รายงานพิเศษ : คุยกับทูต ทุกสบิลกูน ทูมูร์คูเลก จากดินแดนแห่งทุ่งราบสูงกว้างใหญ่และท้องฟ้าสีคราม-มองโกเลีย (1)

คุยกับทูต ทุกสบิลกูน ทูมูร์คูเลก จากดินแดนแห่งทุ่งราบสูงกว้างใหญ่และท้องฟ้าสีคราม มองโกเลีย (2)
“ผมมาประเทศไทยเป็นครั้งแรกในปี ค.ศ.1991 แต่อยู่ได้ไม่นานนักก็ต้องเดินทางต่อ เพื่อไปพบกับบิดามารดาที่นครเวียงจันทน์ เนื่องจากบิดามีตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ระหว่างปี ค.ศ.1991-1996 ด้วยเหตุนี้ ชีวิตของผมในช่วงนั้นจึงอยู่กับบิดามารดาใน สปป.ลาวเป็นส่วนใหญ่”
เอกอัครราชทูตมองโกเลียประจำประเทศไทย นายทุกสบิลกูน ทูมูร์คูเลก (H.E. Mr. Tugsbilguun Tumurkhuleg) ยกมือไหว้ต้อนรับแบบไทย ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสดูอ่อนกว่าวัยมาก ณ สถานเอกอัครราชทูตมองโกเลียย่านถนนเอกมัย ซึ่งประดับประดาด้วยสัญลักษณ์ของประเทศมองโกเลีย ได้แก่ ผ้าทอแขวนผนังภาพเจงกิสข่าน (Chinggis Khaan) จักรพรรดินักรบชาวมองโกลผู้ก่อตั้งจักรวรรดิมองโกลเมื่อปี ค.ศ.1206
รวมทั้งตุ๊กตานักรบมองโกลทั้งชายหญิงที่ยืนเรียงรายตามฝาผนัง และภาพหนังสือเดินทาง (Paiza) ในสมัยเจงกิสข่าน ที่จัดทำขึ้นเพื่อคุ้มครองนักการทูต พ่อค้า และผู้ส่งข่าวสาร หนังสือเดินทางนี้เป็นแผ่นทำจากทองคำ เงิน หรือไม้ และมักจะพิมพ์หลายภาษาเพื่อให้ผู้คนเข้าใจในวัฒนธรรมและภาษาพูดที่แตกต่างกันภายในอาณาจักรที่ยิ่งใหญ่ อันมีความแตกต่างจากหนังสือเดินทางในปัจจุบัน
“ดังนั้น ผู้ถือหนังสือเดินทางนี้จึงมีสิทธิพิเศษที่ต่างกัน และจักรพรรดิเจงกิสข่าน ห้ามมิให้ผู้ใดสังหารผู้ถือหนังสือเดินทาง ทำให้ผมคิดว่า ชาวมองโกลมีบทบาทสำคัญยิ่งในทางการทูต”

“ผมเกิดเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปี ค.ศ.1974 ที่แอลเจียร์ (Algiers) เมืองหลวงของประเทศแอลจีเรีย (Algeria) ซึ่งเป็นประเทศที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ในทวีปแอฟริการองจากประเทศซูดาน เนื่องจากบิดาเป็นนักการทูตประจำที่นั่น แต่ผมไม่ได้มีสัญชาติแอลจีเรีย เพราะสามเดือนหลังจากที่ผมเกิด เราได้ย้ายกลับไปประเทศมองโกเลีย ต่อมาจึงได้กลับไปประเทศแอลจีเรียอีกครั้งหนึ่งเมื่อผมมีอายุได้ห้าขวบ และอยู่ที่นั่นจนกระทั่งผมอายุแปดขวบ”
“บิดาของผมสามารถพูดภาษาฝรั่งเศสได้อย่างดีเยี่ยม จึงมักจะถูกส่งไปประจำประเทศที่ใช้ภาษาฝรั่งเศส คือที่ประเทศแอลจีเรียสองครั้ง ครั้งแรกเป็นผู้ช่วยเลขานุการ (attach?) ครั้งที่สองเป็นเลขานุการเอก (first secretary) ที่นี่ใช้ภาษาอารบิกและภาษาฝรั่งเศส ส่วนที่ประเทศฝรั่งเศสเป็นที่ปรึกษา (counsellor) และที่ประเทศ สปป.ลาว เป็นเอกอัครราชทูต (ambassador) มีเขตอาณาครอบคลุมประเทศไทยและกัมพูชาด้วย”
“ผมเริ่มต้นการศึกษาที่ Soviet Embassy School ในประเทศแอลจีเรีย และ Soviet Secondary School ในอูลานบาตอร์ (Ulaanbaatar) เมืองหลวงของประเทศมองโกเลีย สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาวิชาอังกฤษศึกษาและกิจการระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติมองโกเลีย (National University of Mongolia) ปี ค.ศ.1999 และปริญญาโทสาขาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติออสเตรเลีย กรุงแคนเบอร์รา (Australian National University, Canberra) ปี ค.ศ.2008”
“ตอนที่มีอายุ 20 ปี ผมได้รับทุนการศึกษาจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) ที่กรุงเทพฯ ระยะเวลาเรียน 8 เดือน ระหว่างปี ค.ศ.1994-1995 มีเพื่อนร่วมชั้นเป็นชาวโรมาเนีย 1 คนและสวีเดน 1 คน แต่มีครู 5 คน เราเรียนวิชาภาษาไทยในช่วงเช้า ส่วนช่วงบ่ายเรียนไทยศึกษาเกี่ยวกับประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมไทย โดยพักแถวซอยรางน้ำ”
“และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ความสนใจของผมมักอยู่ที่ประเทศไทยและภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เป็นส่วนมาก”
“ช่วงนั้น ผมไปท่องเที่ยวตามวัดวาอารามและสถานที่หลายแห่งในกรุงเทพฯ ได้พักอยู่กับครอบครัวคนไทย (Home Stay Program) ครั้งละ 1-2 สัปดาห์ นับเป็นประสบการณ์ที่ดีมาก ได้ไปจังหวัดเชียงใหม่ มหาสารคาม และร้อยเอ็ด และยังมีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวคนไทยที่หมู่บ้านในจังหวัดร้อยเอ็ดซึ่งเป็นญาติกับอาจารย์จากมหาวิทยาลัยมหาสารคามซึ่งเป็นผู้นำผมไปส่ง หลังจากนั้นอาจารย์ก็กลับไปก่อน เป็นการเปิดโอกาสให้ผมอยู่กับครอบครัวนี้เพื่อสื่อสารกันเป็นภาษาไทยตลอดเวลาเพราะไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษ เท่ากับเป็นวิธีการฝึกหัดการพูดภาษาไทยที่ดีที่สุดของผม หลังจากอีสานแล้ว ผมได้เดินทางลงใต้เพื่อไปเยือนจังหวัดสงขลาและปัตตานีด้วยในปี ค.ศ.1995”
“มาเริ่มงานที่สถานทูตมองโกเลียประจำประเทศไทยครั้งแรกในตำแหน่งผู้ช่วยเลขานุการ (attach?) ระหว่างปี ค.ศ.2004-2007 มีเพื่อนฝูงที่นี่มากมายหลายคนเพราะผมสามารถพูดและเข้าใจภาษาไทยได้ดี ส่วนการอ่านและเขียนไม่ดีนักเนื่องจากเรียนมาตั้งแต่ผมมีอายุเพียง 20 ปี นี่ก็ผ่านมา 20 กว่าปีแล้ว”
“นอกจากภาษามองโกเลียและไทย ผมสามารถพูดภาษารัสเซียและอังกฤษ อีกทั้งสามารถเข้าใจภาษาฝรั่งเศสด้วย”

“เมื่อได้กลับมาประเทศไทยอีกครั้ง คราวนี้ผมมีตำแหน่งเป็นเอกอัครราชทูตประจำประเทศไทยตั้งแต่วันที่ 11 สิงหาคม ค.ศ.2015 โดยมีเขตอาณาครอบคลุมประเทศมาเลเซียและเมียนมา และเป็นผู้แทนถาวรคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (United Nations Economic and Social Commission for Asia and the Pacific – UNESCAP)”
“เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน ค.ศ.2015 สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จออกแทนพระองค์ ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชทานพระราชวโรกาสให้ผมได้เข้าเฝ้าฯ เพื่อทูลเกล้าฯ ถวายอักษรสาส์นตราตั้งเป็นเอกอัครราชทูตวิสามัญผู้มีอำนาจเต็มแห่งมองโกเลียประจำประเทศไทย”
“โดยก่อนหน้านี้ ผมดำรงตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมประเทศเพื่อนบ้าน-สาธารณรัฐประชาชนจีนและสหพันธรัฐรัสเซีย (Director-General, Department of Neighbouring Countries – Russia and China) แห่งกระทรวงต่างประเทศมองโกเลีย เช่นเดียวกับองค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ (Shanghai Cooperation Organization – SCO) ซึ่งเราถือสถานะเป็นผู้สังเกตการณ์”
“ขณะที่เป็นอธิบดีกรมประเทศเพื่อนบ้าน ผมมีความภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่งที่มีส่วนร่วมในการจัดการต้อนรับการเยือนมองโกเลียในปี ค.ศ.2014 ของประธานาธิบดี สี จิ้น ผิง (Xi Jinping ) แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน และประธานาธิบดี วลาดิมีร์ ปูติน (Vladimir Putin) แห่งสหพันธรัฐรัสเซีย เช่นเดียวกับการจัดประชุมสุดยอดไตรภาคีครั้งแรกของสามประเทศ (2014 SCO summit) ที่ดูชานเบ, ทาจิกิสถาน (Dushanbe, Tajikistan) ในเดือนกันยายนของปีเดียวกัน”
“ในอดีต ผมได้ไปเยี่ยมชมสถานที่หลายแห่งในประเทศไทยและหวังว่าจะได้มีโอกาสไปสถานที่อื่นๆ อีกในช่วงสาม-สี่ปีแห่งวาระการปฏิบัติงานที่นี่ และเมื่อไม่นานมานี้ ผมได้เดินทางไปจังหวัดสมุทรสงครามและสมุทรสาคร อันเป็นทริปที่จัดโดยกระทรวงการต่างประเทศสำหรับคณะทูตานุทูตและสมาชิกในครอบครัว ผมถือว่าเป็นประสบการณ์ที่ดีและมีประโยชน์มาก”
เอกอัครราชทูต ทุกสบิลกูน ทูมูร์คูเลก แต่งหนังสือหลายเล่มและได้รับการตีพิมพ์ทั้งในมองโกเลียและต่างประเทศ เกี่ยวกับเรื่องนโยบายต่างประเทศ ความมั่นคง การเมืองพันธมิตร องค์การความร่วมมือเซี่ยงไฮ้ ประชาธิปไตยในเอเชียกลาง
สมรสแล้วกับมาดามดอลจินสุเรน เซนอายุช (Doljinsuren Tsend-Ayush) มีบุตรชายสองคน อายุ 12 และ 4 ขวบ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
