มนัส สัตยารักษ์ : เสวนาที่ไม่สร้างสรรค์ เพราะมุ่งแต่จะพูด “เอามัน” มากกว่า

หลังจากบ่นเรื่อง “มันปากจนปากเป็นมัน” ไปวันเดียว ก็มีเพื่อนนายตำรวจส่งข้อความมาเตือนความจำทันทีว่า “นายเขียนเบาไปจนชาวบ้านที่ไม่ได้เป็นตำรวจอ่านแล้วไม่เข้าใจ”
ก็ต้องอธิบายความกันเล็กน้อยว่า ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ดร.สังศิต พิริยะรังสรรค์ ได้อ้างผลการวิจัย (ของตัวเอง) ประณามตำรวจอย่างรุนแรงทำนองว่ารับเงินมหาศาลจากบ่อนการพนัน
“แล้วอยู่ดีๆ หลังจากนั้นก็เงียบไปไม่แตะต้องอีกเลยจนบัดนี้ บ่อนก็ยังคงมีอยู่ มากขึ้นและใหญ่ขึ้น ลักษณะตรงกับคำโบราณที่ว่า ตีปลาหน้าไซ หรือ ต้อนวัวเข้าคอก”
เพื่อนซึ่งเป็นอดีตนายตำรวจนครบาลชั้นผู้ใหญ่เตือนความจำผมมาทางเฟซบุ๊กว่าผลการวิจัยครั้งนั้นไม่เฉพาะแต่โจมตีตำรวจเท่านั้น แต่ตีหน้าไซบ่อนพนันด้วย และดูเหมือนจะได้ผลเพียงด้านเดียวโดยสังคมไม่ได้อะไรเลย เพราะเงียบกันไปทั้งตำรวจและนักวิชาการ … เงียบสนิททั้งที่บ่อนยังดังอยู่
ช่วงเวลานั้นผมเป็นสารวัตรใหญ่ สน.บุปผาราม และขับเคี่ยวกับบรรดา “อบายมุข” ทั้งหลายแหล่ตามหน้าที่ ไม่ได้เป็นวัวสันหลังหวะ จึงไม่แคร์เรื่องนี้สักเท่าไหร่
แม้จะรับไม่ได้กับผลวิจัยที่ใส่สีตีไข่เสียจนเกินเหตุแล้ว ในอีกด้านหนึ่งผมแอบสะใจอยู่ลึกๆ เพราะตระหนักถึงความจริงที่ว่าตำรวจบางส่วนรับผลประโยชน์จากอบายมุข
ตลอด 3 ปีที่อยู่ในตำแหน่ง สวญ. สน.บุปผาราม ผมโชคดีที่ผู้บังคับบัญชาระดับสูงในช่วงเวลานั้นมีเมตตา มีความเป็นธรรมและเข้าใจผู้ใต้บังคับบัญชา
“เฮียเต่า” รอง ผบก.น.ธน วิทยุเรียกผมไปพบที่ริมถนนสายหนึ่งแถววงเวียนเล็ก
“ลูกน้องมึงกำลังจะอดตายอยู่แล้ว รอบๆ ท้องที่มึงเขา “วาง” กันหมดแล้ว”
“รับรองไม่มีอดตายครับ-เฮีย แค่ไม่อิ่มเท่านั้นแหละ บุปผารามมีเบี้ยเลี้ยง รปภ. ศูนย์การค้า ธนาคาร ร้านทองเยอะแยะ ไม่ต้องวางตู้ครับ” ผมตอบ
“เฮียเต่า” เป็นนายตำรวจนักเลงโบราณประเภท ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน ผมตอบแล้วเฮียก็หันไปคุยเรื่องอื่นต่อทันที ทำนองว่าเข้าใจกันโดยไม่ต้องพูดมาก ทางใครทางมัน เรื่องแบบนี้ตำรวจที่ยอมรับความจริงไม่อยากปฏิเสธ
และเมื่อผมพ้นจากตำแหน่ง สวญ. “เฮียเต่า” พาผมไปเลี้ยงส่งที่ไนต์คลับใหญ่แห่งหนึ่งซึ่งเจ้าของเป็นเจ้าของตู้ที่ถูกผมปฏิเสธการ “วาง” นั่นเอง
เป็นไปได้ว่าการเลี้ยงครั้งนี้ เป็นทั้งเลี้ยงเพื่อให้ผู้มีอาชีพคนละฟากได้รู้จักกันโดยไม่จำเป็นต้องเป็นศัตรูกัน หรือเลี้ยงเป็นการแสดงความยินดีที่ผมย้ายไปเสียได้ (ฮา)

เสี่ยแป๋ง ปิยะ อังกินันท์
เหตุผลที่ทำให้ผมวางเฉยกับผลการวิจัยหนนั้นสืบเนื่องมาจากนึกถึงอดีตผู้บังคับบัญชาคนหนึ่ง ก่อนหน้านี้ (ไม่ใช่เฮียหรือพี่) ที่ไปข่มหมูหรือ “บลั๊ฟฟ์” ผมครั้งเป็น สวป. สน.บางพลัด ความผิดหรือความบกพร่องของผมก็คือ ผมเป็นเพื่อนกับ “แป๋ง” ปิยะ อังกินันทน์ ที่เปิดบ่อนทั้งในบ้านและบนอาคาร 5 ชั้นกลางศูนย์การค้าแห่งใหม่
ขอฟื้นเรื่องโบราณที่ยังติดกะโหลกศีรษะผมอยู่…
“เป็นเพื่อนกับไอ้แป๋งหรือ” รองผู้บังคับการฯ บลั๊ฟฟ์ สีหน้าและสายตาเหมือนกับผิดหวังในตัวผมอย่างยิ่ง “…อย่างนี้ก็แย่สิ”
ผมออกอาการงงงัน…เป็นความผิดของผมหรือที่เป็นเพื่อนกับแป๋งมาตั้งแต่เรียนมัธยม เป็นความผิดของผมหรือที่กรมตำรวจย้ายผมจาก สว.รถวิทยุ กองปราบปราม มาเป็น สวป. สน.บางพลัด (ซึ่งทำให้ผมเกือบลาออก)?
หลังจากหายมึนงงและตั้งหลักได้ผมก็ย้อนถามว่า “แย่ยังไงครับ”
“จับมันไม่ได้น่ะสิ” รองผู้บังคับการฯ เบะปาก
“จับได้… ท่านจะจับไหมล่ะ ผมไปบ้านแป๋ง เด็กในบ้านเปิดประตูให้เข้าทันที”
(จบ…)
ผมโชคไม่ร้ายเกินไป เป็น สวป. สน.บางพลัด ไม่ถึงปีก็ถูกจับแขวนที่ตำแหน่งสารวัตรฝึกอบรม ฝ่ายอำนวยการ บก.น.ธน
เรื่องนี้ถ้าผมถามแป๋งตรงๆ ว่าต้อง “ส่ง” นายคนนี้ไหม
แป๋งก็จะตอบตรงๆ ว่า ไม่ต้องส่ง… เพราะมันมาเอาเองถึงที่บ้าน (ฮา)
นี่แหละครับที่ทำให้ผมเสียดายการวิจัยในครั้งกระนั้น ถ้าผู้วิจัยจริงใจและมีเจตนาดี เราอาจจะปฏิรูปตำรวจสำเร็จมาแต่เวลานั้นแล้วก็ได้ เราเหมือนอยู่ในประเทศที่อาจจะทำให้เรื่องดีกลายเป็นเรื่องร้าย ขณะเดียวกันก็สามารถทำให้เรื่องร้ายกลายเป็นเรื่องดีได้ง่ายๆ
เราอาจจะไม่ต้องวนเป็นวงหรือเป็น loop อยู่โดยแก้ปัญหา “อบายมุข” ไม่ได้มากว่าครึ่งศตวรรษ เราอาจจะมีบ่อนรัฐโดยถูกกฎหมายเหมือนสลากกินแบ่งหรือหวยรัฐ ตำรวจไม่ต้องถูกโจมตีและประณาม บ่อนก็ไม่ต้องถูกนักวิชาการตีปลาหน้าไซแล้วต้อนเข้าคอก
เรื่องบ่อนพนันที่ผมขุดเอามาเล่าทั้งสองเรื่องข้างต้นเป็นของโบราณ
เรื่องใหม่ในวันนี้ก็คือเรื่อง ผบ.ตร. ได้มอบหมายให้ พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. ไปแจ้งความร้องทุกข์ ดำเนินคดีกับ ดร.สังศิต พิริยะสังสรรค์ กับพวก ฐาน “หมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาฯ”
ผมไม่อาจเดาใจ ผบ.ตร. ได้ว่าเหตุใดจึงมอบอำนาจให้ระดับ “แม่ทัพ” ที่ยังมีแผลจาก “ค่าที่ปรึกษา” เป็นชนักปักหลังคาอยู่ ผบ.ตร. คงจะพิจารณาในแง่ของความขยันและเป็นขาลุย ซึ่งคุณศานิตย์ก็ลุยทันควันว่า
“ตำรวจทั่วประเทศสองแสนกว่าคน ร้อยละ 99.99 เป็นคนดี ตั้งใจทำงาน ฯลฯ”
“99.99%” เป็นแค่โวหาร แต่ใครจะมามัวไตร่ตรองเล่า ดังนั้น การณ์จึงเป็นไปตามที่ผมวิตก มีคอมเมนต์กลับมาทันทีเช่นกัน…
ชิ้นแรกมาจากเพื่อนนักหนังสือพิมพ์กระแหนะกระแหนมาในสื่อโซเชียล
“ผมเชื่อท่านอย่างสุดจิตสุดใจครับ มีตำรวจดี 99.99% อย่างที่ท่านว่า ที่เหลือ 0.01% อาจมีบ้างที่รับเงินอาบอบนวด หรืออาจจะได้จากบ่อนการพนัน เจ้ามือหวยใต้ดิน ฯลฯ ไม่รวมค่าที่ปรึกษาจากบริษัทเอกชนบางแห่งนะครับ”
เพื่อนอีกคนหนึ่งที่เป็นนักธุรกิจส่งข้อความที่อ่านแล้ว “แสบ” ยิ่งกว่า…
“ถ้านับตำรวจที่พูดเป็นคนดี ก็น่าเชื่อว่าตำรวจดีมี 99.99 เปอร์เซ็นต์” (ฮา)
แต่ที่ไม่ฮาก็คือ 0.01% ของสองแสนสองของตำรวจทั้งหมดคือ 2,200 คน… เรามีตำรวจเลวถึงสองพันสองร้อยคน!
กลุ่มคนในทุกสังคมหรือในทุกองค์กรแบ่งองศาหรือดีกรีความดี-เลวคร่าวๆ ได้สัก 3 กลุ่ม คือ ดีมาก-ปานกลาง-เลวมาก
บุคลากรในแต่ละองค์กรก็น่าจะแบ่งชั้นได้คร่าวๆ เป็น 3 ระดับเช่นกัน คือ ระดับสูงหรือระดับริหาร ระดับกลางหรือระดับปฏิบัติ และระดับล่างหรือระดับผู้น้อย
ถ้าตำรวจ 0.01% มีดีกรีเลวมาก อยู่ในระดับผู้น้อย ถือว่าเรื่องเล็ก เอาออกจากราชการไปดำเนินเดี๋ยวก็หมด ถ้าดีกรีปานกลาง อยู่ระดับปฏิบัติ ถือเป็นเรื่องธรรมดาโลก ปรับปรุงแก้ไขกันไป แต่ถ้าคนดีกรีเลวมากได้มาอยู่ในระดับสูงมันคือ “วิกฤต”
เป็นประเด็นที่น่าวิจัยและน่าเสวนาเป็นอย่างยิ่ง
เสียดายที่นักวิชาการไม่ได้เสวนาหรือคุยกับตำรวจในห้องวิจัย เพราะมุ่งแต่จะพูด “เอามัน” มากกว่าหวังสร้างสรรค์ เรื่องนี้จึงต้องคุย “เอาเรื่อง” กันที่โรงพักและศาล
