าถึงกฎหมายได้ โดนเอารัดเอาเปรียบ แล้วเรามีน้องในทีมเขียนบทที่อินเรื่องนี้ก็ไปรีเสิร์ชเพิ่ม ก็เห็นว่าสิ่งเหล่านี้มันยังมีอยู่ มันไม่ได้หายไป ไม่ได้ถูกแก้”
“แม้ดูเหมือนว่ามันจะดีขึ้น แต่ประเด็นที่เราเลือกทำกับประเด็นทางกฎหมายเนื่องจากเราใช้เวลาหลายปีในการสร้าง เราจึงคิดว่าเมื่อถึงเวลาที่เราออนแอร์แล้ว มันจะเป็นประเด็นที่เรารู้สึกว่ายังไม่ถูกแก้ไขหรอก ยังเป็นอยู่แบบนี้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังเป็นอยู่อย่างนั้น”
ด้าน ไก่ ณฐพล บุญประกอบ ผู้กำกับ เล่าถึงประสบการณ์ในกระบวนการยุติธรรมไทย ก่อนที่จะทำเรื่องนี้ ผมเองมีประสบการณ์ขึ้นศาล แต่เป็นในฐานะผู้สังเกตการณ์ในคดีที่เราติดตามอยู่ ซึ่งgป็นคดีที่เป็นเกี่ยวข้องกับประเด็นทางสังคม ที่เราไปตามดู ประสบการณ์ที่ได้รับนอกเหนือจากการเข้าไปสัมผัสในศาลจริงๆ จากเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมที่เรารู้สึกตัวเราเกิดคำถามว่าในใจว่า “ทำไมตามcommonsense สิ่งนี้มันควรจะถูก แต่มันดันถูกตัดสินว่าผิด และทำไมสิ่งนี้ที่มันผิดแต่ มันกลายเป็นถูกหรือว่าสิ่งนี้มันถูก “ห้ามพูดโดยกฎหมาย” หรือสิ่งไหนเมื่อถูกพูดแล้วกลับมีการถูกฟ้องร้อง จากผู้มีอำนาจที่มากกว่า แล้วไม่มีกลไกของรัฐในการปกป้องคุ้มครองเรา เรื่องรางเหล่านี้มันสะสมมาเรื่อยๆ ในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว พอได้มาทำซีรียส์เรื่องนี้ ผมก็รู้สึกConnectได้ไม่ยากเลย เพราะเป็นประเด็นที่ผมอินส่วนตัวอยู่แล้ว
และส่วนตัวไม่ได้กลัวไม่กังวลในการจะเล่าถึงคนชายขอบ คนต่างด้าว เพราะรู้อยู่แล้วตั้งแต่ตัดสินใจจะทำเรื่องนี้ว่าหลังจากออนไปมันจะเกิดบทสนทนาที่กว้างขวาง จะมีรถทัวร์หรือไม่อย่างไร ผมมองว่าเป็นเรื่องดี สุดท้ายแล้วการวิพากษ์วิจารณ์ไม่ว่าจะในตัวซีรียส์เองจะวิพากษ์วิจารณ์คนทำจะวิพากษวิจารณ์ประเด็นที่เกิดขึ้นในซีรีส์ มันเป็นจุดประสงค์ตั้งต้นของเราอยู่แล้ว เราไม่ได้ทำมาเพื่อให้บอกว่าหนังของพวกเราดี ห้ามว่าห้ามวิจารณ์ ไม่เลย เพราะประเด็นที่ยกขึ้นมานี่คือพร้อมให้เกิดการถกเถียงอย่างเต็มที่
ส่วนใหญ่ข่าวที่เกิดขึ้นในบ้านเรา เขาอาจจะมีประสบการณ์ส่วนตัวเกี่ยวกับแรงงานต่างหน้าหรือว่าเรื่องราวต่างๆที่แล้วก็เกิดอคติหรือว่าความไม่เข้าใจ ซึ่งมันเกิดจากความไม่เข้าใจ มันไม่ใช่เรื่องผิดหรอก มันเกิดการเรียนรู้ได้ คนดูอาจจะเริ่มต้นจากความไม่เข้าใจหรือไม่รู้ หรือมีอคติก็ตาม ไม่ใช่เรื่องผิด เพราะว่าความมหัศจรรย์ของหนังหรือซีรีส์ด้วยความเป็นฟิกชัน มันจะทำให้อย่างน้อยผู้คนได้ลองทำความเข้าใจ “ชีวิตนึง” หรือ2-3ชีวิตก็ตามที่เป็นแรงงานต่างด้าวที่เขาประสบพบเจอชะตารรมแบบที่เกิดขึ้นในซีรีส์ แล้วถ้าอย่างน้อยที่สุด เขาอาจรู้สึกว่าพวกเขาไม่ได้ต่างจากเรา เพราะว่าตอนผมทำ พวกผมก็ไม่ได้รู้สึกตัวละครต่างด้าวในเรื่อง เขาไม่ได้มีความแตกต่างจากเรา เขามีอารมณ์ความรู้สึก ความคิดถึง ความรัก ความกลัวที่เกิดขึ้นภายในเรื่องราว มันเป็นสิ่งที่เรามีร่วมกันในฐานะมนุษย์มากๆ แล้วผมว่า ถ้าformatที่เราทำงานอยู่ มันสามารถจะนำพาหรือเชื้อเชิญให้คนดูเข้ามามีประสบการณ์เหล่านี้ได้แล้วเกิดความเข้าใจเปิดประตูให้กว้างขึ้นในใจ อันนี้คือสิ่งที่เราคาดหวังเลยครับ
ด้านหญิง รฐา โพธิ์งาม ผู้รับบททนายจิตตรี เล่าว่า บทนี้ถือเป็นของขวัญในชีวิตการแสดงมาก ในฐานะที่เราเป็นคนที่ถูกสอนมา แม่เราสอนมาไม่ให้ออกนอกลู่นอกทางมากนัก ในขณะที่จิตตรีคือไปทุกทาง ความมีศีลธรรมของเขาน้อยมาก ด้วยความที่เขาต้องการที่จะเอาชนะ เลยรู้สึกว่ามันเป็นตัวละครที่มันมีมิติมาก
ในฐานะนักแสดงเป็น once in a lifetime ไม่รู้ว่าอนาคตจะบทที่ดีๆ แบบนี้มาอีกไหม เลยรู้สึกว่าได้ของขวัญ
สำหรับตัวจิตตรี คือตัวละครที่มันค่อนข้าง dark สิ่งหนึ่งที่มันจำเป็นเลยคือ เราต้องเข้าใจความรู้สึกเจ็บปวดของเขาก่อนว่าเขาผ่านอะไรมา เวลาดูตัวละคร ต่อให้มันถูกวางไว้ว่าเป็นตัวร้าย เราต้องรู้ก่อนว่าทำไมเขาถึงเป็นเช่นนั้น
หญิงไม่เคยมองตัวละครที่เล่นว่าไม่ดี จะเชื่อเสมอว่ามันต้องมีเหตุทำให้เขาเป็นคนแบบนี้ หรือคิดแบบนี้
ดังนั้น จิตตรีมีเหตุผลเยอะมากในการที่เขาจะเทิร์นมาเป็น “ปีศาจ” มันต้องมากถึงขั้นที่ทำให้เขาไม่ได้เชื่อมั่นในระบบยุติธรรมเลย เอาแค่การเดินเข้าไปในศาลมันยังไม่อยากรวบผมเลย คือมันไม่ได้รู้สึกว่าต้องทำอะไรให้ถูกทำนองคลองธรรมขนาดนั้น
จากสิ่งที่เขาเจอมา สิ่งที่เขาถูกพรากไป ในความรู้สึกตัวหญิงมันก็ยากที่เราจะตัดความเป็นศีลธรรมทั้งหมดแล้วเป็นตัวละครตัวนี้ให้ได้ เพราะตัวหญิงเป็นคนสวดมนต์นั่งสมาธิ เรามีความเชื่อในเรื่องของการทำดีหรือคิดดีอยู่ค่อนข้างเยอะ ถึงแม้ว่าเราจะมีไม่ดีบ้าง แต่ว่าเราก็ยังมีมวลความรู้สึกนี้อยู่ การที่จะไปเป็นจิตตรีมันต้องแทบไม่เหลือมวลอะไรแบบนี้ ต้องกลายเป็นความเชื่อแค่ว่าจะเป็นนักสู้ ต้องชนะ บางอย่างมันมีความเป็นฮีโร่ในตัวของมันเอง
เลยรู้สึกว่าเฮ้ยตัวละครตัวนี้มันท้าทายมาก คำว่าปีศาจสำหรับเรามันน่าสงสาร มันเป็นความรู้สึกที่โดดเดี่ยวมากเลย
ด้าน ณัฏฐ์ กิจจริต นักแสดงนำที่รับบท “เมฆ” บอกว่า “ผมคิดตามไปว่า ถ้าเกิดได้เจอคนแบบจิตตรีในชีวิตจริง ผมจะรู้สึกอะไร”
“อยู่ๆ ผมนึกถึงหลายๆ คนเลยในข่าวที่ผ่านๆ มาในประเทศ ที่แบบว่าใช้การแหกกฎเพื่อเป็นการแสดงออกในเรื่องที่เขาไม่รู้จะไปแสดงออกที่ไหน”
“แล้วหลายๆ ครั้ง เวลาเราเห็นหรือเราได้ยินข่าวแบบนี้ เราดันหลุดไปอยู่ในกลุ่มที่ไม่รู้จะทำยังไง ไม่รู้ว่าจะแสดงออกยังไง ไม่รู้ว่าเราเห็นแก่ตัวหรือเปล่าที่ไม่แสดงออกด้วยซ้ำ แล้วมันก็เห็นโดยเฉพาะกับเจนใหม่ๆ เจนที่เด็กกว่าเรา”

“ทางเลือกในการสื่อสารแบบนี้เราก็เห็นมากขึ้น หลังผ่านการเล่นซีรีส์เรื่องนี้ ผมเห็นด้วยนะว่าคงอยากให้มีคนเข้าไปกอด (จิตตรี) มากขึ้น ไม่ว่ามันจะไปทางไหน”
“ผมคิดว่าการที่เขา (จิตตรี) เลือกช้อยส์แบบนี้ เขารู้กติกาศาลอยู่แล้ว แต่เขาก็ยังเลือกสื่อสารแสดงออกแบบนี้ เขารู้อยู่แล้วจะได้รีแอ๊กชั่นจากสังคมแบบไหน แปลว่าข้างในเขาต้องตั้งมั่นมาแล้วจากบ้านประมาณหนึ่ง”
“และหลายๆ คนที่แสดงออกเชิงสัญลักษณ์ในสังคมบ้านเรา ข้างในเขาก็คงตั้งมั่นมาแล้วประมาณหนึ่ง ผมก็หวังว่ายังไหวในสิ่งที่ตัวเองเลือก แล้วถ้าเจอก็กอดเขาเยอะๆ”
