ทำไมการแปรรูปองค์กรตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ไม่ใช่เหตุผลที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยเจริญ (2)

ตอนที่ 1 ตอนที่3 ตอนจบ
สร้างความน่าเชื่อถือ
ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่เคยมีระบบซื้อขายสำรอง คือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ใช้คอมพิวเตอร์ซื้อขาย และถ้าเกิดอะไรเกิดขึ้นกับคอมพิวเตอร์ตัวนั้น เราก็ไม่ต้องซื้อขายกันเลยใช่ไหม
ดังนั้น ระบบสำรองหมายความว่า ถ้ามีอะไรเกิดขึ้น เรามีคอมพิวเตอร์สำรองพร้อมสำหรับการซื้อขาย นั่นเป็นงานสำคัญลำดับแรกที่ผม (กิตติรัตน์ ณ ระนอง) ทำเลยนะ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นแล้ว การซื้อขายหยุดชะงักทั้งประเทศจะเป็นความเสียหายอย่างใหญ่หลวง
ผมมุ่งมั่นผลักดันจนกระทั่งที่เราสร้างอาคารและระบบซื้อขายสำรองเสร็จอยู่ในอีกสถานที่หนึ่ง และยิ่งกว่านั้น ทุกวันนี้ ระบบมันทำงานในลักษณะเป็นทางเลือกสลับกับระบบหลัก
วันนี้อาจจะใช้ระบบที่อยู่ในที่ตั้งสำรองซื้อขาย พรุ่งนี้อาจจะใช้ที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ซื้อขาย
และตอนที่เกิดเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปี 2551 และอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ขณะนั้นถูกเพลิงไหม้ ที่ทำการอาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ต้องหยุดทำงาน แต่บุคลากรก็ย้ายไปยังอาคารสำรองและระบบงานรับคำสั่งซื้อขายยังดำเนินการไปตามปกติ
ดังนั้น ผมว่าก็ดีเหมือนกันที่บางเรื่องไม่เคยมีใครสนใจ เรื่องที่ไม่มีใครรู้กลับเป็นเรื่องน่าดีใจ
วันนั้นที่อาคารตลาดหลักทรัพย์ฯ ถูกเพลิงไหม้ ไม่มีใครรู้สึกเดือดร้อนจนเกินไปเลยว่า มันรอดมาได้ เพราะเรามีระบบสำรอง
ผมคิดว่า หน้าที่ผู้บริหารที่ดี นอกเหนือจากทำงานให้เสร็จแล้ว ต้องถามคำถามกับตัวเองว่า “What can go wrong” หรืออะไรคือสิ่งที่หากผิดพลาดแล้ว มันทำให้ความรับผิดชอบหลักของเราสะดุด ต้องคิด ต้องดัก ต้องไม่ให้มันเป็นปัญหา
ตอนผมอยู่ บางคนก็แสดงความเห็นกับผมว่า “โอ้โห หนังสือพิมพ์มีการลงเรื่องผมไม่เว้นแต่ละวัน บางทีก็ถูกเขาด่าเขาว่าบ้าง”
ผมก็บอกว่า “รู้ไหม ที่ลงหนังสือพิมพ์ เป็นเรื่องเบาๆ ทั้งนั้นเลย”
เรื่องที่ไม่อยู่ในหนังสือพิมพ์ เรื่องหนักๆ ทั้งนั้นเลย พอดีมันแก้ปัญหาได้เรียบร้อยอย่างถูกต้อง ก็ไม่ต้องลงหนังสือพิมพ์
ตัวอย่างเช่น บริษัทจดทะเบียนบางแห่งกำลังจะมีการพิจารณาเรื่องสำคัญบางเรื่องที่อาจไปมีมติคณะกรรมการที่ขัดต่อหลักธรรมาภิบาล ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ มีหน้าที่วิ่งไปพบ และบอกเขาว่า “ถ้าจะพิจารณาเป็นอย่างนั้น ทำไม่ได้นะครับ มันผิด โปรดรับทราบเสียก่อนที่มันจะเป็นที่ตื่นตกใจต่อสาธารณชน”
และถ้าท่านไม่เชื่อ เรื่องจะใหญ่แน่นอน ถ้าท่านเชื่อเรา รีบป้องกันเสียก็เรียบร้อย เขาก็เชื่อ มันถึงไม่เป็นข่าว
การที่ทำได้เช่นนี้ หมายความว่า “ต้องใกล้ชิด” และพร้อมให้คำปรึกษาที่ดี
ดังนั้น บทบาทของผู้จัดการ ตลท. คือ ต้องใกล้ชิดกับบริษัทจดทะเบียนและผู้เกี่ยวข้องในตลาด
ผูกมิตร
ผมเป็นผู้จัดการคนเดียว แต่มีบริษัทจดทะเบียนในตลาดขณะนั้น 400-500 แห่ง ทุกคนเป็นคนสำคัญทั้งนั้น ถ้าจะส่งผู้อำนวยการฝ่ายไปใกล้ชิด เขาก็จะรู้สึกว่า เราไม่ให้เกียรติเท่าที่ควร ส่งรองผู้จัดการไปก็อาจะยังรู้สึกว่าไม่เพียงพอ
ผมขอคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ (บอร์ด) ไปว่า ผมขออนุญาตเรียนเชิญบุคคลอีก 4 ท่านมาเป็นตัวแทนตลาดหลักทรัพย์ฯ ในฐานะที่ปรึกษาใหญ่ได้ไหม
ผมเรียนเชิญ
อดีตประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ ดร.โกวิท โปษยานนท์
อดีตผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ คุณสิงห์ ตังทัตสวัสดิ์
อดีตประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ MAI อ.หิรัญ รดีศรี
อดีตผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ MAI คุณยุทธ วรฉัตรธาร
4 ท่านนี้ มีสำนักงานที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีทีมงานเลขาฯ พร้อมสนับสนุนภารกิจของทั้ง 4 ท่าน แต่ละท่านกรุณารับเป็นผู้แทนตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้รับภารกิจให้คำแนะนำบริษัทจดทะเบียนที่ท่านจะไปเยี่ยมเยียน รับทราบปัญหา และให้ข้อชี้แนะ รับประเด็นต่างๆ จากบริษัทจดทะเบียนที่ท่านช่วยดูแลใกล้ชิดมามอบหมายงานให้ทีมงานที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่อย่างนั้น ผู้จัดการคนเดียวจะทำงานให้ทั่วถึงได้อย่างไร
4 ท่านนี้ ได้ช่วยอะไรบ้าง
ท่านมีหน้าที่ส่งเสริมความเข้าใจเรื่อง บรรษัทภิบาล ธรรมาภิบาล ให้กับผู้บริหารระดับสูงของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งสุดยอด เพราะท่านเหล่านี้เก่งกว่าผม มีประสบการณ์มากกว่าผม ท่านเป็นผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯ มาครบเทอมหรือหลายเทอมแล้ว
ขอสารภาพว่า ผมนึกเรื่องนี้ออกได้อย่างไร คือ ทำงานไป พองานมากๆ ทำไม่ทัน จนกระทั่งผมเปิดทีวีดู เห็นว่า ท่านผู้บริหารประเทศท่านหนึ่งมอบหมายอดีตผู้บริหารอีกท่านหนึ่งให้เดินทางไปเจรจาความในประเทศที่สำคัญแห่งหนึ่ง ผมก็เลยเห็นทางออก
และที่สุดยอดกว่านั้น คือทั้งสองท่านอยู่คนละพรรคการเมืองด้วยนะ
ขยายผลิตภัณฑ์ในตลาด
เพื่อให้ตลาดมีผลิตภัณฑ์มากขึ้นและหลากหลาย
พวกเราที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงพยายามดึงบริษัทต่างๆ เข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียน
ซึ่งผมก็เห็นว่าพวกเราทำได้เป็นที่น่าพอใจ
แต่ในที่สุด ผมก็ต้องขอลาออกจากตำแหน่งผู้จัดการ
เนื่องจากผมไม่สามารถนำบริษัท ไทย เบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) เข้าจดทะเบียนในตลาด และในที่สุดบริษัทนี้ต้องไปจดทะเบียนที่ตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์
ซึ่งผมคิดว่า นั่นคือความรับผิดชอบโดยตรงของผมต่อความไม่สำเร็จ
คืนกำไรให้สังคม
ในฐานะที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ มิได้เป็นบริษัท จึงเป็นองค์กรที่ไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล แต่ก็มิได้เป็นรัฐวิสาหกิจ เพราะมิได้ใช้ทุนจากรัฐบาลแต่อย่างใด จึงไม่ต้องนำผลกำไรส่งคลังด้วย
จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้เลย ถ้าองค์กรอย่างตลาดหลักทรัพย์ฯ จะอยู่บนความพิเศษที่ทั้งไม่ต้องเสียภาษีเงินได้นิติบุคคล และไม่นำผลประโยชน์ส่งคลังโดยไม่ทำอะไรเลย
ตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงมีหน้าที่ต้องนำส่วนที่เป็นผลกำไรนำส่งองค์กรกำกับธุรกิจคือ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในระดับที่มีนัยสำคัญ เพื่อนำไปเป็นงบประมาณในการพัฒนาธุรกิจตลาดทุน และการมีหน้าที่ในการพัฒนาสังคมของประเทศโดยรวมด้วย
ซึ่งหากทำเช่นนั้นได้ดีก็ถือเป็นการบริหารเงินจำนวนหนึ่งแทนประเทศ ที่แทนที่จะกลายเป็นรายได้ของรัฐและนำไปเข้าสู่ระบบงบประมาณที่มีประสิทธิภาพน้อยกว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถบริหารจัดการผลกำไรของกิจการได้ตรงตามวัตถุประสงค์ที่สมควรได้ดีขึ้น
นี่คือเหตุผลที่ผมเชื่อ และเป็นเหตุผลที่ผมใช้เมื่อเข้าไปเป็นรัฐมนตรีคลัง และมีคนถามประเด็นเรื่องภาษีและเงินนำส่งรัฐนี้ ผมก็ตอบว่า คุณไม่ต้องออกมาช่วยจ่ายภาษีให้รัฐบาลนำไปรวมกับงบประมาณหรอก คุณไปดูแลตัวเองให้ดี อย่าให้ภาวะของตลาดทุนและตลาดหลักทรัพย์ฯ กลับมาเป็นปัญหาของประเทศแล้วกัน
ดังนั้น ถ้าเอาเงินตรงนี้ไปพัฒนาเผยแพร่ความรู้ให้กับนักเรียนประถม มัธยม อุดมศึกษา ประชาชนทั่วไป จัดทำห้องสมุดวิชาการให้มหาวิทยาลัย และโรงเรียนทั่วประเทศ จะได้เข้าใจว่า เงินทองมีค่าเป็นอย่างไร มีการบริหารอะไรต่างๆ เป็นอย่างไร
คุณไปจัดงาน SET in the City ให้ความรู้คน ทำโทรทัศน์ Money Channel ให้คนมีความรู้จะดีกว่า คุณทำให้ดี รัฐบาลพอใจแล้ว ไม่ต้องเอาเงินไม่กี่ร้อยล้านของคุณมา เอามาแล้วผมเอามันออกเป็นอะไรก็ไม่รู้ เดี๋ยวเป็นโครงการอะไรแปลกๆ คุณจะเสียดายเปล่าๆ เรียกว่า
การใช้จ่ายตรงนี้ มีวัตถุประสงค์ของมันชัดเจนอยู่แล้ว เราจะเดินไปทางไหน เราก็ยังสนับสนุนภารกิจของรัฐบาลในเรื่องตลาดทุนและพัฒนาสังคมให้ดีร่วมกับรัฐบาลได้
คุณไปดูมติบอร์ด มีมติในช่วงที่ผมทำหน้าที่ว่า “เงินกำไรไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ต้องนำส่งคืนสังคม”
วันนั้น ภาษีเงินได้นิติบุคคล 30% 1 ใน 3 คือ 33% ตอนนี้เหลือร้อยละ 20 ของคุณก็ยัง 1 ใน 3 อยู่ ดังนั้น ก็ดีแล้ว
มีคนถามผมว่า แล้วทำอะไรได้บ้าง
ผมบอกว่า “ทำอะไรก็ตามที่คุณคิดว่ามีประโยชน์กับประเทศไทย”
ถ้าถามว่า ต้องตลาดทุนไหม ผมบอกว่า “ตลาดทุนได้ก็ดี แต่ผมว่า มันไม่ต้องตลาดทุนเสียทั้งหมดหรอก เพราะคุณไปดูชื่อตัวเองสิ ชื่อตัวเอง “ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย” เมื่อมีคำว่า “แห่งประเทศไทย” ดังนั้น จะไปทำอะไรให้เยาวชนไปแข่งขันกีฬา หรือไปแข่งขันดนตรีโลกอะไรที่ไหน คุณก็ทำไป ถ้ามันเป็นเรื่องที่ดีกับประเทศ”
ทุกวันนี้ เขาก็ไปสนับสนุนสมาคมกีฬาอันหนึ่ง ซึ่งผมเห็นด้วยนะ คือ “สมาคมปิงปองแห่งประเทศไทย” ปิงปองเป็นหนึ่งในกีฬาโอลิมปิก และเป็นกีฬาโอลิมปิกที่ใช้เงินในการสนับสนุนคุ้มค่าที่สุด และเขาไปส่งเสริมจนมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งไปชนะการแข่งขันซีเกมส์เป็นครั้งแรกในรอบหลายทศวรรษมา เพราะผมคิดว่า อยู่ที่ดุลยพินิจของท่านว่า ท่านอยากจะช่วยเหลือสนับสนุนอะไรก็แล้วแต่ท่าน ซึ่งมันต้องสอดคล้องกับวิจารณญาณของบอร์ดในเวลานั้น
ดังนั้น 5 ปีในตำแหน่งผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ ผมได้รับความเมตตาของผู้หลักผู้ใหญ่และมีเพื่อนร่วมงานที่ช่วยสนับสนุนและทำให้การพัฒนาตลาดมีความก้าวหน้าในหลายมิติ สิ่งเหล่านี้เป็นความประทับใจที่ไม่เคยลืม
และต้องขอขอบคุณทุกท่านในโอกาสนี้ด้วย
