เพื่อทุกความฝันจะมีวันมั่นคง : หนังสือบันทึกความหวังและการต่อสู้ทีมประกันสังคมก้าวหน้า
คอลัมน์ ฝนไม่ถึงดิน
ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี
- พวกเขาตัดได้แค่ต้นไม้หนึ่งต้น แต่ไม่อาจหยุดยั้งฤดูใบไม้ผลิ นิติสงครามการเลือกตั้งประกันสังคม
- คืนอำนาจให้ผู้ประกันตน : บันทึกจากห้องพิจารณาคดีถึงคำพิพากษาศาลปกครอง
- 27 กันยา เลือกตั้งประกันสังคมเปลี่ยนแปลงชีวิตสวัสดิการครั้งใหญ่
- คำสั่งศาลไม่ได้ให้เลื่อนเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม ต้องเดินหน้า 27 กันยายน ตามเดิม
- การเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคมที่กำลังจะมาถึง ไม่ใช่เพียงเรื่องของผู้ประกันตน
- ว่าด้วยการเลือกตั้งบอร์ดผู้ประกันตน และสองปีแห่งการพิสูจน์
- อ่านบทความทั้งหมดของ ษัษฐรัมย์ ธรรมบุษดี คลิกที่นี่
หนังสือเล่มนี้เริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ข้อหนึ่งที่ไม่มีใครในระบบเคยตอบตรงๆ เงินที่ถูกหักจากค่าจ้างทุกเดือนของผู้ประกันตนกว่า 15 ล้านคน ไหลไปที่ไหน และทำไมกองทุนที่มีสินทรัพย์เกือบ 2.90 ล้านล้านบาท ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จึงยังให้บำนาญที่ไม่พอเลี้ยงชีพแก่คนจำนวนมาก
คำถามนี้ดูเหมือนเป็นเรื่องตัวเลขและงบการเงิน
แต่สิ่งที่ผมพยายามทำตลอดทั้งเล่มคือแกะให้เห็นว่าเบื้องหลังคำถามนี้คือหลักการที่ถูกบิดเบือนไปทีละขั้น จนคนที่จ่ายเงินเข้าระบบมาทั้งชีวิตกลายเป็นเพียงผู้จ่าย ไม่ใช่เจ้าของกองทุนที่ตนเองมีสิทธิ์
หลักการตั้งต้นของประกันสังคมไม่ซับซ้อน มันคือการกระจายความเสี่ยงร่วมกัน แทนที่แต่ละคนจะต้องแบกรับความเสี่ยงของชีวิตโดยลำพัง ไม่ว่าจะเจ็บป่วย พิการ หรือชราภาพ ก็นำความเสี่ยงนั้นมารวมกันในกองทุนขนาดใหญ่ที่ทุกคนจ่ายเข้าไปและทุกคนได้รับการดูแลเมื่อถึงเวลา
หลักการนี้เกิดขึ้นครั้งแรกในเยอรมนีปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ไม่ได้เกิดจากความเมตตาของผู้มีอำนาจ แต่เกิดจากการต่อรองทางการเมือง
และนั่นคือสิ่งที่ทำให้หลักการนี้ยังทรงพลังมาจนถึงปัจจุบัน
เพราะมันไม่เคยขึ้นอยู่กับความใจดีของใคร
แต่ขึ้นอยู่กับว่าสัญญาระหว่างคนในรุ่นหนึ่งกับคนในรุ่นถัดไปจะถูกรักษาไว้อย่างซื่อสัตย์หรือไม่
ข้อเสนอหลักของหนังสือเล่มนี้ ซึ่งผมยืนยันในทุกบท คือสิทธิประโยชน์ การบริหาร และการลงทุน ไม่ใช่ 3 ปัญหาที่แยกกันแก้ได้ทีละเรื่อง แต่เป็น 1 ระบบเดียวที่พังพร้อมกันและต้องปฏิรูปพร้อมกัน
การแยก 3 เรื่องนี้ออกจากกันไม่ใช่แค่ความเข้าใจผิด แต่เป็นกลยุทธ์ที่ทรงพลังที่สุดในการหยุดยั้งการปฏิรูป เพราะตราบใดที่สังคมมองว่านี่คือปัญหาแยกส่วน การต่อสู้ก็จะแยกเป็น 3 สมรภูมิ และแต่ละสมรภูมิพ่ายแพ้ได้ง่ายด้วยเหตุผลเฉพาะของตัวเอง
ทุกครั้งที่มีข้อเสนอเพิ่มบำนาญ คำตอบแรกที่ได้ยินคือไม่มีเงิน ซึ่งฟังดูน่าเชื่อถือเพราะเป็นภาษาของความรอบคอบทางการคลัง
แต่ข้ออ้างนั้นไม่เป็นความจริง เพราะเงินมีอยู่มหาศาล
ปัญหาคือเงินนั้นถูกบริหารอย่างไร ไปลงทุนในอะไร และใครได้ประโยชน์จากห่วงโซ่นั้น
ทันทีที่เชื่อมโยงโครงสร้างการบริหารเข้ากับตัวเลขบำนาญที่คนได้รับจริง
ปัญหาเชิงเทคนิคก็กลายเป็นปัญหาความยุติธรรมที่ปฏิเสธไม่ได้
ในส่วนของสิทธิประโยชน์
หนังสือเล่มนี้อธิบายกลไกที่คนทั่วไปไม่เคยรู้ นั่นคือสูตรคำนวณบำนาญเดิมที่เฉลี่ยค่าจ้างจากเพียง 60 เดือนสุดท้ายก่อนเกษียณ ทำให้คนที่ส่งเงินสมทบเต็มที่มาทั้งชีวิตแต่บังเอิญมีรายได้ต่ำในช่วงท้าย กลับได้บำนาญต่ำกว่าที่ควรอย่างมาก
ผู้ประกันตนกว่า 570,000 คนจากผู้รับบำนาญทั้งหมด 800,000 คนได้รับผลกระทบจากความไม่เป็นธรรมนี้
สูตรบำนาญ CARE ที่เสนอในหนังสือแก้ปัญหานี้ด้วยการคำนวณจากค่าจ้างตลอดชีวิตการทำงานและปรับค่าเงินในอดีตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน
ทำให้ทุกเดือนที่ส่งสมทบมีความหมาย ไม่ถูกตัดทิ้งเพียงเพราะจังหวะเวลาที่บังเอิญไม่ดี
ในส่วนของการบริหาร หนังสือชี้ให้เห็นสมการที่เรียบง่ายแต่สำคัญมาก เงินที่เก็บจาก 3 ฝ่ายไหลเข้ามา ส่วนหนึ่งจ่ายเป็นสิทธิประโยชน์ อีกส่วนเป็นงบบริหารจัดการ ที่เหลือนำไปลงทุน
หากงบบริหารลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ เงินย่อมไหลกลับมาเป็นสิทธิประโยชน์ได้มากขึ้น
แต่ตรรกะนี้กลับไม่เคยเป็นที่ยอมรับในระบบเดิม ที่ยังคงมีโครงสร้างกำกับดูแลซึ่งออกแบบไว้ตั้งแต่ยุคที่กองทุนเล็กกว่านี้มาก
ยุคที่ยังไม่มีใครจินตนาการว่าวันหนึ่งจะมีสินทรัพย์เกือบ 3 ล้านล้านบาทอยู่ในมือของคณะกรรมการชุดเล็กๆ ที่อำนาจไม่ได้กระจายออกไปให้ผู้ประกันตนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง
ส่วนที่หนักที่สุดและซับซ้อนที่สุดคือเรื่องการลงทุน หนังสือเล่มนี้เปิดโปงว่าพอร์ตการลงทุนมูลค่า 2.90 ล้านล้านบาทมีปัญหาการกระจุกตัวในประเทศ การถือครองสินทรัพย์นอกตลาดที่ขาดความโปร่งใส และความสัมพันธ์ระหว่างผู้บริหารกองทุนกับบริษัทที่กองทุนเข้าไปถือหุ้นซึ่งอาจก่อให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อน
หลักการที่หนังสือเสนอไม่ใช่แค่การได้ผลตอบแทนสูงขึ้น
แต่คือการลงทุนที่สามารถตอบได้ว่าทำเพื่อใคร ด้วยหลักการอะไร และมีใครตรวจสอบได้
พร้อมข้อเสนอกรอบผลตอบแทนเป้าหมายและกลไกเตือนภัยล่วงหน้าแทนการตรวจสอบรายกรณีแบบเดิม
หนังสือยังนำกรณีศึกษาจาก 3 ประเทศมาเทียบเคียง
สวีเดนที่ออกแบบระบบบำนาญให้ทุกชนชั้นพอใจได้พร้อมกัน
เกาหลีใต้ที่เป็นบทเรียนว่ากองทุนบำนาญกลายเป็นเครื่องมือทางการเมืองได้อย่างไรเมื่อขาดธรรมาภิบาล
และนอร์เวย์ที่แสดงให้เห็นว่าการบริหารเงินสาธารณะอย่างโปร่งใสทำให้คนรุ่นหลังได้ประโยชน์ร่วมด้วยได้อย่างไร
การเปรียบเทียบนี้ไม่ได้มีไว้เพื่อบอกว่าประเทศไหนดีที่สุด
แต่เพื่อยืนยันว่าปัญหาของไทยไม่ใช่เรื่องที่แก้ไม่ได้ เพียงแต่ต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่มองทั้ง 3 มิติไปพร้อมกัน
สิ่งที่ผมอยากให้ผู้อ่านสังเกตคือ หนังสือเล่มนี้ไม่ได้เขียนขึ้นจากมุมของผู้เชี่ยวชาญที่มองปัญหาจากภายนอก
แต่เขียนขึ้นจากประสบการณ์ตรงในห้องประชุมที่ปิดแน่นที่สุดห้องหนึ่งของประเทศ
ตลอด 2 ปีที่ผ่านมาของตัวผมเอง ทีมงานที่ทำงานร่วมกันในนามทีมประกันสังคมก้าวหน้ามีบทบาทสำคัญในทุกแนวรบที่ปรากฏในเล่ม
ตั้งแต่ผู้จัดการทีมที่ดูแลจังหวะการทำงาน
ทีมสาธารณสุขที่ตามประเด็นสิทธิรักษาพยาบาลอย่างละเอียด
อนุกรรมการฝ่ายไอทีที่ตั้งคำถามกับโครงสร้างงบประมาณ ผู้สร้างเครื่องคำนวณออนไลน์ให้ผู้ประกันตนเห็นตัวเลขสูตรบำนาญ CARE ด้วยตัวเอง
และสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่นำสิ่งที่ค้นพบในห้องประชุมออกสู่พื้นที่สาธารณะ หนังสือเล่มนี้จึงเป็นผลรวมของการทำงานหลายคน ไม่ใช่ของผมคนเดียว
หัวใจของข้อเสนอทั้งหมดในเล่มคือความเชื่อว่า ไม่มีอารยธรรมใดล่มสลายเพราะรัฐทำนุบำรุงประชาชน
และไม่มีประชาชนใดที่ได้รับสวัสดิการมากพอจนกลายเป็นอุปสรรคต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ตรงกันข้าม ยิ่งผู้คนมีชีวิตที่มั่นคง การมีส่วนร่วมในสังคมก็ยิ่งเข้มแข็งขึ้น
หากท่านอยากเข้าใจว่าทำไมกองทุนสวัสดิการที่ใหญ่ที่สุดของประเทศจึงต้องถูกมองเป็น 1 ระบบ ไม่ใช่ 3 ปัญหาแยกส่วน การปฏิรูปประกันสังคม จึงเป็นรูปธรรมของ อุดมคติ ที่สามารถ ทำให้เกิดขึ้นจริง มันไม่ใช่ปลายทาง แต่เป็นเส้นทาง ของการต่อสู้ที่มีความฝันร่วมกัน
