bg-single

สุจิตต์ วงษ์เทศ/อุทัยธานีมีบรรพชน หลายพันปีมาแล้ว

16.08.2020

สุจิตต์ วงษ์เทศ

อุทัยธานีมีบรรพชน

หลายพันปีมาแล้ว

 

อุทัยธานีมีคนดึกดำบรรพ์ตั้งหลักแหล่งอยู่รวมกันเป็นชุมชนเริ่มแรกราว 3,000 ปีมาแล้ว ทำการเกษตรแบบดั้งเดิมมีปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์ ทำเครื่องมือเครื่องใช้ด้วยหิน, ไม้, โลหะ

คนกลุ่มแรกที่อุทัยธานีล้วน “ไม่ไทย” เพราะยังไม่พบหลักฐานว่าคนสมัยนั้นพูดภาษาอะไร? แต่ทางวัฒนธรรมคนกลุ่มแรกเหล่านั้นล้วนเป็นบรรพชนคนไทยปัจจุบันและล้วนเป็นบรรพชนคนอุทัยธานี โดยศึกษาจากระบบความเชื่อและอื่นๆ ที่ยังสืบเนื่องจนทุกวันนี้

หมาและควายเป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรมเพื่อความอุดมสมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหาร [ลายเส้นคัดลอกจากหนังสือ ศิลปะถ้ำเขาปลาร้า อุทัยธานี กรมศิลปากร พิมพ์ครั้งแรก พ.ศ.2533]

“คน” เสมอหน้ากัน ก่อนเป็น “คนไทย”

ก่อนเรียกตนเองว่าไทยหรือคนไทยในสมัยหลังๆ บรรดาบรรพชนเหล่านั้นล้วนเป็น “คน” เสมอหน้ากันเผ่าพันธุ์ต่างๆ ที่ยังไม่พบหลักฐานว่าเรียกตนเองอะไร? ทำไม?

แต่พบประเพณีพิธีกรรมร่วมกันอย่างกว้างๆ ได้แก่ นับถือศาสนาผี มีความเชื่อเรื่องขวัญว่าคนตาย ส่วนขวัญไม่ตาย เมื่อคนชั้นนำของเผ่าพันธุ์ตายต้องฝังศพรอขวัญคืนร่าง หลุมฝังศพมีหินตั้งล้อมวงเรียกสมัยหลังว่า “วงตีไก่” แสดงความเฮี้ยนของสถานที่

นับถือศาสนาผี (ผี หมายถึง อำนาจเหนือธรรมชาติที่จับต้องไม่ได้และมองไม่เห็น) เป็นความเชื่อดั้งเดิมของคนทั้งภูมิภาคอุษาคเนย์และในโลก ก่อนมีศาสนาพุทธและศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และก่อนมีการติดต่อกับอินเดีย

เชื่อเรื่องขวัญ หมายถึง ส่วนที่ไม่มีรูปร่าง จับต้องไม่ได้ มองไม่เห็น แต่เคลื่อนไหวได้ ลักษณะเป็นหน่วยมีหลายหน่วย แต่ละหน่วยสิงสู่อยู่กระจายตามส่วนต่างๆ ของคน, สัตว์, พืช, สิ่งของเครื่องมือเครื่องใช้, อาคารสถานที่ เป็นต้น

ความเชื่อเรื่องขวัญที่สำคัญ ได้แก่ เชื่อว่าคนตาย ขวัญไม่ตาย แต่ขวัญหายจากร่างไปชั่วคราว แล้วหาทางกลับร่างไม่ถูก ถ้าเรียกขวัญคืนร่างได้คนก็ฟื้นคืนปกติ จึงมีพิธีเรียกขวัญต่อเนื่องหลายวันหลายคืนเพื่อขอให้ขวัญกลับเข้าร่าง ครั้นหลังจากนั้นมีพิธีส่งขวัญงานศพขึ้นฟ้า (แล้วถูกปรับเปลี่ยนเป็นสวดอภิธรรมสืบจนทุกวันนี้)

ไม่มีความเชื่อเรื่องวิญญาณตามคำสอนทางศาสนาพุทธเพราะยังไม่ติดต่ออินเดีย จึงยังไม่เชื่อเรื่องเวียนว่ายตายเกิด (แม้หลังรับความเชื่อทางพุทธ-พราหมณ์แล้ว คนก็ยังเชื่อขวัญ แต่เอาปนกันกับวิญญาณจนบางครั้งเรียกขวัญว่าวิญญาณ)

ฝังศพ เมื่อมีคนตายต้องฝังศพรอขวัญคืนร่างตามความเชื่อเรื่องขวัญ โดยเฉพาะคนตายเป็นคนชั้นนำตระกูลหัวหน้าเผ่าพันธุ์ ในหลุมฝังศพจะรวบรวมของมีค่า เครื่องมือเครื่องใช้ฝังรวมไปด้วย เพื่อใช้ประจำวันขณะเป็นผีขวัญ

ส่วนคนตายทั่วไปที่ไม่อยู่ในตระกูลคนชั้นนำ ก็หามไปทิ้งกลางทุ่งกลางนาตามป่าเขาให้แร้งกากิน

หินตั้ง “วงตีไก่” ที่ฝังศพคนชั้นนำเพื่อรอขวัญคืนร่างเป็นบริเวณลานกลางหมู่บ้าน สถานประกอบพิธีกรรมของชุมชน โดยมีหินเป็นแท่งหรือเป็นแผ่นปักล้อมเป็นวงกลม เรียก “หินตั้ง” แสดงขอบเขตเฮี้ยนหรือขลัง

ต่อมาบางพื้นที่ทำเป็นเนินมี “หินตั้ง” โดยรอบ แล้วขุดคูน้ำล้อมรอบเรียกสมัยหลังว่า “วงตีไก่”

ภาพเขียนรูปบรรพชน ผนังถ้ำบนเขาปลาร้ามีภาพเขียนเป็นรูปบรรพชนที่ตายแล้ว มีวิถีปกติเหมือนเมื่อยังไม่ตาย แต่อยู่ในสภาพต่างมิติ จับต้องไม่ได้ และมองไม่เห็น เป็นหลักฐานสำคัญว่าเขาปลาร้าเป็นแหล่งศักดิ์สิทธิ์ หรือ “เฮี้ยน” ศูนย์กลางของคนหลายเผ่าพันธุ์

รูปบรรพชนคนที่ตายแล้วเจตนาวาดไม่เหมือนคนจริง ดูจากร่างกายผิดส่วนคนจริง เพราะต้องการสื่อให้รู้ว่าเป็นขวัญของคนตายเป็นผี บางทีเรียก “ผีขวัญ” เห็นแล้วรู้สึก “เฮี้ยน”

รูปทั้งหมดแสดงออกให้เห็นด้านข้าง อันมีต้นตอจากเล่นเงา แล้ววาดรูปไปตามเงาทาบทับบนผนังถ้ำ (เพราะภาพเขียนหลายพันปีแล้วในถ้ำและเพิงผา มีต้นตอจากพิธีเล่นเงาในพิธีกรรมเซ่นผีบรรพชนสมัยก่อนหน้านั้น)

ภาพเขียนบางรูปทำบางส่วนโปร่งแสง (แบบเอ็กซเรย์) เป็นต้นตอหนังตะลุงกับหนังใหญ่ ฉลุหนังเป็นลวดลายโปร่งแสงเพื่อแสงไฟลอดผ่านได้ไปทาบทับบนผนังหรือจอผ้าขาว

หมาและควาย เป็นสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ในพิธีกรรม เพื่อความอุด,สมบูรณ์ในพืชพันธุ์ว่านยาข้าวปลาอาหารของคนและชุมชนดั้งเดิมดึกดำบรรพ์หลายพันปีมาแล้ว จึงพบรูปหมาและควายบนภาพเขียนในถ้ำบนเขาปลาร้า

หมานำทางให้คนล่าสัตว์ในชีวิตประจำวัน และหมานำทางขึ้นฟ้าให้ขวัญของคนตายไปรวมพลังเป็นหนึ่งเดียวกับแถนหรือผีฟ้า ครั้นขากลับได้นำพันธุ์ข้าวจากฟ้าลงมาให้มนุษย์ปลูกไว้กิน จึงพบรูปหมาทำท่าเหินหาวลงจากฟ้า

บวดควาย ควายเปลี่ยว (หรือเปรียว แต่อีสานเรียกควายฮ้า) เป็นควายตัวผู้ มีอาการดุร้าย แข็งข้อ ไม่อยู่ในความควบคุมของคน เจ้าของควายเปลี่ยวต้องมีพิธี “บวดควาย” เพื่อกำราบปราบปราม

[บวดควาย หมายถึงควบคุมควายให้อยู่ในคำสั่งของคน (คำว่า “บวด” เหลือเค้าในภาษาถิ่นใต้ ใช้เรียกบวดวัว หรือวัวบวด เมื่อล้มวัวในการชนวัวพนัน)]

บวดควายสมัยต่อมาถูกดัดแปลงเป็นการละเล่นในพิธีขอฝน แล้วมีสืบเนื่องสมัยหลังเรียก “กระอั้วแทงควาย” ปัจจุบันรู้จักในชื่อ “กระตั้วแทงเสือ”

 

แหล่งถลุงเหล็ก

ต่อมาคนดั้งเดิมลุ่มน้ำสะแกกรัง อุทัยธานี รู้จักเทคโนโลยีก้าวหน้าจากภายนอก โดยเฉพาะการถลุงเหล็กทำเครื่องมือเครื่องใช้และส่งออกแลกเปลี่ยนซื้อขายตามเส้นทางคมนาคมดินแดนภายใน ราว 2,000 ปีมาแล้ว หรือราวหลัง พ.ศ.500

เหล็กเป็นทรัพยากรสำคัญกระตุ้นชุมชนดั้งเดิมให้เติบโตเป็นบ้านเมืองและรัฐสมัยการค้าโลกเริ่มแรก (ป้จจุบันมักเรียกสมัยทวารวดี) ราว 1,500 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ.1000

หลังจากนั้นบ้านเมืองลุ่มน้ำสะแกกรัง อุทัยธานี เป็นส่วนหนึ่งของรัฐเจนลีฟู และ/หรือรัฐสุพรรณภูมิ ซึ่งเริ่มพูดภาษาไทยเป็นภาษากลางทางการค้า ราว 800 ปีมาแล้ว หรือหลัง พ.ศ.1700

กระทั่งลุ่มน้ำสะแกกรัง อุทัยธานี สืบเนื่องเป็นพื้นที่ชายขอบแหล่งทรัพยากรเหล็กและ “ของป่า” แล้วกลายตนเป็นคนไทยของรัฐอยุธยา

 

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ภาษาไทย “อุบัติ”—ไม่ “วิบัติ”
PEA ครบรอบ 66 ปี แห่งความไว้วางใจ ประกาศก้าวใหม่ “Powering Every Life” ขับเคลื่อนพลังงานไทยสู่อนาคต
ถึงสถานีปลายทางสุขภาพ! “BEM Care 2026 Health Station สถานีสุขภาพ” ปิดฉากอย่างคึกคัก
นิรโทษกรรม 6 ตุลาฯ | สุรชาติ บำรุงสุข
“พิชัย” ชื่นชม “แบงก์ชาติ” ยุค “วิทัย” เดินถูกทาง ย้ำเสถียรภาพต้องคู่การเติบโต เชื่อแก้ทุนเทา–คอร์รัปชัน ช่วยเศรษฐกิจไทยก้าวสู่ประเทศรายได้สูง
“หมู่บ้านศีล 5” บ้านเจ็ดริ้ว “คึกคัก” สมเด็จเอื้อน-พระพรหมเสนาบดี” มาให้กำลังใจ ด้าน ครูสลา ร้องสด กราบสมเด็จช่วงด้วยดวงใจ ยก”สมเด็จช่วง” เป็นบิดาแห่งหมู่บ้านศีล 5
รถไฟและไฮเวย์: เมกะโปรเจกต์เชื่อมลาว–เวียดนามภายใต้ความสัมพันธ์แบบพิเศษ
โลกและอาเซียนในอนาคต จากมุมมอง ‘อมิตาฟ อาชาเรีย’
Songs in the Key of Life : รักบังตา
โทษประหารชีวิต : ข้อถกเถียงทางปรัชญา (2)
บทวิจารณ์เรื่องสั้น ‘เพื่อนข้างบ้าน’ จากรอยแตกร้าวริมรั้ว… สู่ภาพสะท้อนสงครามเย็นในสังคมไทย
‘ขอให้ความจริงปรากฏ’ ชุติมา นวลพลับ สู้มาราธอน ทวงงานศิลป์ ‘พระพุทธบาท’