คดีความ เรื่องโลก โลกุตตรธรรม โลกุตตรภูมิ ความเป็น เจ้าโลก

คําว่า “โลก” จากมุมมองของท่านพุทธทาสภิกขุตามแนวแห่งพระพุทธศาสนา จึงเป็น “โลก” ทั้งทรงความหมาย และไร้สาระ
จากที่ปรากฏผ่าน “ธรรมถึงคน คนถึงธรรม”
คำว่า “โลกนี้” ก็คือ สิ่งต่างๆ ที่ปรากฏชัดแก่มนุษย์ หรือเป็นวิสัยของมนุษย์ทั่วๆ ไป
จากที่ปรากฏผ่าน “ตุลาการิกธรรม” เมื่อเอ่ยถึง “โลกธรรม” แปลว่า สิ่งที่ต้องมีอยู่ในโลกหรือสิ่งที่ต้องมีอยู่เป็นธรรมดาสามัญในโลก
เป็นคำสมาสคำเดียว มีเสียงอ่านว่า “โลกะธรรม” คือธรรมประจำโลก หรือธรรมะของโลก ไม่ใช่โลกและธรรม
จากที่ปรากฏผ่าน “สุญญตาปริทรรศน์” เมื่อเอ่ยถึง “โลกวิทู” แปลว่า รู้แจ้งโลก
คำว่า “โลก” ในที่นี้ หมายถึงความทุกข์ โลกคือความทุกข์ พระพุทธเจ้ารู้แจ้งโลก โลกคือความทุกข์ แล้วมีเรื่องโลก เรื่องเหตุให้เกิดโลก เรื่องทางให้ถึงความดับสนิทของโลก
ทั้ง 4 อย่างนี้รวมอยู่ในร่างกายที่ยาวประมาณวาหนึ่ง ที่ยังเป็นๆ อยู่
จากที่ปรากฏผ่าน “เรื่องเกี่ยวกับการปฏิบัติธรรม” เมื่อเอ่ยถึง “โลกามิส” (โลก+อามิส) เหยื่อโลก
หมายถึง วัตถุหรือภาวะที่เป็นความเย้ายวนของโลก ที่มีไว้สำหรับยั่วหรือล่าสัตว์ให้หลงติดอยู่ในโลก ไม่ลืมหูลืมตาต่อการก้าวขึ้นพ้นจากวิสัยโลก
เป็นเรื่องโลกอย่างแน่นอน ทั้งโลกในทางวัตถุ โลกในทางความคิด
ขณะเดียวกัน ปีเตอร์ เอ. แจ็กสัน ก็ยังทำหน้าที่สังเคราะห์ วิเคราะห์ กระบวนการมองโลกของท่านพุทธทาสภิกขุต่อไป
ต้องอ่าน
สุนทร ณ รังสี กล่าวว่า
“โลกในคติทางพระพุทธศาสนาไม่ได้อยู่แยกต่างหากไปจากบรรดาสัตวะที่รับรู้ได้ ในทางกลับกัน ก็เป็นจริงเช่นนี้
“เมื่อบุคคลไม่ได้อยู่ในโลกเสียแล้ว โลกก็ไม่มีให้เขารับรู้ได้อีกเช่นกัน”
ดังนั้น เมื่อท่านพุทธทาสชี้ว่า โลกเป็น “ของว่าง” ท่านไม่ได้หมายความว่าโลกว่างเปล่าตามความหมายตรงไปตรงมา แต่ท่านหมายถึงว่า โลกเป็นอาณาของประสบการณ์ที่ว่างจากความยึดมั่นถือมั่นและไม่ก่อให้เกิดทุกข์
“โลกว่าง” คือ โลกที่บุคคลไม่เข้าไปยึดถือหรือปรารถนาอีกแล้ว
ท่านแสดงเรื่องนี้ไว้อย่างชัดเจนในข้อความต่อไปนี้คือ
“สุญญตาของพระพุทธเจ้า หมายถึงความว่าง หรือปลอดจากสิ่งใดๆ ที่คนเราอาจมีสิทธิเข้าไปยึดถือว่าเป็นองคภาวะ หรือตัวตนตามความต้องการของเรา
“พระพุทธองค์ตรัสว่า โลกเป็นของว่างเพราะโลกไม่มีสิ่งใดเลยที่เราอาจถือสิทธิเข้าไปยึดถือ
“เราจะต้องเผชิญกับโลกที่ว่างด้วยจิตที่ไม่ยึดติด”
สรุปแล้วคำที่ท่านพุทธทาสกล่าวว่า โลกเป็น “ของว่าง” นั้นไม่ใช่ข้อคิดเห็นเกี่ยวกับลักษณะของโลกภายนอก แต่เป็นคำสั่งสอนให้เราทราบถึงสถานะของจิตที่ไม่ยึดถือสิ่งใด ซึ่งคนเราควรจะพัฒนาขึ้นและดำรงไว้ทุกครั้งที่เราเข้าไปเกี่ยวข้องกับโลก
เพื่อที่เราจะได้ไม่เป็นทุกข์
จากนี้จึงนำไปสู่การทำความเข้าใจในเรื่อง “โลกิยธรรม” กับ “โลกุตตรธรรม” และ “โลกุตตรภูมิ” ในกระบวนการของท่านพุทธทาสภิกขุ
เริ่มจาก “กข กกา ของการศึกษาพุทธศาสนา” ต่อโลกิยธรรม คือ ธรรมะที่ประพฤติเป็นไปเพื่อประโยชน์ของโลก
ตามด้วย “โลกุตตรธรรม” อันปรากฏใน “โอสาเรตัพพธรรม”
โลกุตตรธรรม ธรรมที่เหนือโลก หรือพ้นโลก หรือภาวะของจิตที่อยู่เหนือโลก
ธรรมบรรยายเรื่อง “ความเป็นเจ้าโลก” จึงสะท้อนลักษณะแห่ง “โลกุตตรภูมิ” ตามความเข้าใจของท่านพุทธทาสภิกขุได้เป็นอย่างดี
นั่นก็คือ
สิ่งที่เรียกว่า “โลกุตตรภูมิ” เป็นสิ่งที่อาจกล่าวได้ว่า หาได้ในโลก หรือมีอยู่ในโลก ทั้งที่เป็นเรื่องเหนือโลก นอกโลก พ้นโลกโดยประการทั้งปวง
เพราะว่าข้อนี้ หมายถึงภูมิแห่งจิตใจ หรือสภาวะแห่งจิตใจของบุคคลที่มีความรู้สึกอยู่เหนือความครอบงำของโลก
คือ เหนืออิทธิพลของสิ่งที่มีอยู่ในโลกโดยประการทั้งปวง
จะจำแนกเป็น รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ก็ตาม จะจำแนกเป็น รูป เวทนา สัญญา สังขารหรือวิญญาณ ก็ตาม หรือจะจำแนกเป็นอะไรก็ตาม ล้วนแต่รวมเรียกว่าโลกหรือสิ่งที่มีอยู่ในโลก สิ่งเหล่านั้นจะไม่ทำให้เรายึดมั่นถือมั่นได้อีกต่อไป จะไม่มีอะไรมาล่อให้เรายึดมั่นถือมั่นได้อีกต่อไป
เพราะฉะนั้น จิตใจจึงไม่หวั่นไหวไปตามสิ่งเหล่านี้ นี่เรียกว่าโลกไม่อาจจะครอบงำบุคคลนั้นได้อีกต่อไป
สิ่งที่เรียกว่าโลกุตตรภูมิในอันดับแรกเป็นพระโสดาบัน แล้วเป็นพระสกิทาคามี พระอนาคามี และพระอรหันต์ ขึ้นไปตามลำดับ
