มนัส สัตยารักษ์ : ขยันจน “งานเข้า” ใครต่อใครในครั้งนี้โดยทั่วหน้ากัน

สมาคมผู้สื่อข่าวและช่างภาพอาชญากรรมแห่งประเทศไทย ให้ฉายา พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. ว่า “น.1 บึ่งทุกที่” ตรงตามการปฏิบัติหรือสเป๊กของท่าน ถ้าถามผมว่าใช่ไหม ผมจะยอมรับทันทีว่าใช่
แต่ถ้าถามว่าเหมาะสมไหม ผมอาจจะไม่เห็นด้วย เพราะบท “บึ่งทุกที่” นี่เป็นบทของตำรวจระดับสารวัตร ไม่ใช่ระดับผู้บัญชาการ
ดังนั้น ถ้าให้ผมตั้งฉายา น.1 ท่านนี้ ผมจะตั้งว่า “สารวัตรกรุงเทพฯ” ครับ
ผมรู้และเข้าใจบทนี้อย่างซาบซึ้ง ด้วยว่าเคยรับบท “สารวัตร” มาหลายท้องที่เป็นเวลาหลายปี เป็นสารวัตรที่ไม่ขยันอย่างคุณศานิตย์ และถูกตำหนิเป็นรายวัน
ผมแน่ใจว่า ถ้าให้ผมเป็น น.1 อย่างคุณศานิตย์ มหถาวร แย่งงานของลูกน้องระดับหัวหน้าสถานีมาทำทั้งวัน เป็นข่าวออกสื่อ ออกทีวี แล้วได้นอนวันละ 3 ชั่วโมง ผมขอประกาศดังๆ ว่าขอปฏิเสธ เพราะผมไม่สามารถเสียสละถึงปานนั้นได้
อย่างไรก็ตาม ถ้ามีเงินจากบริษัทเอกชนจ่ายค่า “ที่ปรึกษา” ให้ผมเดือนละ 50,000 บาท ผมขอศึกษาดูก่อนว่ารับเงินแบบนี้ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เป็นผลประโยชน์ทับซ้อนหรือไม่ บริษัทเอกชนทำอะไร และที่ปรึกษาต้องทำอะไรบ้าง เบียดบังเวลาราชการหรือไม่ จ่ายภาษีกันอย่างไร ฯลฯ และสุดท้ายขอพิจารณาไตร่ตรองดูก่อนว่าผิดจริยธรรมหรือไม่
ถ้าพ่อยังมีชีวิตอยู่ผมจะถามพ่อก่อนว่าเงินนี้เป็นลาภอันควรได้หรือไม่? ผมต้องถามคนมือสะอาดรุ่นโบราณ เพราะคนรุ่นผมชักจะสับสนกับมาตรฐานของจริยธรรมเสียแล้ว
ก่อนจะเป็นสารวัตร นายตำรวจโบราณสมัยผมเป็นหนุ่มต้องเข้ารับการฝึกอบรมในหลักสูตร “สารวัตร-ผู้บังคับกอง” ก่อนจะเลื่อนตำแหน่ง หลักสูตรนี้ก็เท่ากับเรียนการเป็นหัวหน้าคนชั้นแรกสุด ก่อนจะได้เขยิบขึ้นเป็น “สารวัตรใหญ่” หรือ “ผู้กำกับการ” หรือเป็นหัวหน้าหน่วยในเวลาถัดไป
มีนายตำรวจที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงในการรับราชการระดับหัวหน้าหน่วยได้รับเชิญมาเป็นอาจารย์บรรยายเกี่ยวกับการเป็นผู้นำหน่วย ผมจำชื่อหัวข้อที่บรรยายไม่ได้ จำได้แต่เนื้อหาว่ามุ่งเน้นในเรื่องการใช้จิตวิทยาในการปกครองบังคับบัญชา
“อย่าทำลายความรู้ความสามารถและความคิดของเขา”
อาจารย์ยกตัวอย่างจากประสบการณ์สมัยที่ท่านเป็นสารวัตร์ใหญ่… เมื่อมีเหตุการณ์เกิดขึ้น ถ้าไม่ใช่เหตุอาชญากรรมอุกฉกรรจ์หรือเหตุร้ายแรง เป็นต้นว่าอุบัติเหตุรถยนต์เฉี่ยวชนกัน บุคคลทะเลาะวิวาทเป็นปากเสียงกัน ฯลฯ เป็นต้น
ถ้าเห็นว่ามีร้อยเวรหรือพนักงานสอบสวนเข้าไปในที่เกิดเหตุแล้ว ห้ามสารวัตรเข้าไปอีกเป็นอันขาด ถ้าอยากจะมองก็ควรลอบมองอยู่ห่างๆ
อาจารย์ใช้คำว่า “ห้าม” ก็เพราะเห็นว่าถ้าสารวัตรเข้าไปร้อยเวรจะ “หยุด”
และถ้าสั่งการหรือแนะนำสั่งสอนคนกำลังทำงานก็เท่ากับเป็นการทำลายความเชื่อมั่นในตัวเองของเขาอย่างสิ้นเชิง มองในแง่ร้ายก็อาจจะกล่าวได้ว่าฉีกหน้าร้อยเวรต่อหน้าคู่กรณีและบรรดาไทยมุงทั้งหลายทีเดียว
มีคำถามจากนายตำรวจนักเรียนว่า ถ้าเราจะตรวจสอบว่าเหตุที่เกิดขึ้นได้ดำเนินการไปถึงไหนและลงเอยอย่างไร เราจะถามใคร
อาจารย์ตอบว่า โรงพักที่ดีนั้นเหมือนมี “ปุ่ม” ให้กดถามได้ตลอดเวลา นั่นหมายความว่าเรามีข้อมูลและมีระบบสื่อสารข้อมูลที่สะดวกรวดเร็วนั่นเอง
คําสอนของอาจารย์ผู้บรรยายตรงกันข้ามกับค่านิยมของตำรวจนครบาลยุคนั้น (และอาจจะถึงขั้นขัดแย้งรุนแรงกับยุคนี้) เพราะนายตำรวจที่จะพบความก้าวหน้าในราชการได้ต้องรู้ทุกเรื่องในท้องที่รับผิดชอบ สามารถตอบคำถามได้ทุกข้อ ใครตอบคำถามไม่ได้ ต้องกดปุ่ม ถือว่าผู้นั้นไร้ประสิทธิภาพ
ผมเป็นสารวัตรนครบาลที่ถูกผู้บังคับบัญชาตำหนิที่ไม่แต่งเครื่องแบบไปในที่เกิดเหตุเพลิงไหม้ ผู้บังคับบัญชาไม่รับรู้ที่ผมไปถึงที่เกิดเหตุอย่างรวดเร็ว ได้อำนวยการดับเพลิงจนสามารถควบคุมไว้ได้ก่อนลุกลามเสียหาย
เป็นสารวัตรที่ถูกผู้บังคับบัญชาเขียนตำหนิไว้ในสมุดตรวจ (ให้ตำรวจทั้งโรงพักเปิดอ่านได้ตลอดเวลา) ว่า สารวัตรทั้งหลายไม่มีใครอยู่บนโรงพักเมื่อมาตรวจ
เป็น สวญ. ซึ่งถูกผู้บังคับบัญชาตำหนิที่ไม่ไปดูที่เกิดเหตุขี้ยาตกคูน้ำเสียชีวิต
คำสอนของอาจารย์ในหลักสูตร สารวัตร-ผบ.กอง ไม่ผิด ที่ผิดคือค่านิยมของตำรวจนครบาลซึ่งการแข่งขันสูงเสียจนต้องขยันแสดงผลงานโดยผ่านสื่อมวลชน
ตัวอาจารย์เองต่อมาเติบโตเป็นผู้บัญชาการตำรวจภูธรและก้าวขึ้นสู่ชั้นบริหารระดับสูง จนเป็นรองอธิบดีและเป็นแคนดิเดตในตำแหน่งอธิบดีโดยไม่ต้องเป็นข่าวออกทีวี แต่ท่านได้แสดงความ “พอเพียง” โดยแจ้งความประสงค์สละสิทธิ์ไว้ล่วงหน้ากับรองอธิบดีท่านอื่นที่กำลัง “ลุ้น” กันอยู่ในสนามแข่งขันผลงาน
ทั้งนี้เพราะอาจารย์พอใจกับความสงบสุขในสองปีสุดท้ายของชีวิตราชการ และหวังจะมีแต่ความสงบสุขหลังเกษียณอายุในฐานะที่ไม่เป็นศัตรูกับใครอีกด้วย
ผมไปกินข้าวกับเพื่อนที่เป็นนายพลและผ่านการเป็นหัวหน้าหน่วยระดับสูงมาก่อนหลายท่าน ผมไม่อยากเริ่มเรื่อง “ค่าที่ปรึกษา” ให้เป็นที่ระคายเคืองใจกัน ได้แต่รอฟังว่าจะมีใครหลุดปากพูดออกมาก่อนก็รอไม่ไหว จนต้องเอ่ยปากถามกันตรงๆ
มีคำตอบหลากหลายไปคนละทาง-สองทาง ผิดและไม่ผิด? มีกฎหมายหรือระเบียบข้อบังคับหรือไม่มี? รัฐวิสาหกิจบางอย่างจะตีความว่าเป็น “ราชการ” หรือเป็น “เอกชน” เป็นลาภที่ควรได้หรือมิควรได้? ถ้าจะขุดคุ้ยกันต้องย้อนไปตรวจสอบการชำระภาษี
อย่าว่าแต่มาตรฐานจริยธรรมสับสนเลยครับ แม้แต่ข้อบังคับและกฎหมาย (ที่มองเห็นและจับต้องได้) ก็ยังสับสนจนขัดแย้งกันเอง
หันไปฟังจากผู้รู้-ผู้เกี่ยวข้องโดยตรงกับงานนี้ เช่น ท่านวิชา มหาคุณ อดีตกรรมการ ป.ป.ช. และ รองโฆษก สตช. พล.ต.ต.ปิยะพันธ์ ปิงเมือง ก็ดูเหมือนว่ามาจากคนละมุมโลก
ผมหวังว่า “งานนี้” จะต้องสอบสวน ทบทวน อะไรคืออะไร ไล่เบี้ย เรียกคืน แล้วล้อมคอกกันใหม่
ในฐานะที่อิจฉาริษยาบรรดาข้าราชการผู้ได้ลาภทับซ้อน และในฐานะที่สงสารประเทศชาติที่ถูกปล้นปีละมหาศาล ขอขอบคุณต่อ น.1 คนขยัน ที่ขยันจน “งานเข้า” ใครต่อใครในครั้งนี้โดยทั่วหน้ากัน
