bg-single

“นอร์เวย์” กับจุดสิ้นสุดของวิทยุเอฟเอ็ม

20.01.2017

“เอฟเอ็ม บรอดแคสติ้ง” หรือการออกอากาศด้วยการเปลี่ยนคลื่นความถี่ “ฟรีเควนซี่ โมดูเลชั่น” ถูกคิดค้นขึ้นเมื่อกว่า 80 ปีก่อน โดยวิศวกรชาวอเมริกันนามว่า “เอ็ดเวิร์ด อาร์มสตรอง”

“เอฟเอ็ม” คิดค้นขึ้นเพื่อมาแทนที่การออกอากาศแบบ “เอเอ็ม” หรือ “แอมพลิจูด โมดูเลชั่น” ด้วยข้อได้เปรียบในการออกอากาศที่ให้เสียงที่มีคุณภาพและชัดเจนมากกว่า

ทำให้สถานีเพลงมักจะหันมาใช้ระบบออกอากาศแบบเอฟเอ็ม นิยมที่จะออกอากาศในความถี่คลื่นเสียงที่ 87.5 จนถึง 108.0 เป็นหลัก เริ่มต้นออกอากาศเป็นครั้งแรกในสหรัฐอเมริกาเมื่อปี 1945 ก่อนจะได้รับความนิยมไปทั่วโลก เป็นสถานีวิทยุเอฟเอ็มอย่างที่เราคุ้นเคยในปัจจุบัน

อย่างไรก็ตาม โลกของการถ่ายทอดเสียงผ่านทางวิทยุกำลังจะเปลี่ยนแปลงไปอีกครั้ง เมื่อประเทศ “นอร์เวย์” ได้กลายเป็นประเทศแรกที่เริ่มแผนยุติการออกอากาศวิทยุเอฟเอ็ม เป็นประเทศแรกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

หากเป็นไปตามแผน เมื่อวันที่ 11 มกราคมที่ผ่านมา การออกอากาศวิทยุเอฟเอ็มในเมืองนูร์แลนด์ ตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์ จะถูกยุติลงในเวลา 11.11 น. ตามเวลาท้องถิ่น

และจะออกอากาศในระบบดิจิตอล (ดีเอบี) แทนที่

 

กลุ่มผู้สนับสนุนการออกอากาศในระบบดิจิตอลให้เหตุผลว่าการออกอากาศใน “ระบบดีเอบี” จะให้คุณภาพเสียงที่ดีมากยิ่งขึ้น ในเวลาเดียวกันกับที่สามารถเปิดช่องสถานีได้มากขึ้น โดยใช้งบประมาณเพียง 1 ใน 8 ของการออกอากาศแบบเดิม

ด้านหน่วยงานของรัฐก็ให้การสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านดังกล่าว โดยระบุว่า ระบบดีเอบี จะช่วยให้ผู้ฟังติดตามข่าวสารได้ครบถ้วนมากขึ้น สามารถติดตามฟังย้อนหลังรายการที่พลาดไปได้ และจะสามารถกระจายข่าวสารในยามฉุกเฉินได้ง่ายขึ้น

ประเทศ “นอร์เวย์” ประเทศที่เปิดกว้างด้านเทคโนโลยี เตรียมการเปลี่ยนผ่านมานานนับปี โดยออกอากาศสถานีวิทยุในระบบเอฟเอ็ม และระบบดิจิตอลควบคู่กันมาตั้งแต่ปี 1995 แล้ว โดยปัจจุบันมีช่องสถานีวิทยุแห่งชาติจำนวน 22 สถานี ออกอากาศร่วมกับสถานีย่อยอีกราว 20 สถานี ขณะที่คลื่นความถี่ในแบบเอฟเอ็มนั้น มีเพียงพอสำหรับการออกอากาศสถานีวิทยุแห่งชาติได้เพียง 5 สถานีเท่านั้น

การเปลี่ยนแปลงแน่นอนว่านำไปสู่สิ่งที่ดีขึ้น แต่ในอีกแง่ ก็ก่อให้เกิดคำถามมากมายตามมาเช่นกัน

 

ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนจัดทำโดยหนังสือพิมพ์ท้องถิ่นของนอร์เวย์ พบว่า ประชาชนชาวนอร์เวย์ถึง 66 เปอร์เซ็นต์ ไม่เห็นด้วยกับการยุบเลิกการออกอากาศแบบเอฟเอ็ม ขณะที่มีเพียง 17 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นที่เห็นด้วย

แม้ว่าในปัจจุบันประชากรชาวนอร์เวย์ 3 ใน 4 จะมีอุปกรณ์สำหรับรับสัญญาณออกอากาศแบบดีเอบีแล้วก็ตาม แต่ผู้ใช้รถใช้ถนนยังคงไม่พอใจกับมาตรการดังกล่าวเนื่องจากมีรถเพียง 1 ใน 3 เท่านั้นที่มีวิทยุที่รับสัญญาณดีเอบีได้

รายงานของเอเอฟพีระบุว่า การแปลงระบบรับสัญญาณวิทยุในรถให้สามารถรับสัญญาณระบบดีเอบีได้นั้นจำเป็นต้องใช้ “อะแด็พเตอร์” ที่มีราคาราว 4,100 ถึง 8,200 บาท หรือไม่ก็ต้องซื้อวิทยุใหม่มาติดตั้ง ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่สูงเลยทีเดียว

แสดงให้เห็นชัดเจนว่าการเปลี่ยนผ่านดังกล่าวลดต้นทุนให้กับผู้ออกอากาศสัญญาณ แต่ค่าใช้จ่ายกลับตกมาอยู่ที่ผู้ฟัง

 

อย่างไรก็ตาม โอเล ชอร์เชน ทอร์ฟมาร์ก ผู้อำนวยการบริษัทดิจิตอลเรดิโอนอร์เวย์ บริษัทภายใต้หน่วยงานแพร่ภาพกระจายเสียงสาธารณะนอร์เวย์ ยืนยันว่า เวลานี้เป็นเวลาที่ถูกต้องแล้วสำหรับการเปลี่ยนผ่าน

“เป็นที่ชัดเจนอยู่แล้วว่าเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีครั้งใหญ่ จะเกิดคำถามยุ่งยากและคำวิพากษ์วิจารณ์” แต่ “ผู้ฟังส่วนใหญ่นั้นพร้อมแล้ว” ทอร์ฟมาร์ก ระบุ พร้อมเสริมว่า “ทุกๆ สัปดาห์ผู้ฟังมากกว่า 2.1 ล้านคน หรือคิดเป็นครึ่งหนึ่งของผู้ฟังทั่วประเทศ ฟังสถานีที่จะไม่มีอยู่หากไม่มีการเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยีครั้งนี้”

อีกเหตุผลที่ชัดเจนที่ทำให้นอร์เวย์ก้าวนำหน้าประเทศอื่นๆ ในโลกก็คือ งบประมาณจำนวนมากที่จะต้องใช้ในการลงทุนส่งสัญญาณเอฟเอ็มไปยังประชากรกลุ่มเล็กๆ ที่กระจายตัวอยู่ในภูมิประเทศที่เต็มไปด้วย “ฟยอร์ด” และ “ภูเขาสูง” นั้นเป็นสิ่งที่คุ้มค่า

ย่างก้าวดังกล่าวของ “นอร์เวย์” นั้นจะเป็นที่จับตาของหลายประเทศทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศในภูมิภาคยุโรปอย่างสวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก และอังกฤษ ที่เตรียมที่จะเปลี่ยนผ่านไปสู่การออกอากาศในระบบดิจิตอลเช่นเดียวกัน

โดยอังกฤษนั้นตั้งเป้าที่จะเปลี่ยนผ่านเป็นระบบดีเอบี เมื่อประชากรมีอุปกรณ์วิทยุรับสัญญาณดีเอบีในสัดส่วน 90 เปอร์เซ็นต์

อย่างไรก็ตาม สำหรับบางประเทศอย่างฝรั่งเศส ที่ยังไม่มีวี่แววว่าจะก้าวไปสู่การออกอากาศแบบดีเอบีในเร็วๆ นี้ ขณะที่ประเทศเยอรมนีนั้นล้มเหลวที่จะชักจูงให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งเห็นด้วยกับการเปลี่ยนแปลงและควักกระเป๋าซื้อวิทยุเครื่องใหม่ จำต้องล้มพับแผนที่จะเปลี่ยนไปใช้ระบบดีเอบี ตามกำหนดในปี 2015 ลง

ปล่อยให้นอร์เวย์ กลายเป็นประเทศแรกที่จะกรุยทางตัวอย่าง “โลกใหม่” ของเทคโนโลยีการออกอากาศวิทยุไปก่อน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ