รายงานพิเศษ : คุยกับทูต ปีเตอร์ ยาค็อบ 145 ปีแห่งความสัมพันธ์อันราบรื่นไทย-ฮังการี (2)

ฮังการีเป็นประเทศแรกที่มีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างค่อยเป็นค่อยไป และเป็นไปอย่างราบรื่น
ช่วงปี ค.ศ.1980 ฮังการีเริ่มนโยบายต่างประเทศที่หันไปทำการค้ากับตะวันตกมากขึ้น
และเมื่อกองทัพโซเวียตถอนกำลังออกจากฮังการีในปี ค.ศ.1990 ฮังการีจึงเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตยแบบรัฐสภาในระบบสภาเดียว
มีประธานาธิบดีซึ่งมาจากการเลือกตั้งทำหน้าที่เป็นประมุขของประเทศวาระละ 5 ปี ดำรงตำแหน่งได้เพียง 2 วาระ
และมีนายกรัฐมนตรีเป็นหัวหน้ารัฐบาล มีอำนาจในการบริหารงานแผ่นดิน

ความสัมพันธ์ทวิภาคีระหว่างไทยกับฮังการี
“ผมมีหน้าที่เสริมสร้างความสัมพันธ์ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การศึกษา และการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมระหว่างกัน เมื่อปี ค.ศ.2014 กระทรวงต่างประเทศของเราได้เปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงต่างประเทศและการค้า (Ministry of Foreign Affairs and Trade) เป็นการเน้นถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจอันเป็นเป้าหมายหลักของผมในการส่งเสริมการค้าและการลงทุนของทั้งสองประเทศให้มีปริมาณเพิ่มขึ้นในช่วงเวลาที่เหลือของผมในเมืองไทยอีกสองปี แม้ผมจะอยากอยู่ให้นานมากกว่านั้นก็ตาม” เอกอัครราชทูตปีเตอร์ ยาค็อบ กล่าว
ไทยและฮังการีได้จัดตั้งคณะกรรมาธิการร่วมว่าด้วยความร่วมมือทางเศรษฐกิจ (Joint Commission on Economic Cooperation – JCEC) เมื่อปี ค.ศ.2005
และล่าสุดมีการประชุมเมื่อวันที่ 10-11 กันยายน ค.ศ.2015 ณ กรุงบูดาเปสต์ ซึ่งครั้งนี้ไทยได้แสดงความยินดีที่ฮังการีเปิดสำนักงาน Hungarian National Trading House ที่กรุงเทพฯ
“ไทยเป็นคู่ค้าที่ใหญ่ที่สุดของเราในภูมิภาคอาเซียน (ASEAN) รองจากสิงคโปร์ การค้าไทย-ฮังการีในปี ค.ศ.2015 มีมูลค่ารวม 616.40 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และยังมีศักยภาพที่จะขยายตัวได้อีก เห็นได้จากการส่งออกสินค้าจากฮังการีมาไทยใน 11 เดือนแรกของปีที่ผ่านมา เพิ่มสูงขึ้นจากช่วงเวลาเดียวกันในปี ค.ศ.2015 ถึง 15%”
ฮังการีมองไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน ในขณะที่ไทยมองฮังการีเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคยุโรปกลาง
อุตสาหกรรมยานยนต์เป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมหลักของฮังการี สร้างรายได้ในการส่งออกถึงร้อยละ 20 ประกอบด้วยบริษัทจำนวนมากกว่า 600 บริษัททั่วประเทศ และแรงงานกว่า 100,000 คน สร้างรายได้ประมาณปีละ15,000 ล้านยูโร สินค้ากว่าร้อยละ 92 ส่งออกนอกประเทศ บริษัทส่วนใหญ่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO / TS 16949
ตั้งแต่ปี ค.ศ.1990 มีบริษัทผลิตรถยนต์ต่างชาติขนาดใหญ่ไปตั้งฐานการผลิตที่ฮังการี อาทิ Suzuki, Audi, General Motors, Opel และ Daimler
ฮังการีเป็นประเทศที่มีองค์ความความรู้ในด้านเภสัชกรรมและเทคโนโลยีชีวภาพเป็นเลิศ จึงมีจำนวนบริษัทด้านเทคโนโลยีชีวภาพสูงที่สุดในภูมิภาคกว่า 85 บริษัท เน้นด้านการผลิตและทำวิจัย โดยเป็นฐานการวิจัยอันเป็นที่ยอมรับ มีการร่วมมือที่เข้มแข็งกับมหาวิทยาลัยและบริษัทในสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น
และยังเป็นผู้ผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ (ร้อยละ 25) นับเป็นอุตสาหกรรมที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของฮังการี
2 ใน 3 ของอุตสาหกรรมด้านอาหารของฮังการี เป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ข้ามชาติโดยเฉพาะการผลิตนม เนื้อสัตว์ สัตว์ปีก เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ น้ำอัดลม ขนม ชา กาแฟกระป๋อง และน้ำมันพืช ได้แก่ Nestle, Uniliver, Coca- Cola Beverages, Agrana, Sio-Eckes Ltd., Sara Lee, Frieslandfoods, Bunge, Givaudan, Kraft Food, Pepsi, Dr. Oetker เป็นต้น
สินค้าส่งออกของไทยสู่ฮังการี ที่สำคัญได้แก่ ชิ้นส่วนคอมพิวเตอร์ รถยนต์และส่วนประกอบ อุปกรณ์ไฟฟ้า หม้อแปลงไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์จากยาง และเลนส์
สินค้าที่มีการขยายตัวสูง คือ เครื่องหนังและคอมเพรสเซอร์
ส่วนสินค้าที่ไทยนำเข้าจากฮังการี ได้แก่ รถยนต์ เครื่องจักรกล และส่วนประกอบ เครื่องจักรไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์เวชกรรม ไวน์ และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ เช่น ตับห่าน ซึ่งฮังการีผลิตมากเป็นอันดับสองรองจากฝรั่งเศส และส่งออกมากเป็นอันดับหนึ่ง
ไทยร่วมมือกับฮังการีสร้างพันธมิตรทางยุทธศาสตร์เป็นประตูสู่ยุโรป-อาเซียน (Europe-ASEAN Business Alliance – EABA) ฮังการีเป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางด้านการศึกษา โดดเด่นในด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและความคิดสร้างสรรค์ มีความเป็นเลิศในหลายสาขา อาทิ วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ วิศวกรรม เทคโนโลยีด้านการบริหารจัดการน้ำ และการเกษตร
นอกจากนี้ ฮังการียังเป็นต้นกำเนิดของสิ่งประดิษฐ์สำคัญที่มีประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติมากมาย อาทิ วิตามินซี ปากกาลูกลื่น มอเตอร์ไฟฟ้า ไดนาโม จอพลาสม่า จนถึงของเล่นลับสมอง อย่างเช่น ลูกบิดรูบิก ซึ่งประดิษฐ์คิดค้นโดย แอร์เนอ รูบิก (Ern? Rubik) ศาสตราจารย์และสถาปนิกชาวฮังการี
มีชาวฮังการีได้รับรางวัลโนเบล ตั้งแต่ปี ค.ศ.1905 รวมกันถึง 13 คน ในสาขาแพทยศาสตร์ ฟิสิกส์ และเคมี 11 คน และอีก 2 คนในสาขาเศรษฐศาสตร์ และวรรณกรรม
ซึ่งนับว่าเป็นจำนวนที่สูงมากสำหรับประเทศที่มีประชากรเพียง 10 ล้านคน

สะพานเชน (Chain bridge)สะพานแขวนเชื่อมระหว่างฝั่งบูดาและฝั่งเปสต์ครั้งที่ยังแบ่งเป็นสองเมือง
ด้านการศึกษา ฮังการีมีศักยภาพที่ไทยสามารถเรียนรู้และเพิ่มพูนความร่วมมือกัน ได้แก่ วิทยาศาสตร์การเกษตร เทคโนโลยีชีวภาพ พลังงาน และการปกป้องสิ่งแวดล้อม
“สำหรับทุนการศึกษา Stipendium Hungaricum Scholarship Programme ประจำปีการศึกษา ค.ศ.2017-2018 จะให้แก่นักศึกษาไทยเพื่อไปศึกษาต่อในระดับปริญญาตรี โท และเอก ในประเทศฮังการี จำนวน 42 ทุน ขณะนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังเตรียมการลงนามในหนังสือแสดงเจตจำนงว่าด้วยโครงการแลกเปลี่ยนด้านการศึกษาและวิทยาศาสตร์ ระหว่างกระทรวงทรัพยากรมนุษย์ฮังการีและกระทรวงศึกษาธิการไทยภายในปีนี้ ทุนการศึกษานี้เกิดจากความคิดริเริ่มของ ดร.สุรินทร์ พิศสุวรรณ อดีตเลขาธิการอาเซียน และนายกรัฐมนตรีฮังการี นายวิกเตอร์ ออร์บาน (Viktor Orb?n) ที่ประสงค์จะมอบทุนการศึกษาแก่นักศึกษาจากประเทศสมาชิกอาเซียน” เอกอัครราชทูต เล่าถึงความร่วมมือระหว่างกันในด้านต่างๆ
สถานเอกอัครราชทูตฮังการีประจำประเทศไทย ยังร่วมกับศูนย์ยุโรปศึกษา และหลักสูตรอักษรศาสตรบัณฑิตสาขาวิชาภาษาและวัฒนธรรม (หลักสูตรนานาชาติ) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดกิจกรรมต่างๆ อาทิ
– การบรรยายพิเศษ เรื่อง Hungary in Global Diplomacy and the Future of Europe โดย นายปีเตอร์ ซิยาร์โต (Mr. P?ter Szijj?rt?) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศและการค้าฮังการี เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการต่างประเทศของฮังการีและสหภาพยุโรป วันที่ 13 ตุลาคม ค.ศ.2016
– การจัดนิทรรศการ เกี่ยวกับการปฏิวัติฮังการี ค.ศ.1956 และการเสวนาหัวข้อ “Prince Wan Waithayakon and the 1956 Hungarian Revolution” เพื่อรำลึกถึงบทบาทและพระเกียรติคุณของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าวรรณไวทยากร กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ ต่อการแก้ไขปัญหาระหว่างฮังการีและสหภาพโซเวียต เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งประธานสมัชชาสหประชาชาติ วันที่ 26 ตุลาคม ค.ศ.2016
– การจัดนิทรรศการ การสำรวจโลกตะวันออกของชาวฮังการี (Hungarians Exploring the Orient) ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วันที่ 24 พฤศจิกายน ค.ศ.2015
และต่อมา สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ ทอดพระเนตรนิทรรศการดังกล่าวในวันที่ 4 มกราคม ค.ศ.2016
การลงทุน ประเทศไทยมีนโยบายส่งเสริมการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศด้านการเกษตร พลังงานทดแทน และพลังงานทางเลือกอิเล็กทรอนิกส์ โดยการให้สิทธิประโยชน์การลงทุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ซึ่งฮังการีสามารถใช้ประโยชน์จากการสร้างความเชื่อมโยงของเส้นทางคมนาคมของไทย ที่เชื่อมต่อกับประเทศเพื่อนบ้านไปสู่จีน นอกจากนี้ รัฐบาลไทยมีนโยบายจัดตั้งเขตเศรษฐกิจพิเศษอีก 5 แห่ง เพื่อส่งเสริมการค้า และการลงทุนกับประเทศเพื่อนบ้านที่อยู่ติดกันตามแนวชายแดนให้มากขึ้น
การลงทุนของไทยในฮังการีนั้น มีบริษัท Thai President Foods (Hungary) ตั้งโรงงานผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปยี่ห้อ Thai Chef และมาม่า ถือเป็นฐานการผลิตแรกของมาม่าในตลาดยุโรป
ส่วนการลงทุนของฮังการีในไทย ที่ได้รับการส่งเสริมจาก BOI นั้นมี 4 โครงการ รวมมูลค่า 1,361.5 ล้านบาท ได้แก่ บริษัท Amada Cable and Wire Harness (ธุรกิจผลิตสายไฟฟ้า) 75 ล้านบาท, บริษัท Csenki (สวนสนุก) 690 ล้านบาท, บริษัท Bangkok Solar (โซล่าร์เซลล์) 400 ล้านบาท
และบริษัทผลิตที่นอนยางพารา 196.5 ล้านบาท
ฮังการีเข้าร่วมเป็นสมาชิกขององค์การสนธิสัญญาแอตแลนติกเหนือ (NATO) ปี ค.ศ.1999 และสหภาพยุโรป (EU) ปี ค.ศ.2004 และในปัจจุบันหันมาให้ความสำคัญกับประเทศนอกยุโรปที่เศรษฐกิจกำลังขยายตัวโดยมีนโยบาย Eastern Opening และ Opening to the South
ตั้งแต่ปี ค.ศ.1997 เป็นต้นมา เศรษฐกิจของฮังการีมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 4 ต่อปี จากการส่งออกและการท่องเที่ยวเป็นหลัก เป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจที่เสรีและก้าวหน้าที่สุดประเทศหนึ่งในกลุ่มประเทศคอมมิวนิสต์ในอดีต การแปรรูปรัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ดำเนินการเสร็จสิ้นในปีเดียวกันนี้ จึงได้รับการจัดอันดับทางเศรษฐกิจที่ดี มีการเข้าถึงแหล่งเงินระหว่างประเทศได้ง่าย ช่วงปี ค.ศ.1994-2000 ปริมาณการลงทุนจากต่างชาติในฮังการีเพิ่มสูงสุดคิดเป็นร้อยละประมาณ 20-50 ของปริมาณการลงทุนจากประเทศตะวันตกในภูมิภาคยุโรปกลางและยุโรปตะวันออกทั้งหมด
“เราได้เห็นพัฒนาการที่เติบโตมาเป็นลำดับ ฮังการีกลายเป็นประเทศหนึ่งที่มีความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจสูงที่สุดและมีอัตราการว่างงานต่ำที่สุด ผมคิดว่า ช่วงระยะเวลาการเปลี่ยนผ่านทางการเมืองและการพัฒนาเศรษฐกิจนี้ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ของประเทศเรา…ฮังการี”
เอกอัครราชทูตยาค็อบ กล่าวสรุป
