แรงงานต่างด้าว กับปัญหาเรื่อง “กรรม” พวกเขาก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิต

ทางการไทยกำลังเร่งขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาทำงานให้ถูกต้องตามกฎหมายอีกระลอก ดูเหมือนจะเป็นระลอกสุดท้ายแล้ว หลังจากความพยายามที่ผ่านมาส่งผลให้สถานะของแรงงานต่างด้าวในไทยดีขึ้นมาก และส่งผลให้เราได้เห็นคนงานต่างชาติทำงานหลากหลายอย่างเปิดเผยมากขึ้นเช่นเดียวกัน
แต่ดีขึ้นไม่ได้หมายความว่าปัญหาจะหมดลงนะครับ
ตัวอย่างเช่น รายงานล่าสุดของ โกลบอล อะไลแอนซ์ อเกนสต์ ทราฟิก อิน วีเมน (จีเอเอทีดับเบิลยู) องค์กรพันธมิตรของเครือข่ายองค์การพัฒนาเอกชนนานาชาติที่มีสำนักงานหลักอยู่ในไทย ซึ่งเผยแพร่ออกมาเมื่อวันที่ 24 กุมภาพันธ์นี้ แล้วพนมเปญโพสต์นำมานำเสนอเอาไว้เมื่อ 1 มีนาคม
ก็ยังแสดงให้เห็นถึงปัญหาใหญ่ที่ยังคงเกิดขึ้นกับแรงงานต่างด้าวสัญชาติกัมพูชาที่เดินทางเข้ามาทำงานอยู่ในประเทศไทยอยู่ต่อไป
รายงานชิ้นดังกล่าวเป็นการรวบรวมข้อมูลจากการติดตามสัมภาษณ์แรงงานทั้งที่ยังคงทำงานอยู่ในประเทศไทย และมีบางส่วนที่เดินทางกลับประเทศกัมพูชาwxแล้ว
มีประเด็นสำคัญที่เป็นหัวใจของรายงานฉบับนี้อยู่ที่ ความไม่เข้าใจหรือเข้าใจผิดของแรงงานอพยพเหล่านี้ต่อกฎหมายแรงงาน และกฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมืองของประเทศที่เดินทางเข้าไปทำงาน
และที่เกิดขึ้นพร้อมๆ กันกับความเข้าใจผิดพลาดดังกล่าวก็คือ แรงงานชาวกัมพูชา น้อยคนนักที่จะเดินทางเข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ทางการของไทย เมื่อถูกเบียดบัง เอารัดเอาเปรียบอย่างไม่เป็นธรรม
ความไม่รู้ ไม่เข้าใจกฎหมาย เป็นสาเหตุสำคัญประการหนึ่งของการไม่ยอมไปพบเจ้าหน้าที่ทางการไทย แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ รายงานชิ้นนี้ระบุว่าสาเหตุหลักที่แรงงานชาวกัมพูชาอ้างเอาไว้ว่าทำให้พวกเขาไม่ชอบเข้าพบเจ้าหน้าที่ ไม่ว่าจะเป็นตำรวจหรืออื่นๆ นั้น สืบเนื่องมาจาก “ประสบการณ์” ที่ได้รับมาจากภายในประเทศกัมพูชามาตั้งแต่อ้อนแต่ออกยังคงฝังแน่นอยู่ในความคิดความเข้าใจของคนเหล่านั้น
ประสบการณ์ของการได้พบแต่เจ้าหน้าที่คอร์รัปชั่น ฉ้อฉล กระบวนการยุติธรรมและระบบศาลที่ไร้ประสิทธิภาพที่เผชิญมาในกัมพูชา ทำให้พวกเขาน้อยครั้งที่จะคิดพึ่งพาเจ้าหน้าที่ในไทย
เพราะเกรงว่าประสบการณ์ทำนองเดียวกันจะเกิดขึ้นซ้ำ แม้อยู่ห่างข้ามแดนมาในอีกประเทศหนึ่งแล้วก็ตาม
แน่นอน พฤติกรรมการไม่พึ่งทางการดังกล่าวย่อมมีสาเหต6มาจากประเด็นอื่นๆ อีก อาทิ เนื่องจากมีคดีความที่ประสบความสำเร็จของเพื่อนผู้ใช้แรงงานต่างด้าวด้วยกัน ที่ได้รับเงินชดเชยหรือสินไหมทดแทนจากนายจ้างผู้กระทำผิด ก็มีให้เห็นน้อยมาก เป็นต้น
รายงานของจีเอเอทีดับเบิลยู ยังมีคำให้การของแรงงานบางราย ที่สะท้อนเหตุผลอื่นๆ ในการไม่พึ่งพากฎหมายให้จัดการกับนายจ้างไว้อีกด้วย ตัวอย่างเช่น ผู้ใช้แรงงานที่ใช้ชื่อ “นัม” และ “เลื่อม” ซึ่งทำงาน “คัดแยกขยะ” อยู่ในประเทศไทย แล้วไม่เคยได้รับค่าจ้าง ทั้งยังถูกคุกคาม ข่มขู่ และทำร้ายร่างกาย
“มีบางคนถามว่าเมื่อไหร่จะได้เงินค่าจ้าง เท่านั้นแหละก็ถูกตบหน้าด้วยปืน” นัมบอกไว้อย่างนั้น
ถึงจะเจอเหตุการณ์เลวร้ายเช่นนั้น แรงงานกัมพูชาส่วนใหญ่ก็ไม่เข้าพบเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือแรงงานจังหวัดในไทย “เลื่อม” ซึ่งถูกเตะโด่งเหมือนลูกบอลให้กับนายจ้างคนแล้วคนเล่า โดยไม่มีการจ่ายค่าจ้าง ให้เหตุผลไว้น่าสะทกสะท้อนใจว่า
“ฉันคิดว่าคงเคยทำอะไรเป็นกรรมเก่าเอาไว้ อาจจำเป็นต้องมาชดใช้หนี้กรรมในตอนนี้ ใช้กรรมหมดเมื่อใดคงหานายจ้างดีๆ ได้”
แดเนียล เมอร์ฟี ที่ปรึกษาของ ฮิวแมน ไรท์ วอทช์ และ อินเตอร์เนชั่นแนล เลเบอร์ ไรท์ ฟอรัม บอกว่า เคยเห็นมากับตาว่า แรงงานอพยพเอาแต่โทษตัวเอง ตำหนิตัวเอง หรือโทษว่าเป็นกรรมเก่าที่ทำให้ต้องมาเจอกับการกดขี่ข่มเหงในเมืองไทยมามากมาย
เขาบอกว่าสิ่งที่ได้พบมานั้นเป็นโศกนาฏกรรมในชีวิตจริง แต่ในอีกแง่หนึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่า คนเหล่านี้ถูกข่มเหง เบียดบังเอาประโยชน์อย่างเป็นระบบมามากมายและช้านานเพียงใด
“เมือน โทลา” จาก เซHนทรัล องค์การเพื่อสิทธิแรงงาน เชื่อว่า ในทางหนึ่งรัฐบาลกัมพูชาคงต้องรับผิดชอบ ตั้งแต่การฝึกอบรมทำความเข้าใจก่อนการเดินทางออกมาทำงาน และการทำให้ความช่วยเหลือข้ามประเทศนั้นเป็นไปได้ และเป็นไปโดยง่ายอีกด้วย
ทั้งหมดที่เราพูดถึงกันอยู่นี้ ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ของคนกลุ่มเล็กๆ แต่เป็นปัญหาของแรงงานกัมพูชากลุ่มใหญ่ที่ใช้ชีวิตอยู่ในเมืองไทยไม่น้อยกว่า 1 ล้านคนในเวลานี้
พวกเขาก็เป็นมนุษย์ที่มีชีวิต ทรงคุณค่าต่อญาติ พี่น้อง ครอบครัว และประเทศชาติเหมือนเราๆ ท่านๆ นี่แหละครับ
