bg-single

สุรชาติ บำรุงสุข | 88 ปี ระบอบทหารไทย EP.7 สงครามจาก 2507-2516

05.09.2020

“นายทหารที่เป็นปีกซ้ายเป็นคนกลุ่มน้อย [ในกองทัพ] คล้ายกับนักเล่นหุ้นกลุ่มน้อยเท่านั้นที่จะลงคะแนนเสียงให้กับพรรคการเมืองฝ่ายซ้าย [ดังนั้น] ผลของการแทรกแซงของทหารก็คือ การจัดตั้งรัฐบาลทหารปีกขวา”

Robert Pinkney

Right-Wing Military Government (1990)

นักศึกษาการเมืองภายในของไทยมักจะไม่ให้ความสำคัญของผลกระทบของปัจจัยภายนอก จนมองไม่เห็นถึงความสัมพันธ์ของสองปัจจัยนี้ โดยเฉพาะในเรื่องของสงคราม

แต่หากย้อนพิจารณาการเมืองไทยในแต่ละช่วงเวลาจะเห็นปัจจัยสงครามในแต่ละยุค

เช่น จอมพล ป. พิบูลสงครามยุคแรกเผชิญกับสงครามโลกครั้งที่ 2 จอมพล ป.ยุคหลังเจอกับสงครามเกาหลีและสงครามเดียนเบียนฟู จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ต้องพบกับสงครามในลาว แต่ที่ใหญ่ที่สุดคือจอมพลถนอม กิตติขจร กับสงครามเวียดนาม

ปัญหาความมั่นคงระหว่างประเทศในยุคจอมพลถนอม มีผลอย่างมากกับความเป็นไปกับการเมืองภายในของไทย ซึ่งไทยต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง 4 ประเด็นใหญ่ในเอเชีย ได้แก่

การเข้าสู่สงครามของสหรัฐในเวียดนามในปี 2507

การรุกในเทศกาลตรุษญวนในปี 2511

การถอนตัวของสหรัฐจากสงครามเวียดนามในปี 2512

และการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างสหรัฐ-จีนในปี 2515

ทั้งสี่เรื่องใหญ่นี้ล้วนมีผลต่ออนาคตของรัฐบาลทหารกรุงเทพฯ อย่างไม่อาจปฏิเสธได้

สงครามของสหรัฐในเวียดนาม

นับตั้งแต่ยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 และการกำเนิดของสงครามเย็นในเอเชียที่สอดรับกับการขยายตัวของกลุ่มการเมืองปีกซ้ายในไทย จะเห็นได้ชัดว่าผู้นำปีกขวาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นชนชั้นนำ ผู้นำทหาร และผู้นำปีกขวาจัดล้วนตกอยู่ใน “วังวนแห่งความกลัว” ของภัยคุกคามคอมมิวนิสต์ทั้งภายในและภายนอก

ฉะนั้น หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่มีผลอย่างมากกับอนาคตของการเมืองไทยเป็นปัญหาด้านความมั่นคง

ภัยคุกคามของลัทธิคอมมิวนิสต์กลายเป็นโจทย์การเมืองใหญ่ในยุคสงครามเย็น และกลายเป็นเงื่อนไขอย่างดีที่ถูกใช้เพื่อการสร้างความชอบธรรมของระบอบทหารทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งในไทยด้วย

ฉะนั้น เมื่อปัจจัยความมั่นคงเป็นตัวกำหนดสำคัญต่ออนาคตของการเมืองภายใน ก็เท่ากับชี้ให้เห็นในอีกมุมหนึ่งว่า ปัจจัยนี้เปิดโอกาสให้ผู้นำทหารแทรกแซงการเมืองได้โดยตรง

กล่าวคือ ปัจจัยนี้จะกลายเป็น “ข้ออ้างทางการเมือง” ที่ทำให้กองทัพสามารถขยายบทบาทในสังคมได้อย่างกว้างขวาง

หากพิจารณาภูมิทัศน์ความมั่นคงไทยอย่างตัดตอนเวลาแล้ว เราอาจจะเริ่มจากยุคของรัฐบาลจอมพลถนอม ที่เข้ามาบริหารประเทศจริงในปี 2507

ซึ่งในช่วงเวลาเช่นนี้ สถานการณ์ความมั่นคงในภูมิภาคก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ เมื่อเรือพิฆาต Maddox ของกองทัพเรือสหรัฐลาดตระเวนเพื่อเก็บข่าวกรองในอ่าวตังเกี๋ย ถูกโจมตีจากเรือตอร์ปิโดของเวียดนามเหนือ ในวันที่ 2 สิงหาคม 2507 อันเป็นจุดเริ่มต้นของ “วิกฤตอ่าวตังเกี๋ย” ตามมาด้วยการที่ทำเนียบขาวขออนุมัติรัฐสภาอเมริกันในการเปิดการโจมตีเวียดนามเหนือ…

สงครามเวียดนามยุคที่ 2 เริ่มขึ้นแล้ว

การโจมตีนี้คือจุดกำเนิดของสงครามเวียดนามที่มีสหรัฐเป็นคู่ขัดแย้ง และตามมาด้วยการขยายสงครามของสหรัฐ

ดังจะเห็นได้ว่าเมื่อสิ้นปี 2507 นั้น สหรัฐมีกำลังพลอยู่ในเวียดนามมากถึง 23,000 นาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งตามมาด้วยการขยายกำลังรบทางอากาศทั้งในและนอกเวียดนามด้วย

ในอีกด้านการแสดงออกด้วยมาตรการทางทหารอย่างเข้มแข็งในการตอบโต้กับฝ่ายคอมมิวนิสต์เช่นนี้ ทำให้ผู้นำสหรัฐได้รับเสียงสนับสนุนทางการเมืองภายในอย่างมาก

นอกจากนี้ เพื่อแสดงให้เห็นถึงพันธะของสหรัฐในการปกป้องชาติพันธมิตรให้พ้นจากการคุกคามของคอมมิวนิสต์ ในต้นเดือนมีนาคม 2508 สหรัฐได้เปิดการยกพลขึ้นบกที่ดานัง เพื่อแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของอำนาจกำลังรบในการทำสงครามเพื่อคุ้มครองเวียดนามใต้

และนำไปสู่การขยายกำลังรบ และการยกระดับกิจกรรมทางทหารของสหรัฐอย่างมากในเวียดนามและไทยในปี 2508

การตัดสินใจที่กรุงเทพฯ

ฉะนั้น จึงอาจกล่าวได้ว่าสหรัฐขยายสงครามเวียดนามอย่างต่อเนื่องจากช่วงเดือนสิงหาคม 2507 จนถึงปลายปี 2508

การขยายสงครามของสหรัฐเช่นนี้กลายเป็นความท้าทายด้านความมั่นคงอย่างมากต่อรัฐบาลทหารที่กรุงเทพฯ

ผู้นำไทยจะตัดสินใจอย่างไรกับปัญหาสงครามเวียดนามของสหรัฐ โดยเฉพาะผู้นำรัฐบาลทหารไทยไม่เคยตั้งคำถามกับวิกฤตอ่าวตังเกี๋ยที่เกิดขึ้นแต่อย่างใด

แต่ความผูกพันทางทหารระหว่างไทยกับสหรัฐที่เป็นผลจากสงครามเกาหลี และสงครามเดียนเบียนฟู (ความตกลงซีโต้ 2497) ทำให้ผู้นำทหารไทยไม่อาจตัดสินใจเป็นอื่นได้

และในต้นปี 2510 รัฐบาลจอมพลถนอมได้ตัดสินใจส่งกำลังรบทางบกเข้าร่วมกับสหรัฐในสงครามเวียดนาม

รัฐบาลไทยเข้าร่วมสงครามกับสหรัฐด้วยเหตุผลของ “ความกลัวคอมมิวนิสต์” และเชื่อเสมอด้วยความมั่นใจในพลังอำนาจทางทหารของ “สงครามตามแบบ” ว่า สหรัฐจะเป็นผู้ชนะในสงครามนี้

ในอีกด้านของมุมมองทางทหารแล้ว ก็แทบไม่มีเหตุผลเลยที่สหรัฐจะไม่เป็นผู้ชนะ

กำลังรบของเวียดนามเหนือและรวมถึงพวกเวียดกงนั้น ไม่ได้มีขีดความสามารถทางทหารมากพอที่จะรับมือกับการโจมตีของสหรัฐได้เลย และยิ่งในบริบททางเทคโนโลยีทหารแล้ว เวียดนามเหนือและเวียดกงไม่อาจเทียบเคียงได้กับเทคโนโลยีทหารสมรรถนะสูงที่สหรัฐมีในสนามรบได้เลย

ถ้าสหรัฐชนะสงครามในเวียดนาม ผู้นำทหารไทยเชื่อมั่นว่า ไทยจะปลอดภัยจากการคุกคามของคอมมิวนิสต์

และเชื่อมั่นในทางทหารว่า เป็นไปไม่ได้เลยที่สหรัฐจะกลายเป็นฝ่ายที่เพลี่ยงพล้ำในการสงคราม

หากพิจารณาด้วยตรรกของสงครามตามแบบแล้ว เมื่อสหรัฐชนะในหลายการรบ การแพ้สงครามจึงเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้เลย

ยิ่งมองจากมุมของสงครามทางอากาศที่เห็นจากยุทธการ “Rolling Thunder” ที่จนถึงปี 2513 นั้น สหรัฐทิ้งระเบิดต่อเป้าหมายในเวียดนามมากกว่าการที่ชาติต่างๆ ทิ้งระเบิดในสงครามโลกครั้งที่ 2

และระเบิดหลายแบบที่ทิ้งเป็นระเบิดแรงสูง และระเบิดนาปามที่มีขีดความสามารถในการทำลายอย่างมาก

ในขณะที่พวกเวียดกงขนส่งสิ่งอุปกรณ์ต่างๆ ในทางทหารด้วยรถจักรยาน หรือใช้การแบกขนด้วยแรงงานคน…

เป็นไปไม่ได้เลยที่มหาอำนาจผู้ทรงพลังอำนาจทางทหารอย่างสหรัฐจะเป็น “ผู้แพ้” ในสนามรบนี้

แม้ทิศทางของการสงครามมีสัญญาณของความเปลี่ยนแปลง เมื่อกองกำลังของเวียดกงเปิดการรุกใหญ่ในเทศกาลตรุษญวนในเดือนมกราคม 2511 (The Tet Offensive, 1968)

การโจมตีครั้งนี้เกิดมากกว่า 100 จุดที่เป็นเป้าหมายในเมืองของเวียดนามใต้และฐานทัพสหรัฐ

ปฏิบัติการของเวียดกงเกิดขึ้นพร้อมกัน และเกิดแม้กระทั่งที่ไซง่อนซึ่งเป็นเมืองหลวง รวมถึงสถานทูตอเมริกันด้วย

การรุกใหญ่ครั้งนี้เป็นคำตอบในทางทหารว่า “สหรัฐไม่อาจเอาชนะสงครามในเวียดนามได้”

แต่ก็ไม่ชัดเจนว่าผู้นำทหารไทยตระหนักถึงข้อสรุปนี้เพียงใด และมองเห็นทิศทางสงครามที่เปลี่ยนไปหรือไม่

แต่ท่าทีที่ชัดเจนก็คือ รัฐบาลทหารไทยยังเชื่อมั่นในอำนาจกำลังรบของสหรัฐว่าจะเป็นปัจจัยชี้ขาดสงครามในเวียดนาม และทหารไทยยังคงรบอยู่ในเวียดนาม

ยุทธศาสตร์ใหม่หลัง 2512

เมื่อทิศทางสงครามเป็นไปในแบบที่สหรัฐอาจจะไม่เป็นผู้ชนะในเวียดนาม ทำเนียบขาวจึงพยายามที่จะปรับยุทธศาสตร์ใหม่ในปี 2512 ด้วยนโยบาย “ให้คนเวียดนามรบในสงครามเวียดนาม” หรือมักจะถูกเรียกว่านโยบาย “ทำให้เป็นเวียดนาม” (The Vietnamization Policy)

และในเดือนมิถุนายน 2512 กำลังพลชุดแรกของสหรัฐก็ถอนตัวออกจากเวียดนาม และการลดกำลังพลอเมริกันดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง

ต่อมาในเดือนสิงหาคม 2515 รัฐบาลเวียดนามเหนือจึงยอมเปิดการเจรจาสันติภาพ และกำลังพลอเมริกันชุดสุดท้ายเดินทางออกจากเวียดนามในสิ้นเดือนมีนาคม 2516

รัฐบาลทหารไทยในช่วงเวลาดังกล่าวน่าจะพอเห็นถึงทิศทางดังกล่าว แต่การปรับยุทธศาสตร์ของไทยเองก็มีข้อจำกัดอย่างมาก เพราะรัฐบาลไทยไม่เคยตั้งประเด็นมาก่อนว่า ถ้าสุดท้าย ทำเนียบขาวตัดสินใจถอนตัวออกจากสงครามเวียดนามแล้ว ไทยจะรับมือกับภูมิทัศน์ความมั่นคงใหม่หลังการถอนตัวของสหรัฐอย่างไร เพราะผู้นำทหารไทยเชื่อมาโดยตลอดว่า “สหรัฐจะเป็นผู้ชนะ” ในสงครามนี้

นอกจากการปรับทิศทางยุทธศาสตร์ของสงครามเวียดนามแล้ว สหรัฐยังปรับยุทธศาสตร์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศอีกชุดด้วยการเปิดความสัมพันธ์ทางการทูตกับสาธารณรัฐประชาชนจีน เริ่มด้วยการยอมรับให้จีนแผ่นดินใหญ่เป็นผู้แทนของจีนในสหประชาชาติในเดือนตุลาคม 2514 และตามมาด้วยการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีอเมริกันในเดือนกุมภาพันธ์ 2515…

การเปิดการทูตใหม่ของความสัมพันธ์สหรัฐ-จีนถือเป็นภูมิทัศน์ใหม่ของการเมืองโลกอีกชุด ซึ่งในอีกมุมหนึ่งการทูตชุดนี้ทั้งการเจรจาสันติภาพในสงครามเวียดนามและการเปิดความสัมพันธ์สหรัฐ-จีน ช่วยทำให้ระดับความเข้มข้นของสงครามเย็นในเอเชียลดลงอย่างมาก

ในอีกมุมของสงครามเย็น ความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐ-โซเวียตก็ลดความรุนแรงลงเช่นกัน

การเริ่มเปิด “การเจรจาจำกัดอาวุธทางยุทธศาสตร์” (SALT) ในเดือนพฤศจิกายน 2512 และการเจรจานี้ดำเนินต่อเนื่องไปจนถึงปี 2515

แม้สงครามเย็นจะไม่ได้ปิดฉากลง แต่ก็ลดความตึงเครียดลงอย่างมาก และโลกก้าวสู่ยุคของ “การผ่อนคลายความตึงเครียด” (Detente)… สงครามเริ่ม “ไม่เย็นมาก”

ดังนั้น การเมืองโลกในช่วงจากการปรับนโยบายของทำเนียบขาวในปี 2512 จนถึงปี 2515 นั้น ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์การเมือง-ความมั่นคงของโลกอย่างมาก ระดับความตึงเครียดของรัฐมหาอำนาจลดลง และระดับของสงครามในเวียดนามก็ลดลงในทิศทางเดียวกัน

ถ้าเช่นนั้นรัฐบาลทหารที่กรุงเทพฯ จะปรับตัวอย่างไรกับความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว โดยเฉพาะการเปิดความสัมพันธ์สหรัฐ-จีนนั้น ส่งผลกระทบโดยตรงต่อนโยบายการทูตของไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เช่นเดียวกับในทางความมั่นคง

เมื่อผู้นำสหรัฐตัดสินใจเยือนจีนแล้ว เท่ากับเป็นคำตอบในตัวเองให้กับชาติในเอเชีย และรวมทั้งไทยว่าถึงเวลาที่จะต้องปรับตัวกับสถานการณ์ใหม่ รัฐบาลทหารไทยไม่อาจดำเนินนโยบาย “ต่อต้านจีน” ในแบบเดิมได้อีกต่อไป

ถ้าเช่นนั้นไทยจะทำอย่างไรกับการต่อต้านคอมมิวนิสต์ในบ้าน

รัฐประหารคือจุดจบ!

ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดในเวทีระหว่างประเทศเช่นนี้ ส่งผลให้ผู้นำทหารไทยตัดสินใจแก้ปัญหาด้วยวิธีการเก่า… รัฐประหารตัวเองในปี 2514 เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้เกิดความมั่นใจว่า ผู้นำทหารยังสามารถควบคุมการเมืองไทยได้

ขณะเดียวกันก็เชื่อว่ารัฐบาลทหารจะเป็นเครื่องมือในการปรับตัวทางยุทธศาสตร์ของไทยในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

แต่ในความเป็นจริงดังที่กล่าวมาแล้ว รัฐประหารนี้คือจุดเริ่มต้นของการถดถอยครั้งสำคัญของรัฐบาลจอมพลถนอม

และเป็นจุดที่นำไปสู่เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ ในเวลาต่อมาด้วย!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ