bg-single

พลโท ดร.พงศกร รอดชมภู : วิธีการที่จะทำให้ปรองดองได้ ไม่ใช่ของง่าย แต่ก็ไม่ยาก

02.02.2017

บทความก่อนพูดถึงแนวทางสร้างความปรองดองจะทำได้อย่างไร ในครั้งนี้จะลงในรายละเอียดเพิ่มขึ้นในสาระสำคัญของการเจรจา หรือแลกเปลี่ยนผลประโยชน์กันอย่างไรให้เกิดการปรองดองขึ้นมาได้

ข้อตกลงเบื้องต้นคือต้องมีการดำเนินการสร้างความปรองดองในหลักการสำคัญๆที่ได้กล่าวไปในบทความที่แล้วเสียก่อน หรืออย่างน้อยมีการยอมรับที่จะดำเนินการตามประเด็นที่ได้กล่าวไปแล้ว นั่นก็คือเรื่องของความยุติธรรม (justice)หรือธรรมาภิบาล (rule of law)ที่ต้องรื้อกันใหม่หมด เรื่องการนำความจริงมาเปิดเผย (truth commissions) เพื่อให้ผู้ได้รับผลกระทบทั้งหมดมีส่วนเยียวยา (reparation) ความสูญเสียนั้น การพิจารณาคดี (trials) ผู้เกี่ยวข้องอย่างเป็นธรรม (จะอภัยโทษกันก็ต้องภายหลังเพื่อให้ทุกฝ่ายได้รับความยุติธรรมก่อน ทั้งนี้กระบวนการยุติธรรมในเรื่องแรกต้องเกิดขึ้นก่อนมิฉะนั้นก็ไม่มีใครเชื่อถือ) การชดเชยให้คืนสภาพเก่า (rehabilitation)และการสร้างความยุติธรรมใหม่ (rectificatory justice) ให้เกิดขึ้นในทุกระดับ ความยุติธรรมนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของกฎหมายซึ่งเป็นเรื่องคับแคบ แต่ต้องคืนสภาพเดิมไม่ให้เกิดความไม่ยุติธรรมขึ้น ไม่ให้กระบวนการยุติธรรมไปรับรองการกระทำผิดได้อีกและสุดท้ายคือสร้างความเป็นธรรมใหม่ทั้งด้านกฎหมาย การเมืองและเศรษฐกิจ ไม่ให้มีการผูกขาดอำนาจเช่นกรณีจะให้มี สว.จากการแต่งตั้งหรือ ทุกผูกขาดครอบครองสินทรัพย์ทั้งหมดในประเทศ เป็นต้น

การตกลงที่จะดำเนินการอย่างถูกต้องในการสร้างความปรองดองทั้ง ๕ ประการได้แล้ว ก็เชื่อว่าการเจรจาเพื่อการเยียวยา การคืนสภาพเดิมและการร่วมมือกันเพื่อสร้างการอยู่ร่วมกันในอนาคตอย่างพหุวัฒนธรรมย่อมเป็นที่ยอมรับได้ และเพราะคู่ขัดแย้งเป็นเรื่องระหว่างรัฐกับประชาชน ไม่ว่าจะฝ่ายใดก็ตาม ผู้ที่จะเข้ามาดำเนินการสร้างความปรองดองจึงควรเป็นสหประชาชาติซึ่งได้เคยดำเนินการอย่างสร้างสรรค์มาแล้วในหลายพื้นที่และหลายประเทศทั่วโลก การเริ่มที่จะถอยกันคนละก้าวและให้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเข้ามาจัดการให้จึงมีความจำเป็นต่อความสำเร็จอย่างยิ่ง

ก่อนอื่นต้องเข้าใจว่าการแตกแยกของทุกสังคมเกิดจากการต่อสู้ทางการเมืองระหว่างความแตกต่างของความเชื่อระหว่างกลุ่มต่างๆ และที่มีปัญหามากที่สุดคือระหว่างกลุ่มคนส่วนใหญ่ที่มีระบบการผลิตและเทคโนโลยีที่ก้าวหน้ากว่าแต่ติดอยู่กับคนกลุ่มน้อยระบบเก่าที่ต้องการรักษาอำนาจและผลประโยชน์ในรูปแบบเก่าไว้ ซึ่งก็อาศัยการสร้างความเชื่อที่แตกต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นการปกครอง ศาสนา ชาติพันธุ์ และความเชื่ออื่นๆ มาเป็นเครื่องมือในการรวมกลุ่มตนสู้กับกลุ่มอื่น ความแตกต่างนี้เพื่อให้มนุษย์กลุ่มหนึ่งที่มีอำนาจมีความเชื่อว่าตนเองมีความชอบธรรมที่จะสังหารมนุษย์คนอื่นหรือกลุ่มอื่นๆได้โดยไม่รู้สึกผิด เช่นนายทาสสามารถเฆี่ยนตี ตีตรวนและสังหารทาสของตนได้เพราะทาสมีสถานะไม่ต่างจากสัตว์ คนผิวขาวสามารถล่ามคอคนพื้นเมืองอะบอริจินได้ หรือการก่อการร้ายในปัจจุบัน เป็นต้น

การสังหารและทรมานทั้งกายและใจของคนกลุ่มหนึ่ง จะทำให้คนอีกกลุ่มที่ถูกกระทำมีความโกรธแค้น ในบางสังคมอาจถูกสอนให้ยอมให้อภัยได้ง่าย แต่ในสังคมส่วนมากแล้วการแก้แค้นแบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ดูจะเป็นทางออกเดียวที่ทำให้รู้สึกได้รับความเป็นธรรม ความยุติธรรมหรือธรรมาภิบาลมากกว่า สิ่งนี้คือประเด็นสำคัญที่การสร้างความปรองดองมีขึ้นก็เพื่อไม่ให้เกิดการล้างแค้นเป็นการส่วนตัว (private vengeance) ระบาดไปทั่วทั้งสังคมเหมือนในกรณีความขัดแย้งระหว่างชนเผ่าอย่างเช่นในรวันดาหรือหลังปฏิวัติใหญ่ในยุโรป เพราะในทุกสังคมเมื่อคนส่วนใหญ่หมดความอดทนและเริ่มออกมาใช้ความรุนแรงด้วยตนเองเพราะหมดหวังกับความยุติธรรมที่เป็นแก่นของความขัดแย้งแล้วความเสียหายย่อมรุนแรงเกินการควบคุม

วิธีการที่จะทำให้เกิดความปรองดองเพื่อยุติความเสียหายในอนาคตนั้น ความไว้วางใจ ความเชื่อใจว่าความยุติธรรมที่แท้จริงนั้นมีอยู่เป็นเงื่อนไขแรกดังที่กล่าวมาแล้ว จากนั้นจะเป็นการวางจุดยืนระหว่างกลุ่มที่ขัดแย้งกันอย่างเป็นระบบและมีทิศทางเพื่อให้ความปรองดองนั้นเกิดขึ้นในที่สุด

กลุ่มทุกกลุ่มที่เผชิญหน้ากันจะมีระดับของความต้องการที่แตกต่างกัน ๓ ระดับที่กลุ่มภายนอกผู้สร้างการเจรจาสามารถใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างการต่อรองได้นั่นคือ ความจำเป็นพื้นฐาน ผลประโยชน์และจุดยืน ตามลำดับ

ในเรื่องของความจำเป็นพื้นฐานนั้นมี ๒ ประการคือ ความหวาดกลัวต่อความรุนแรงที่เกิดอยู่และความจำเป็นในเรื่องปัจจัย ๔ ที่ทั้งสองฝ่ายมีความต้องการร่วมกันอยู่ สิ่งนี้สามารถสร้างขึ้นได้ไม่ยาก เช่นการหยุดการใช้กำลังชั่วคราวทั้งการข่มขู่ การจำคุก และการลอบสังหาร ในส่วนของไทยเราก็ควรจะเป็นการตกลงยุติการใช้อำนาจรัฐหรือมีข้อตกลงการไม่บังคับใช้กฎหมายชั่วคราว ถ้ายังมีการขู่ใช้กำลังหรือใช้กฎหมายอยู่ก็คงจะเดินหน้าต่อไปไม่ได้ ในขณะเดียวกันกลุ่มต่างๆก็ต้องร่วมมือในการสร้างความปรองดองนี้ โดยไม่มีการขัดขวางด้วยกำลังเพื่อสร้างความปลอดภัยต่อชีวิตและทรัพย์สินของทุกฝ่ายก่อน

ในเรื่องผลประโยชน์ที่ควรแลกเปลี่ยนกันเป็นทั้งการตกลงเรื่องผลประโยชน์และค่านิยม หรือคุณค่าอื่นๆร่วมกัน ซึ่งแปลว่าความต้องการทั้งที่เป็นรูปธรรมเช่นอำนาจและตัวเงินและที่มองไม่เห็นเช่นความภูมิใจในกลุ่มพวก ศักดิ์ศรีของตนเองที่จะมีร่วมกัน สิ่งนี้เป็นเรื่องที่ตกลงกันยากกว่าเรื่องความจำเป็นและความกลัวข้างต้นเพราะมีรายละเอียดมากกว่า ทั้งเกี่ยวข้องกับเรื่องทางจิตวิทยามาก แต่การเริ่มต้นด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ด้วยศักดิ์ศรีที่เท่าเทียมกัน และความเป็นมนุษย์เท่าเทียมกัน การแลกเปลี่ยน ตกลงในเรื่องกติกาต่างๆร่วมกันนั้นมีความเป็นไปได้ และแน่นอนว่าในเรื่องปลีกย่อยได้แก่การมีอำนาจร่วมกันเช่นกรณีรัฐบาลแห่งชาติ สามารถพูดคุยกันในระดับนี้ได้ไม่ยากเย็น ทั้งนี้เงื่อนไขการสร้างความปรองดองทั้ง ๕ ประการนั้นต้องได้รับการดำเนินการควบคู่ไปด้วยความปรองดองที่แท้จริงจึงจะเกิดขึ้นได้ และรัฐบาลแห่งชาติอาจรับปากประชาชนในการดำเนินการเรื่องนี้ การมีผลประโยชน์และอำนาจร่วมกันด้วยเหตุนี้จึงจะมีความเป็นไปได้

เรื่องสุดท้ายคือจุดยืน เช่นการแบ่งเป็นศาสนานิกายที่ต่างกัน อย่างกรณีพระบ้าน พระป่า หรือผิวสีต่างกัน คนชนบท คนเมือง คนดี คนเลว เรื่องต่างๆเหล่านี้ ปกติจะเป็นเรื่องของความเชื่ออย่างไร้เหตุผล ไม่สามารถใช้หลักเหตุผลในการต่อรองได้เหมือน ๒ กรณีแรก ดังนั้นปกติแล้ว จะตกลงกันแต่แรกว่า แต่ละฝ่ายจะวางจุดยืนของตนเองไว้ เช่น จุดยืนการเป็นฝ่ายพรรคการเมือง จุดยืนการเป็นฝ่ายทหาร จุดยืนการสนับสนุนกฎหมายอาญามาตรา ๑๑๒ จุดยืนการขอให้เลิก จุดยืนการรักษาสภาพการเมืองเดิม จุดยืนการปฏิวัติหรือปฏิรูปทั้งระบบ เป็นต้น เพราะไม่มีทางที่จะตกลงกันได้

ทางออกในการปรองดองก็คือการสร้างความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นมาอย่างตรงไป ตรงมาอีกครั้งเพื่อให้ทุกฝ่ายมั่นใจว่ากระบวนการยุติธรรมตั้งแต่ต้นทางไปเชื่อถือได้ รวมถึงความยุติธรรมในเรื่องการเปลี่ยนผ่านอำนาจโดยสันติ ยึดโยงกับประชาชนเจ้าของอำนาจ สร้างความยุติธรรมในเรื่องเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ำทางความเป็นอยู่และสังคมอย่างเต็มรูปแบบ และมีการตกลงในเรื่องการเยียวยา การคืนสภาพให้กับความสูญเสียของประชาชนที่ผ่านมาทุกกลุ่ม ทุกฝ่าย จนกว่าจะรู้สึกว่าความสูญเสียนั้น ได้รับสิ่งที่เหมาะที่ควรคืนมา ควบคู่กับการแลกเปลี่ยนในเรื่องความจำเป็นและความกลัว เรื่องผลประโยชน์และคุณค่า โดยวางจุดยืนแต่ละฝ่ายไว้ก่อน

การปรองดองนั้น ไม่อาจเกิดจากกลุ่มหนึ่งบังคับให้กลุ่มอื่นต้องยอมรับอำนาจเพียงหนึ่งเดียวของกลุ่มตน (identities) การใช้กำลังก็ไม่อาจเกิดความปรองดองได้สุดท้ายก็นำไปสู่การต่อสู้ด้วยกำลัง การตกลงใช้อำนาจร่วมกันโดยไม่ดำเนินการเรื่องอื่นๆเช่นมีเพียงรัฐบาลแห่งชาติ (power-sharing coalitions) หรือสร้างชาติ (state-building) เพื่อซื้อเวลาก็ไม่อาจเกิดการปรองดองได้ เพราะไม่มีการแก้ปัญหาอย่างเบ็ดเสร็จ เด็ดขาดและจริงจัง การปรองดองอาจจะดูยาก แต่จะไม่ยากเลยถ้าทำตามกระบวนการที่ถูกต้อง

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร
พระแม่โพสพ และนิทานเกี่ยวกับผีแม่ข้าวในอุษาคเนย์
‘ทิชชู่เปียก’ อันตราย! ทำร้ายโลก!
เมื่อโลกเปลี่ยน และวอชิงตันต้องปรับตัว
MoU & UNCLOS สงครามการทูตในทะเล
พฤษภาเลือด สไนเปอร์ ‘กระสุนจริง’ จากตึกสูง
E-DUANG | ฐานที่มา แห่ง ระบอบ”อากง” โจทย์ ในมือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์
แกะรอย ประวัติศาสตร์แห่ง ‘อาทิตย์ 3 ดวง’ หรือ ‘Sundogs’ (2)
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 3) เรื่อง ปัญหาบางประการในความสัมพันธ์ไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ธำรงศักดิ์โพล เปิดผลสำรวจ ร้อยละ 62.18 ชี้ควรมีการเลือกตั้งผู้ว่าจังหวัดทุกจังหวัดได้แล้ว
“เผ่าภูมิ” ยินดี คลังสานต่อ “Negative Income Tax” ยุคเพื่อไทย พุ่งเป้าช่วยคนจน เสนอเกณฑ์รายได้ต่ำกว่า 6 หมื่น/ปี รับสูงสุด 12,000 บาท/ปี