bg-single

ภาวะแรงงานทาสของอุยกูร์ ในระบบเศรษฐกิจโลก

13.12.2020

ชาวอุยกูร์ในมณฑลซินเจียง เผชิญกับการล่วงละเมิดสิทธิอันเป็นผลจากความแตกต่างทางชาติพันธุ์และวัฒนธรรมที่ไม่ได้เหมือนหรือตามที่ต้องการของรัฐบาลจีนคอมมิวนิสต์หลายปี

โดยเมื่อปี 2019 ชาวอุยกูร์จำนวนราว 1.5 ล้านคนถูกส่งตัวไปยังค่ายปรับทัศนคติที่ถูกสร้างขึ้นหลายสิบแห่งทั่วมณฑลซินเจียง

ความขัดแย้งระหว่างชาวอุยกูร์กับชาวฮั่นที่เข้ามาในซินเจียงกลายเป็นการจลาจลในช่วงหลายปี จนรัฐบาลจีนปักกิ่งต้องเข้าควบคุมแบบเบ็ดเสร็จเพื่อไม่ให้เกิดแรงต่อต้าน

นำไปสู่นโยบายและการปฏิบัติต่อชาวอุยกูร์ ทั้งการทำลายมัสยิด การจำกัดสิทธิเสรีภาพและการบังคับให้ปรับทัศนคติ ความคิดให้เป็นแบบเดียวกับรัฐบาลจีน

แต่ประเด็นล่าสุดที่มีการพบเกี่ยวกับการละเมิดสิทธิชาวอุยกูร์คือ พวกเขาถูกบังคับใช้แรงงานในโรงงานในแบบที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐานแรงงานในระบบเศรษฐกิจโลกปกติ

 

เรื่องสิทธิแรงงานเป็นสิ่งที่หลายประเทศหรือแม้แต่ประเทศไทยต่างต่อสู้เพื่อให้ได้งานที่ให้ค่าตอบแทนที่ช่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีหรือสภาพการจ้างที่ปลอดภัยและมั่นคง

แต่ชาวอุยกูร์อาจเลวร้ายกว่าเพราะพวกเขาแทบไม่สามารถส่งเสียงกับเรื่องพวกนี้ได้

พวกเขาถูกเปลี่ยนสภาพเป็นแรงงานราคาถูกตามบริษัทต่างๆ ในจีน ถูกบังคับให้อยู่ในโรงงานผลิตสินค้าป้อนเข้าตลาดทั้งในประเทศและตลาดโลก

โดยหลายชิ้นที่ถูกวางตามร้านแบรนด์ชื่อดัง อาจถูกผลิตขึ้นจากสองมือของแรงงานทาสจากซินเจียงก็เป็นได้

สถาบันนโยบายยุทธศาสตร์ออสเตรเลีย (เอเอสพีไอ) คลังสมองด้านความมั่นคงรัฐและการระหว่างประเทศชื่อดังของออสเตรเลีย ได้เผยรายงานเมื่อมีนาคมที่ผ่านมาในชื่อ Uighurs for sale (ชาวอุยกูร์มีไว้ขาย) ซึ่งเผยหลักฐานที่แสดงถึงความอื้อฉาวต่อการบังคับใช้แรงงานที่ไม่เพียงตำหนิการกระทำของรัฐบาลจีน แต่ยังตั้งคำถามไปถึงแบรนด์เนมชื่อดังหลายแห่งที่อาจพัวพันกับเรื่องนี้ด้วย

รายงานระบุว่า ค่ายปรับทัศนคติที่ทางการจีนเรียกชื่อว่า ศูนย์การศึกษาที่ตั้งตามนโยบายให้การศึกษาใหม่ ชาวอุยกูร์ที่ทางการจีนอ้างว่านำมาเรียนรู้และฝึกอาชีพนี้ได้สำเร็จการศึกษาและถูกส่งตัวไปยังโรงงานหลายแห่ง

ไม่ใช่แค่ในซินเจียง แรงงานบังคับชาวอุยกูร์ยังถูกทางการจีนส่งตัวไปตามโรงงานอีกหลายมณฑล ซึ่งในจำนวนนี้อาจเป็นโรงงานผลิตสินค้าให้แบรนด์เนมเบอร์ต้นๆ ระดับโลกด้วย

โดยคาดการณ์ว่าในช่วงปี 2017-2019 มีการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์ราว 80,000 คน ถูกส่งไปตามโรงงานนอกมณฑลซินเจียงผ่านโครงการภายใต้นโยบายของรัฐบาลปักกิ่งที่ถูกเรียกว่า “นโยบายช่วยเหลือซินเจียง” (Xinjiang Aid)

ไปเป็นแรงงานผลิตสินค้าหลายรูปแบบไปจนถึงชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ สิ่งทอและยานยนต์ ทำให้ในรายงานดังกล่าว มีการระบุชื่อบริษัททั้งจีนและต่างชาติถึง 82 แห่งว่าได้ประโยชน์ทั้งทางตรงหรือทางอ้อมจากการบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์

 

ภายใต้ระบบทุนนิยมโลกในปัจจุบัน เป็นปกติที่แบรนด์ของประเทศหนึ่ง จะเลือกใช้โรงงานและแรงงานจากอีกประเทศเพื่อลดต้นทุน เป็นฐานการผลิตสินค้าป้อนเข้าตลาดโลก

แต่การออกมาเปิดโปงของเอเอสพีไอ เรียกว่าพาดพิงครอบคลุมตั้งแต่เจ้าของเสื้อผ้าชื่อดัง อุปกรณ์กีฬา ไปจนถึงอีคอมเมิร์ซระดับโลก

หลายบริษัทต่างออกมาชี้แจงกันจ้าละหวั่น โดยหลายแห่งต่างยืนยันว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับโรงงานที่ถูกรายงานว่าบังคับใช้แรงงานชาวอุยกูร์

หรือบางแห่งประกาศขอสืบสวนหาความจริงกับโรงงานคู่สัญญาว่ามีการละเมิดหลักการสากลองค์การแรงงานระหว่างประเทศหรือไอแอลโอหรือไม่

โดยที่พร้อมทำตามข้อเสนอแนะของเอเอสพีไอ ซึ่งเอเอสพีไอมีข้อเสนอให้กับทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจโลกในการดำเนินธุรกิจที่ต้องเคารพหลักสิทธิมนุษยชน

 

นับตั้งแต่รายงานของเอเอสพีไอถูกเผยแพร่ตั้งแต่มีนาคมจนถึงเมื่อเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมา หลายบริษัททั้งในแถบอเมริกา ยุโรปและญี่ปุ่นต่างออกมาตอบสนองในหลายรูปแบบ

ตั้งแต่คำชี้แจงยืนยันที่ไม่มีการว่าจ้างแรงงานที่ผิดกฎหมายสากล หรือบางแห่งยกเลิกสัญญากับโรงงานที่ถูกระบุในรายงานนี้ไป และมีการทำคู่มือสำหรับนักลงทุนในการระบุตัวตนเพื่อลดความเสี่ยงในการใช้แรงงานบังคับจากมณฑลซินเจียง

แต่สำหรับรัฐบาลจีน ก็ออกมาตอบโต้รายงานชิ้นนี้ว่าเป็นข้อกล่าวหาอันเลื่อนลอยและเป็นแผนสมรู้ร่วมคิดของชาติตะวันตกในการต่อต้านจีน

ทั้งที่จีนมีความปรารถนาดีในการรักษาความสงบและสกัดกั้นการเผยแพร่ความคิดสุดโต่งที่นำไปสู่การก่อการร้ายในซินเจียง สร้างพลเมืองที่เคารพกฎหมาย ทำงานหนักและมีความรักชาติแบบฉบับพรรคคอมมิวนิสต์จีน

 

ทั้งนี้ กฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการบังคับใช้แรงงานนั้น มีอยู่ในอนุสัญญาว่าด้วยการยกเลิกแรงงานบังคับ ค.ศ.1930 ที่ออกมาเพื่อยุติการใช้แรงงานบังคับในทุกรูปแบบ โดยมีประเทศภาคีสมาชิกองค์การแรงงานระหว่างประเทศให้สัตยาบัน 178 ประเทศ ยกเว้น อัฟกานิสถาน บรูไน จีน หมู่เกาะมาร์แชล ปาเลา เกาหลีใต้ ตองก้า ตูวาลูและสหรัฐอเมริกา

และยังมีพิธีสารประกอบอนุสัญญาปี 2014 ที่บังคับให้รัฐภาคีต้องให้ความคุ้มครองและการเยียวยาที่เหมาะสมรวมถึงการให้ค่าชดเชยแก่เหยื่อที่ถูกบังคับใช้แรงงานและลงโทษผู้กระทำผิดเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับ

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้รัฐภาคีต้องพัฒนานโยบายและแผนปฏิบัติระดับชาติเพื่อปราบปรามการบังคับใช้แรงงานอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 4) เรื่อง ปัญหา JBC | สุรชาติ บำรุงสุข
วันหนึ่ง ณ ตึกสันติไมตรี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถามถึง ‘ไอ้บ๊อบ’ การเมือง ‘ทองใบ ทองเปาด์’ ทนายแม็กไซไซ
ไทยประกันชีวิต เดินหน้าโครงการ ‘เสริมโอกาส สร้างอาชีพ’ ปี 4 ประเดิมที่แรก APCD หนุนกลุ่มเปราะบาง
เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)