ยาดีจากหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ สมุนไพรใกล้ตัวแก้พิษงู แก้พิษสัตว์กัดต่อย รักษาแผลน้ำกัดเท้ายามฝน
สมุนไพรเพื่อสุขภาพ | โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งพาตนเอง
มูลนิธิสุขภาพไทย
ช่วงเทศกาลเข้าพรรษาปี 2569 นี้ เป็นปีม้าไฟที่กำลังไหม้โลกเดือด (Global Boiling) ไม่ใช่แค่โลกร้อนธรรมดา (Global Warming) อีกต่อไป ส่งผลให้ประเทศไทยหลายพื้นที่มีสภาพร้อนระอุและชื้นแฉะจากฝนตกธรรมดา และ “เรนบอมบ์” (Rain Bomb) ซึ่งเป็นเสมือนสึนามิที่ถล่มลงมาจากฟากฟ้าก่อภัยพิบัติร้ายแรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน รวมทั้งอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไปสู่สภาพที่เรียกว่า “ภาวะอากาศสุดขั้ว” (Extreme Weather) ซึ่งเป็นสภาวะอากาศที่รุนแรงผิดปกติที่อยู่นอกเหนือจากสถิติค่าเฉลี่ยเดิมที่เคยเกิดขึ้นในอดีตของพื้นที่นั้นๆ
เหตุการณ์นี้มักเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น แต่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อชีวิต ทรัพย์สิน และระบบนิเวศ ยกตัวอย่างเช่น แม่น้ำน่านที่ถูกระเบิดฝนถล่มเมื่อเร็วๆ นี้ อาจทำให้แม่น้ำทั้งสายเปลี่ยนเส้นทางและเปลี่ยนระบบนิเวศในลุ่มน้ำนั้นได้เลย
ในช่วงที่ประชาชนผจญกับฝนกระหน่ำ โคลนถล่ม บรรดามด แมลง แมงป่อง ตะเข็บ ตะขาบ และงูเงี้ยวเขี้ยวขอก็พากันอพยพหนีน้ำท่วมมาอยู่อาศัยร่วมกับมนุษย์ด้วย เป็นเหตุให้ผู้คนได้รับอันตรายจากพิษสัตว์กัดต่อย
ในพื้นที่ชนบท หมอพื้นบ้านและชาวบ้านรู้จักสมุนไพรที่นำมาใช้เยียวยาพิษจากสัตว์อาคันตุกะที่ไม่ได้รับเชิญดังกล่าวด้วยสมุนไพรใกล้ตัว ในที่นี้ขอบอกตำรับยาดีของหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ 2 ท่าน
ท่านแรกคือ พ่อหมอเอียะ สายกระสุน หมอไทยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2565 จังหวัดสุรินทร์ เจ้าของตำรับยารักษางูพิษกัด ซึ่งเป็นทั้งยาฝนสำหรับดื่มและทา ประกอบด้วย (1) รากโลดทะนงแดง (2) เมล็ดหมากแห้ง (3) น้ำมะนาว
วิธีปรุงยา ฝนรากโลดทะนงแดงและหมากแห้งกับหินลับมีดจนกระทั่งน้ำเป็นสีขาวขุ่น ผสมน้ำครึ่งแก้ว กรณีใช้ในเด็กให้ลดปริมาณลง ส่วนการฝนยาสำหรับทา ให้บีบน้ำมะนาวก่อนสัก 2-3 หยดลงบนหินลับมีด จากนั้นฝนรากโลดทะนงแดง ฝนหมากแห้ง ให้ได้น้ำข้นค่อนข้างหนืด แล้วจึงทาลงบริเวณแผลที่ถูกงูกัด เคล็ดวิชารากโลดทะนงแดงและผลหมากแห้ง ทั้งสองอย่างต้องใช้ฝนคู่กันเสมอ ไม่สามารถแยกใช้ได้ ส่วนมะนาวจะช่วยดูดพิษงูออกมาที่ปากแผล หากไม่มีน้ำมะนาวสามารถใช้น้ำมะกรูดแทนได้เช่นกัน
โลดทะนงแดง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Trigonostemon reidioides (Kurz) Craib และมีรายงานเกี่ยวกับฤทธิ์แก้พิษงูของสารสกัดจากรากโลดทะนงแดง พบว่า สารออกฤทธิ์เป็นสารกลุ่มเรดิโอไซด์ (Rediocides) ตามชื่อสปีชีส์ (Species หรือชนิด) ของโลดทะนงแดงนั่นเอง การศึกษาวิจัยในสัตว์ทดลอง พบว่า การป้อนน้ำยาสมุนไพรโลดทะนงแดงที่ความเข้มข้น 50 กรัมต่อลิตร หลังจากหนูได้รับพิษงูเห่า โดยการฉีดพิษงู และทิ้งไว้เป็นเวลา 5 นาที สามารถยืดอายุการตายของหนูได้
ส่วนหมาก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Areca catechu L. เป็นสมุนไพรตัวช่วยเสริมฤทธิ์ สารสำคัญในเมล็ดหมาก คือสารอารีโคลีน (Arecoline) เป็นอัลคาลอยด์หลัก ออกฤทธิ์กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้ร่างกายตื่นตัวไม่ให้ง่วงหลับเมื่อถูกพิษงู

ตํารับยาดีท่านที่ 2 คือ พ่อหมอสมุทร สารุ หมอไทยดีเด่นแห่งชาติประจำปี 2569 เจ้าของตำรับยารักษาพิษแมลงสัตว์กัดต่อย และน้ำกัดเท้า ตัวยาประกอบด้วย (1) ใบฝรั่งสด 1 กำมือ (2) ใบสาบเสือสด 1 กำมือ (3) สารส้ม ขนาดเท่าหัวแม่มือ
วิธีปรุงยา ล้างใบฝรั่งและใบสาบเสือให้สะอาด โขลกตำเข้าด้วยกันให้ละเอียด จากนั้นบดสารส้มผสมลงไปคลุกเคล้าให้เข้ากัน ใช้ทาหรือพอกบริเวณที่สัตว์กัดต่อยหรือแผลน้ำกัดเท้า ทาซ้ำๆ อย่าให้ยาแห้งจนกว่าอาการจะทุเลาลง
ฝรั่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Psidium guajava L. ในใบฝรั่งมีสารเควอซิทิน (Quercetin) ออกฤทธิ์ต้านการอักเสบ บวมแดง ยับยั้งเชื้อแบคทีเรีย ถอนพิษบาดแผล แก้พิษเรื้อรัง รักษาน้ำกัดเท้าได้ด้วย และยังมีสารแทนนินช่วยสมานบาดแผลและส่วนสำคัญในการซ่อมแซมเนื้อเยื่อ
สาบเสือ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chromolaena odoratum (L.) R.M. King & H. Rob. และมีชื่อสามัญว่า วัชพืชสยาม (Siam weed) ใบสาบเสือมีสารสำคัญที่ช่วยรักษาและสมานบาดแผลถอนพิษ ประกอบด้วย กรดอะนิสิก (Anisic acid), กลุ่มฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) รวมถึงน้ำมันหอมระเหยที่มีสารยูพาทอล (Eupatol) และคูมาริน (Coumarin) สารส้มมีชื่อทางเคมีสามัญว่า โพแทสเซียมอะลัม (Potassium alum) หรือชื่อทางเคมีสากลคือ โพแทสเซียมอะลูมิเนียมซัลเฟต มีสรรพคุณช่วยสมานแผลและห้ามเลือด ช่วยให้แผลตื้นหรือแผลสดหายเร็วขึ้น
จะเห็นได้ว่า ทั้งพืชวัตถุ และธาตุวัตถุรวม 6 ชนิดที่ใช้ทำยาแก้พิษงู แก้พิษสัตว์กัดต่อย และรักษาแผลน้ำกัดเท้า ได้แก่ โลดทะนงแดง หมาก มะนาว ใบฝรั่ง ใบสาบเสือ และสารส้ม ล้วนเป็นสมุนไพรภูมิปัญญาชาวบ้านที่หาง่ายใกล้ตัว และมีประสบการณ์การใช้มายาวนานโดยมีชื่อหมอไทยดีเด่นแห่งชาติรับประกันคุณภาพ เตรียมไว้รับมือกับทุกๆ สถานการณ์ในโลกที่แปรปรวน
