bg-single

โลกร้อนเพราะมือเรา : ทะเลไทยพังย่อยยับ

10.04.2017

ถ้าใครติดตามข่าวการเสวนาวิชาการเรื่อง “วิกฤตขยะบกสู่แพขยะในทะเล : จะแก้อย่างไร” จัดโดยสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ต้องยอมรับว่า ทะเลไทยกำลังพังย่อยยับ อย่างที่ผมจั่วหัวเรื่องไว้

นักวิชาการผู้เข้าร่วมเสวนาชี้ให้เห็นพฤติกรรมของคนไทยทิ้งขยะอย่างชุ่ยๆ ผนวกกับระบบจัดการบริหารที่ล้มเหลว ไร้ประสิทธิภาพทำให้ทะเลไทยปนเปื้อนไปด้วยขยะ

ตามสถิติ คนไทยสร้างขยะวันละ 1 กิโลต่อวัน คิดเป็น 7.4 หมื่นตันต่อวัน รวมกัน 27 ล้านตันต่อปี

ขยะที่กำจัดอย่างถูกต้องมีเพียง 36% ส่วนที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อ 21% ขยะที่กำจัดไม่ถูกต้อง 43% ขยะตกค้างอีก 10 ล้านตัน

ถ้าดูเฉพาะจังหวัดที่อยู่ชายฝั่งทะเลพบว่า 23 จังหวัดมีขยะทั้งหมดราวๆ 10 ล้านตัน

ครึ่งหนึ่งหรือ 5 ล้านตัน ใช้วิธีจัดการขยะไร้มาตรฐานและมีโอกาสไหลลงสู่ทะเล

เว็บไซต์กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กระทรวงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เปิดเผยว่า ในปี 2558 ขยะตกค้างในทะเลมากที่สุด คือถุงพลาสติก 13% หลอดเครื่องดื่ม 10% ฝาพลาสติก 8% และภาชนะบรรจุอาหารอีก 8%

จากสถิติดังกล่าวนี้ทำให้ทะเลไทยติดอันดับทะเลที่เปื้อนไปด้วยขยะเป็นอันดับ 5 ของโลก

 

ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิทยาศาสตร์ทางทะเล คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บอกว่า ถ้าเทียบกับประเทศที่ทิ้งขยะเป็นอันดับต้นๆ ของโลกอย่างจีน อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ประเทศไทยมีประชากรน้อยที่สุด

“จีนมีปริมาณขยะในทะเล 3 ล้านตัน ทะเลไทยมีขยะ 1 ล้านตัน ทั้งๆ ที่คนไทยมีแค่ 70 ล้านคน” ดร.ธรณ์ซึ่งเป็นนักวิชาการด้านทะเลชื่อดังระบุ

“หากยังเป็นแบบนี้ไม่นานเราก็ขยับขึ้นไปเป็นที่หนึ่งของโลกได้ และขณะเดียวกันนานาชาติอย่างสหภาพยุโรปหรืออียูจะบีบเราแบบเดียวกับการทำประมงผิดกฎหมาย ถึงตอนนั้นเราจะลำบาก เราก็จะวิ่งแก้ไม่ทัน”

ดร.ธรณ์ชี้ว่า ขยะทะเลเป็นประเด็นที่ทั่วโลกให้ความสนใจเช่นเดียวกับปัญหาสภาวะโลกร้อน ขยะทะเลต่างกับขยะปกติเพราะขยะทะเลลอยน้ำสร้างผลกระทบได้ไกล การจะจัดการขยะทะเล ต้องเป็นมาตรการจัดการเดียวกับก๊าซเรือนกระจกที่นานาชาติจะมาบีบไทย

“เรามักรอให้โดนบีบก่อน แล้วค่อยแก้ เราชำนาญการอ้อนวอน ง้องอน และต่อให้เรารณรงค์เรื่องขยะให้ตาย ก็ลดได้แค่ 10 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น สิ่งนี้คือเรื่องที่นานาชาติเขาห่วงเพราะถามว่า ทำไมต้องมากินอาหารทะเลที่มีไมโครพลาสติก เขาก็รู้สึกว่าไม่ยุติธรรมกับการที่เขาพยายามลด แต่ประเทศต้นทางดันไม่ลด วันนี้อียูเข้ามาติดต่อเพื่อมาตรวจในเรื่องนี้แล้ว”

 

ดร.ธรณ์ยังบอกอีกว่า ไมโครพลาสติก เป็นภัยเงียบจากขยะในทะเล ถุงพลาสติกหากลอยไปติดประเทศอื่นอาจไม่เดือดร้อนเท่า หากพบแต่ว่าสิ่งที่น่ากังวลคือไมโครพลาสติก นั่นคือ พลาสติกที่แตกกระจายเป็นชิ้นเล็กๆ ลงเรื่อย จนเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร และเล็กลงไปเรื่อยๆ จนเรามองไม่เห็น แต่โทษยังร้ายแรง แพลงตอนก็กินไป ปลาเล็กกินแพลงตอน ปลาใหญ่กินปลาเล็ก และสุดท้ายปลาเหล่านั้นมาสู่จานอาหารของเรา

“หากสะสมไมโครพลาสติกมากๆ โทษก็มหาศาล ในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา นักวิจัยทั่วโลกให้ความสำคัญกับการศึกษา พบว่าไมโครพลาสติกมีผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระยะยาว และต่อให้เราใช้ถุงที่บอกว่าย่อยสลายได้ อย่าลืมว่าไม่ย่อยสลายในทะเล”

ผศ.ดร.ธรณ์กล่าวว่า การจะบอกให้ลดใช้ถุงพลาสติกไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะเรากำลังทำงานกับคนจำนวนมหาศาล ต้องเข้าใจนิสัยการใช้ถุงพลาสติกของคนไทยก่อน รัฐบาลไทยรู้เรื่องขยะในทะเล บางคนเสนอใช้มาตรา 44 ขอบอกเลยว่า มันใช้ไม่ได้

“เราไปบังคับขยะไม่ได้ บังคับคนไม่ใช้ถุงพลาสติกไม่ได้ ขยะทะเลไม่ใช่แค่เรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่คือความท้าทายของสังคมไทยในยุคนี้ที่จะนำเอาองค์ความรู้เรื่องต่างๆ มาใช้ ทั้งวิทยาศาสตร์ สิ่งแวดล้อม การสื่อสาร กฎหมาย นวัตกรรม วิศวกรรม อุตสาหกรรมในการผลิต”

 

ดร.ธรณ์เสนอสองทางออกในการจัดการปัญหาขยะ

หนึ่ง ให้ขายถุง ใครรับถุงต้องจ่ายเงินเพิ่ม จะเริ่มต้นจากสถาบันการศึกษา ร้านสะดวกซื้อ และค่อยขยับต่อไปในระดับใหญ่ สิ่งสำคัญที่สุดคือ โรดแม็ปในการจัดการ ที่เกาะพีพี จ.กระบี่ เริ่มใช้มาตรการนี้แล้ว

สอง ต้องรู้จักต่อยอดเป็นนวัตกรรม อย่างรองเท้าชื่อดัง อาดิดาส นำเชือกเอ็นในทะเลมาทำเป็นเชือกรองเท้า ฉะนั้น อย่ามัวแต่จะเอามารีไซเคิล แต่ต้องสร้างนวัตกรรมที่เพิ่มมูลค่า

ข้อเสนอแก้ปัญหา “ขยะ” ของ ดร.ธรณ์เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลควรนำไปคิดทำโดยเร็ว

 

ในที่เสวนา ดร.สุจิตรา วาสนาดำรงดี นักวิจัยสถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม จุฬาฯ ให้ข้อมูลว่า คนไทยรักสบาย ชอบความสะดวก อย่างเช่น พฤติกรรมการกินกาแฟ

กาแฟ 1 แก้วสร้างขยะได้ 4-5 ชิ้น เพราะมีทั้งหลอด ทั้งแก้วพลาสติก หูหิ้ว บางครั้งมีถุงซ้อนอีกชั้น

ดร.สุจิตรา ยกตัวอย่างโครงการปลอดขยะหรือ Zero Waste ที่ทำอยู่ด้วยการลด-งดแจกถุงพลาสติกในพื้นที่ของจุฬาฯ ร่วมกับร้านเซเว่นอีเลฟเว่น 6 สาขาและสหกรณ์ในจุฬาฯ ช่วง 3 เดือนแรก ระหว่าง 1 พฤศจิกายน 2559-1 กุมภาพันธ์ 2560 ใช้มาตรการเชิงสมัครใจ ซื้อของน้อยไม่รับถุง จากนั้นใช้มาตรการไม่แจกถุงฟรี หากซื้อถุงคิดใบละ 2 บาท

โครงการของ ดร.สุจริตรา ประสบความสำเร็จมาก ช่วง 3 เดือนแรกลดการใช้ถุง 20-40% เดือนกุมภาพันธ์ลดการใช้ถุงได้ถึง 90%

“คนไทยมีความงกมากกว่าใส่ใจสิ่งแวดล้อม ฉะนั้น การจ่ายเงินที่มากเกินไปจะทำให้คนไทยยอมเปลี่ยนพฤติกรรม กรณีนี้ถ้าหากตั้งราคาถุงไว้ที่ 1 บาท คนจะยอมจ่ายมากกว่าไม่รับถุง”

ดร.สุจริตราบอกว่า มนุษย์มีสิทธิและมักเรียกร้องสิทธิของตัวเองจนลืมหน้าที่พลเมืองในการรักษาสิ่งแวดล้อม และลืมสิทธิของ เต่า นก วาฬและสัตว์ทะเลอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากขยะที่ไหลลงสู่ทะเล



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ดันดาดัน 2 : ถึงแม่จะเป็นผี แต่แม่ก็อยากจะมีอยู่จริง
ความทรงจำ
คุยกับทูต | จูลีเด คายือฮัน บทบาทตุรกี ในฐานะสะพานเชื่อมโลก (2)
3 ทศวรรษ ‘Love Letter’ จาก ‘จดหมายรัก’ ระหว่าง ‘คนแปลกหน้า’ สู่ ‘โซเชียลมีเดีย’ และ ‘ธาตุแท้ของมนุษย์’
การละเล่นเพลงประชาชน
‘หัวใจ กับ เครื่องมือ’
ขมคอ สตอรี่ (1)
สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | รัฐธรรมนูญ กับ ฮั้วส.ว. การเมือง ละเอียดอ่อน
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล