โลกร้อนเพราะมือเรา จับอุณหภูมิ “สวิส” ร้อนๆ ประกาศเซ็นสัญญาลดก๊าซประเทศแรกของโลก

ชาวลูเซิร์นไม่ได้เห็นปรากฏการณ์ “ไวต์คริสต์มาส” มานานหลายปีแล้วเพราะฤดูหนาวไม่ได้หนาวจัดเหมือนเช่นอดีต
หิมะที่เคยตกหนักๆ ถี่ๆ ตลอดเวลาทั้งกลางวันกลางคืน ลดจำนวนลง ปริมาณหิมะก็บางเบา
ภาพหิมะขาวโพลนปกคลุมยอดหลังคาโบสถ์ อาคารบ้านช่องหรือต้นสนสูงชันและถนนหนทาง ผู้คนต้องเดินย่ำหิมะสูงเกือบถึงเข่า วันนี้เป็นเพียงแค่ภาพจำ
เดือนธันวาคม อากาศในลูเซิร์นไม่ได้เย็นจัดถึงขั้นติดลบจนทำให้หิมะตกหนักๆ จนพูนหนาเหมือนวันเก่าๆ มิหนำซ้ำบางวันมีฝนตกทำให้เฉอะแฉะ
“ลูเซิร์น” เปลี่ยนไป เหมือนๆ กับอีกหลายแห่งในสวิส และไม่ได้แตกต่างไปจากพื้นที่อื่นๆ ที่เปลี่ยนแปลงเพราะสภาวะอากาศเปลี่ยนอันเนื่องมาจาก “โลกร้อน”
ถ้าเปรียบเทียบกับเมืองไทย
“ลูเซิร์น” ไม่มีหิมะตกหนักๆ ในหน้าหนาว
ส่วนบ้านเรา ในหน้าฝน ฝนที่เคยตกหนัก อยู่ๆ ก็หายไป เกิดเป็นภัยแล้งมาแทน
สํานักงานสิ่งแวดล้อมของสหพันธรัฐสวิส นำข้อมูลสภาวะภูมิอากาศตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 จนถึงปัจจุบันมาวิเคราะห์ ได้ข้อสรุปว่า ระหว่างปี พ.ศ.2407-2551 ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิตลอดทั้งปีของสวิสเพิ่มขึ้น 1.6 องศาเซลเซียส
ค่าเฉลี่ยเฉพาะในรอบ 100 ปี (ระหว่างปี พ.ศ.2452-2551) อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 0.12-0.19 องศาเซลเซียส
ในทศวรรษหลังๆ เมื่อย่างเข้าศตวรรษที่ 20 อุณหภูมิในสวิสเพิ่มสูงขึ้นจนเห็นได้ชัด
นักสำรวจของสวิส เจาะดินตัวอย่างบริเวณเทือกเขามองต์บลังก์ หรือที่เรียกกันว่า เฟรนซ์ เอลป์ ความสูง 4,240-4,300 เมตรเหนือระดับน้ำทะเลซึ่งมีสภาพอากาศเย็นจัด หิมะปกคลุมตลอดทั้งปี มาวิเคราะห์พบว่า ระหว่างปี พ.ศ.2443-2547 ระดับของอุณหภูมิมีค่าเฉลี่ยสูงขึ้น 0.14 องศาเซลเซียส
เช่นเดียวกันในบริเวณเทือกเขาเอลป์ ทางตะวันตกเฉียงเหนือที่มีระดับความสูงไม่มากอุณหภูมิสูงขึ้นเช่นกัน
ผลการสำรวจและวิเคราะห์ดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า อุณหภูมิไม่ได้ขึ้นกับระดับความสูง
เมื่อจำแนกเป็นรายภาค ค่าเฉลี่ยอุณหภูมิที่เพิ่มขึ้นนั้นมีความแตกต่างกัน แต่ไม่มากนัก
ในศตวรรษที่ 20 ทางภาคตะวันตกของสวิส อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 1.6 องศาเซลเซียส พื้นที่ติดกับเยอรมนี 1.3 องศาเซลเซียส ทางเทือกเขาเอลป์ตอนใต้ 1 องศาเซลเซียส
ส่วนเทือกเขาเอลป์ทางตอนเหนือของสวิส บางเดือนอุณหภูมิเพิ่มขึ้นผิดปกติ สูงกว่า 2 องศาเซลเซียส
ถ้าเปรียบเทียบกับค่าเฉลี่ยอุณหภูมิโลก นับตั้งแต่กลางทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา เทือกเขาเอลป์มีอุณหภูมิสูงกว่า 3 เท่าตัว
ฉะนั้น จึงไม่น่าแปลกใจว่า ในปี พ.ศ.2537, 2543, 2545 และปี 2547 อุณหภูมิของเทือกเขาเอลป์สูงขึ้นทำลายสถิติรอบ 500 ปี
นักวิเคราะห์ยังตั้งข้อสังเกตว่า ฤดูร้อนปี 2547 เกิดคลื่นความร้อนแผ่ทั่วภาคกลางของยุโรป ในช่วงเดียวกันนั้น พื้นที่ของสวิสที่ติดกับเทือกเขาเอลป์ทางตอนเหนือ อุณหภูมิในช่วงเดือนมิถุนายน-สิงหาคม พุ่งทะลุทำลายสถิติค่าเฉลี่ยปี พ.ศ.2407-2543
อุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นบนเทือกเขาเอลป์ ระหว่างทศวรรษที่ 1980 เชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เคลื่อนตัวของกระแสลมแอตแลนติกเหนือ หรือ NOA (North Atlantic Oscillation) ซึ่งมีอิทธิพลกับสภาวะอากาศในยุโรป รวมถึงเทือกเขาเอลป์
นักวิทยาศาสตร์ยืนยันว่า NOA สัมพันธ์กับปริมาณหิมะตกในยุโรปตะวันออกและประเทศโปแลนด์ และมีผลต่อปริมาณหิมะบนเทือกเขาเอลป์ซึ่งมีน้อยลงกว่าเดิม
นักวิทยาศาสตร์วัดปริมาณหิมะและความหนาของหิมะ จากสถานีตรวจอากาศ 25 แห่งที่ตั้งบนภูเขาสูงตั้งแต่ 200-2,500 เมตร ตลอดช่วง 80 ฤดูหนาว ระหว่างปี 2473-2552 พบว่า ความหนาของหิมะลดลง
ยิ่งปีไหนมีอากาศร้อนขึ้น ปริมาณหิมะจะยิ่งลดลง
สถิติปลายทศวรรษ 1980 และทศวรรษ 1990 เป็นตัวบ่งบอกถึงความเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจนเพราะมีปริมาณหิมะน้อยที่สุดนับตั้งแต่ปลายศตวรรษที่ 19 เป็นต้นมา
หันมาดูสภาวะฝนในสวิส มีการเปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด
ตลอดศตวรรษที่ 20 ปริมาณน้ำฝนในฤดูฝนเพิ่มขึ้น 8 เปอร์เซ็นต์ หรือประมาณ 120 มิลลิเมตร โดยเฉพาะภาคเหนือและภาคตะวันตกของสวิส ปริมาณฝนตกในระหว่างฤดูหนาว เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 20-30 เปอร์เซ็นต์
เกิดฝนตกหนักๆ ในฤดูใบไม้ผลิและฤดูหนาว บริเวณพื้นที่ภาคกลางและภาคเหนือติดกับเทือกเขาเอลป์ เฉลี่ย 2-5 วัน
ปริมาณน้ำฝนที่มากขึ้นควบขนานกับอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้น
นอกเหนือจากความสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิของอากาศ ปริมาณหิมะและน้ำฝนนั้น นักวิทยาศาสตร์ยังต้องทำความเข้าใจกับกระแสลม ความชื้น ปริมาณรังสีในอากาศ
กระแสลมในสวิสปัจจุบัน เมื่อวัดความเร็วแล้ว พบมีค่าเฉลี่ยสูงขึ้นแรงขึ้นตั้งแต่เริ่มวัดในปี พ.ศ.2476
ขณะที่น้ำในแม่น้ำและทะเลสาบที่แข็งตัวจนกลายเป็นแผ่นน้ำแข็งเปลี่ยนแปลงเช่นกัน
จากการสำรวจทะเลสาบในสวิส 11 แห่งพบว่า แผ่นน้ำแข็งลดลงตลอดระยะเวลา 40 ปี และในช่วง 2 ทศวรรษที่ผ่านมานี้มีสถิติลดลงอย่างมีนัยยะสำคัญ
อีกตัวชี้วัดถึงผลกระทบจากโลกร้อนนั่นคือ “ธารน้ำแข็ง” หรือกลาเซียร์ของสวิสที่อยู่บนยอดเขาเอลป์
ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาเอลป์ของสวิส เมื่อเปรียบเทียบระหว่างปี พ.ศ.2493 -2523 หายไป 30-40 เปอร์เซ็นต์
ตั้งแต่ปี พ.ศ.2532 เป็นต้นมา ปริมาณธารน้ำแข็งของสวิสลดลงถึง 12 เปอร์เซ็นต์
ความเปลี่ยนแปลงของสภาวะภูมิอากาศ ทั้งเป็นอุณหภูมิที่ร้อนจัด หรือแห้งจัดในฤดูร้อนของปี พ.ศ.2543 มีผลทำให้ธารน้ำแข็งบนเทือกเขาเอลป์ที่เชื่อมต่อประเทศต่างๆ ในยุโรป ลดความหนาลงถึง 3 เมตร
นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์ว่า ถ้าชาวโลกยังไม่ช่วยกันแก้ปัญหาโลกร้อน กลาเซียร์บนเทือกเขาเอลป์จะลดลง 75 เปอร์เซ็นต์ในปี พ.ศ.2593 หรืออีก 33 ปีข้างหน้าเพราะอุณหภูมิที่สูงขึ้น
ดีไม่ดี ในอนาคตนักท่องเที่ยวทั่วโลกอาจจะไม่มีโอกาสได้เห็นกลาเซียร์แผ่นใหญ่ๆ บนเทือกเขาสูงของเอลป์อีกต่อไปก็เป็นได้
ถ้าความเปลี่ยนแปลงในอนาคตเป็นเช่นนี้ จะส่งผลกระเทือนต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของสวิสอย่างมาก
เมื่อสองปีที่แล้ว สวิสมีรายได้จากการท่องเที่ยวราว 3 ล้านล้านบาท (87,000 ล้านสวิสฟรังก์) และยังมีรายได้แฝงจากการขายสินค้าให้นักท่องเที่ยวอีกต่างหาก
รัฐบาลสวิสจึงนิ่งเฉยกับปัญหาโลกร้อนไม่ได้อีกต่อไป ดูได้จากการประกาศเซ็นสัญญาความร่วมมือกับสหประชาชาติเพื่อลดการปล่อยก๊าซพิษสู่ชั้นบรรยากาศที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปีที่แล้วเป็นประเทศแรกของโลก
