กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 5) : เรื่อง บรรทัดฐานคำตัดสินศาลโลก | สุรชาติ บำรุงสุข
จดหมายฉบับนี้ ผมอยากจะขออนุญาตนำเรียนท่านนายกฯ ในประเด็นหลักที่เป็นผลจากคำตัดสิน 2505 กล่าวคือ ศาลโลกมีมุมมองต่อการจัดการปัญหาข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดนอย่างไร
ประเด็นที่อยากจะขอเริ่มเพื่อให้ท่านนายกฯ เห็นมิติสำคัญจากคำตัดสินศาลโลก 2505 และที่ต้องขอยกเรื่องนี้ขึ้นมาเป็นประเด็นก่อน ก็เนื่องจากโดยทั่วไปแล้ว ในสังคมไทยนั้น แทบจะไม่มีใครย้อนกลับไปอ่านคำตัดสินดังกล่าวอีกแต่อย่างใด ซึ่งอาจจะเพราะ “คดีปราสาทพระวิหาร 2505” มีอายุยาวนานถึง 64 ปีแล้ว
แต่ด้วยความเป็น “รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย” นั้น จะไม่อ่าน หรือไม่รับรู้เรื่องราวของคำตัดสินศาลโลก 2505 ย่อมไม่ได้ เพราะคำตัดสินดังกล่าวมีส่วนชี้ชัดว่า สนธิสัญญาและแผนที่ปักปันแนบท้ายคือ ปัจจัยชี้ขาดเส้นพรมแดนของสยาม/ไทยกับรัฐเพื่อนบ้าน ที่มีสถานะเป็น “รัฐผู้สืบสิทธิ” จากเจ้าอาณานิคม
อย่างไรก็ตามในกรณีนี้ ผมคิดว่า คำตัดสินกลางในปี 2505 นั้น มีข้อความที่สำคัญที่สุดสำหรับการพิจารณาถึงปัญหาข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน และทั้งยังมีนัยกับความขัดแย้งของรัฐอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคตอีกด้วย
คำพิพากษาในคดีนี้ กล่าวว่า “ถ้าเส้นเขตแดนที่กำหนดขึ้นไว้อาจมีทางโต้แย้ง หรือเรียกร้องให้มีการแก้ไขได้ทุกขณะ และโดยอาศัยกรรมวิธีที่มี เมื่อพบว่ามีความไม่ถูกต้องตามข้อความในสนธิสัญญาที่ให้กำเนิดเขตแดนนั้น กรรมวิธีเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้เรื่อยไปโดยไม่มีที่สิ้นสุด และไม่อาจมีการตกลงให้เป็นที่สุดได้ ตราบใดที่ยังมีข้อผิดพลาดที่อาจพบได้อีก เส้นเขตแดนเช่นนี้นอกจากจะไม่มั่นคงถาวร ยังเป็นการเสี่ยงอย่างมากด้วย” (ข้อความในเครื่องหมายคำพูดมาจากคำพิพากษาศาลโลก 2505)
ข้อความของศาลโลกเช่นนี้มีความชัดเจนในตัวเองว่า เวทีโลกไม่ต้องการให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดนเกิดขึ้นอย่างไม่มีจุดจบ เพียงเพราะผู้นำรัฐเชื่อเอาเองว่า เอกสารเดิมมีความผิดพลาด ทั้งที่มีการรับรองด้วยการให้สัตยาบันเอกสารระหว่างผู้แทนของรัฐทั้ง 2 ฝ่ายไปแล้วในอดีต
อีกทั้ง ถ้าศาลโลกจะอนุญาตให้ทำเช่นนั้นได้จริงแล้ว ก็จะเกิดความเปลี่ยนแปลงของเส้นเขตแดนระหว่างประเทศไปแบบไม่จบ หรือนำไปสู่การมีข้อพิพาทแย่งชิงดินแดนในบริเวณชายแดนแบบไม่สิ้นสุด จนทำให้ข้อพิพาทเรื่องเส้นเขตแดนกลายเป็นจุดกำเนิดของสงครามระหว่างรัฐเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งท่านนายกฯ จะเห็นได้ชัดในกรณีนี้ว่า คำตัดสินคือ ศาลไม่ต้องการทำให้ชายแดนเกิดสภาวะสงคราม
ฉะนั้นศาลโลกจึงอธิบายเพิ่มเติมอย่างชัดเจนอีกว่า การทำความตกลงเรื่องเส้นเขตแดนก็ “เพื่อจะทำให้สถานะความตึงเครียดหมดสิ้นไป และเพื่อให้ได้มาซึ่งเสถียรภาพทางเขตแดนโดยถือความแน่นอน และเป็นที่ยุติกันได้เป็นมูลฐาน” (ข้อความมาจากคำพิพากษาศาลโลก 2505)
ผลจากคำตัดสินเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่าโดยนัยของปัญหาแล้ว การทำความตกลงเรื่องเส้นเขตแดนที่สิ้นสุดไปแล้วด้วยการให้สัตยาบันในสนธิสัญญาและแผนที่ปักปันนั้น มีวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนในการยุติความขัดแย้งระหว่างรัฐ ไม่ใช่เป็นกระบวนการสร้างความขัดแย้ง เพื่อทิ้งให้เป็นมรดกไว้สำหรับคนรุ่นหลังในอนาคต
ดังนั้น ในทางกลับกัน คำตัดสินนี้คือ การยืนยันของศาลโลกที่ต้องการคง “สถานะเดิม” ของเส้นเขตแดน (status quo) เนื่องจากสถานะเช่นนี้ถูกกำหนดจากสนธิสัญญาและแผนที่ปักปันแนบท้าย ที่ทั้ง 2 รัฐได้ดำเนินการ จนบรรลุผลอย่างเป็นรูปธรรมในการให้กำเนิดเส้นเขตแดนของรัฐสมัยใหม่
แม้เมื่อเวลาผ่านไปอาจจะเกิด “ความไม่ชัดเจน” จากเหตุผลบางประการและปัจจัยต่างๆ โดยเฉพาะผลของความเปลี่ยนแปลงในทางธรรมชาติ เช่น ความเปลี่ยนแปลงทางธรรมชาติอาจส่งผลกระทบต่อเส้นสันปันน้ำ เป็นต้น แต่ท่านนายกฯ คงตระหนักดีว่า ความไม่ชัดเจนเช่นนี้อาจจำเป็นต้องพึ่งพากลไกการเจรจาทางเทคนิคให้ชี้ขาด (เวทีการประชุม JBC) ที่จะช่วยทำให้เกิดความชัดเจนของแนวเส้นดังกล่าว ซึ่งผลที่ตามมาในทางภูมิรัฐศาสตร์คือ การทำให้เกิด “ความแน่นอน” ของเส้นเขตแดน ดังที่ศาลโลกได้กล่าวไว้ในปี 2505 นั่นเอง
ผลจากคำตัดสินเช่นนี้ ย่อมเท่ากับเป็นสัญญาณบอกเราในอีกทางหนึ่งว่า สนธิสัญญาและแผนที่แนบท้ายคือ ปัจจัยสำคัญที่จะใช้ในการแก้ไขปัญหาข้อพิพาท และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม เส้นเขตแดนก็จะอยู่ในแนวเดิมของการกำหนดตามที่ปรากฏในแผนที่ปักปัน ดังเช่นที่ทำมาแล้วในอดีต
หากมีปัญหาหรือข้อพิพาทเกิดขึ้น ก็สามารถที่จะใช้สนธิสัญญาและแผนที่ปักปันที่ได้รับการให้สัตยาบันเป็นเอกสารอ้างอิงในการดำเนินการในเรื่องนี้ (โดยไม่ต้องคำนึงว่าแผนที่นี้จะมีมาตราส่วนเท่าใดก็ตาม) แต่หากรัฐตัดสินใจใช้กำลังในการเป็นเครื่องมือในการแก้ไขข้อพิพาทแล้ว แม้จะได้ดินแดนที่เป็นปัญหาไว้ในความครอบครอง แต่สุดท้ายก็จะต้องนำไปสู่การชี้แนวเส้นเขตแดนที่ชัดเจน
ปัญหาเช่นนี้อาจไม่ต่างจากปัญหาข้อพิพาทเรื่องแนวรั้วของบ้านของบุคคลภายในรัฐ ที่ข้อพิพาทดังกล่าวย่อมจะต้องจบลงด้วยการทำ “รังวัดที่ดิน” ฉันใดฉันนั้น
ฉะนั้น รัฐบาลไทยจึงควรต้องระมัดระวังและรอบคอบในเรื่องนี้ ที่จะต้องไม่มีศาลโลกในรอบที่ 3 เป็นอันขาด เพราะผลที่เกิดจากคำตัดสินของศาลในรอบที่ 2 ในปี 2556 นั้น จนถึงปัจจุบันก็ยังไม่สามารถหาผู้รับผิดชอบได้จริง เนื่องจากคำตัดสินครั้งนั้น มีนัยต่อสถานะด้านดินแดนของประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เป็นแต่เพียงยังไม่เคยมีการถกแถลงเรื่องนี้อย่างจริงจัง ด้วยเหตุผลเช่นนี้ รัฐบาลไทยจะต้องไม่สร้างเงื่อนไขที่ทำให้ไทยตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบเสียเองทั้งในทางการเมืองและกฎหมาย เพียงเพราะความเชื่อมั่นในอำนาจทางทหาร
ที่ผมต้องขออนุญาตกล่าวเช่นนี้กับท่านนายกฯ เป็นเพราะเราคงต้องยอมรับว่า ไทยไม่ใช่รัฐมหาอำนาจใหญ่ที่จะสามารถครอบครองดินแดนได้เกินกว่าแนวเส้นเขตแดนตามที่ปรากฏในแผนที่ปักปัน และภายใต้หลักการเดียวกันนี้ ไทยก็จะไม่อนุญาตให้รัฐเพื่อนบ้านครอบครองดินแดนเกินกว่าพื้นที่ที่กำหนดไว้ในข้อตกลงทางกฎหมายเดิม
ดังนั้นจึงมีนัยว่า ไทยอาจจะต้องทำให้เกิด “ความชัดเจน” ทั้งในทางภูมิศาสตร์และในทางกฎหมาย ซึ่งก็จะต้องดำเนินการด้วยการเจรจาผ่านเวที JBC ดังที่ได้เรียนท่านนายกฯ ในจดหมายฉบับก่อนแล้วว่า การประชุม JBC จะเป็นเวทีสำคัญในการก่อให้เกิด “ความชัดเจน” ของเส้นเขตแดน โดยไม่จำเป็นต้องใช้สงครามตัดสิน
สุดท้ายนี้ ต้องกราบเรียนท่านนายกฯ ด้วยความจริงใจว่า จดหมายนี้ไม่มีเจตนารมณ์ทางการเมืองแอบซ่อนแต่ประการใดทั้งสิ้น หากแต่จัดทำขึ้นด้วยความห่วงใยสถานการณ์ความมั่นคงชายแดนไทยว่า การเจรจาปัญหาความขัดแย้งไทย-กัมพูชายิ่งนานวันขึ้น ยิ่งมีทั้งความยุ่งยาก และซับซ้อนมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
ดังนั้น ผมจึงขออนุญาตฝากประเด็นบรรทัดฐานจากคำตัดสินของศาลโลก เป็นข้อพิจารณาในสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อที่ไทยจะต้องไม่ตกอยู่ในสภาพบังคับให้ต้องไปศาลโลกอีกในปี 2569 ครับ
