bg-single

คุยกับ ผศ.ทัศนัย เสรีภาพใน มช. และการต่อสู้-ปะทะ ระหว่าง ‘ศิลปะ’ – เผด็จการ/รายงานพิเศษ

03.02.2022

รายงานพิเศษ

พิชญ์เดช แสงแก่นเพ็ชร์

 

คุยกับ ผศ.ทัศนัย

เสรีภาพใน มช. และการต่อสู้-ปะทะ

ระหว่าง ‘ศิลปะ’ – เผด็จการ

 

ปี2564 ที่ผ่านมา ชื่อของ ผศ.ทัศนัย เศรษฐเสรี อาจารย์ภาควิชาสื่อศิลปะและการออกแบบสื่อ คณะวิจิตรศิลป์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้รับความสนใจในสังคมอย่างกว้างขวาง ระหว่างเข้าไปปกป้องลูกศิษย์

และด้วยคำว่า “ศิลปะ ไม่เป็นขี้ข้าใคร” ที่อาจารย์ใช้ในการสื่อสารกับทางเจ้าหน้าที่คณะ เป็นวาทะที่อยู่ในใจของใครหลายๆ คน

วันนี้ “มติชนสุดสัปดาห์” จึงขอโอกาสบินมาหา สนทนากับ อ.ทัศนัยถึงเชียงใหม่ในหลายประเด็น

 

: มองสถานการณ์เสรีภาพในรั้วมหาวิทยาลัยในวันนี้เป็นอย่างไร

ในรั้วมหาวิทยาลัยที่เราเรียกว่าเป็นโลกวิชาการ การถกเถียงหรือความคิดเห็นที่ไม่ตรงกัน ไปจนถึงไม่ตรงกันโดยอย่างสิ้นเชิง มันเกิดขึ้นในทุกยุคทุกสมัยอยู่แล้ว ความคิดของมนุษย์มีความหลากหลาย บางครั้งก็เหมือนกับน้ำกับไฟ แต่ก่อนจะมีเส้นแบ่งตรงกลางที่จะไม่ล้ำเส้นกัน ก็คือเป็นการถกเถียงทางความคิด เต็มที่ก็ตบโต๊ะกัน ไม่มองหน้ากัน หรือจะไม่คบหากัน ก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่พอถึงในที่ประชุมทางวิชาการก็จะคุยกัน ต้องถกเถียงกัน ต่างคนก็ถกเถียงความคิดของตัวเองซึ่งเป็นเรื่องปกติ

แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ในเวลาปัจจุบันลักษณะของความคิดที่มันแตกต่างกันและก็ถกเถียงกันมันก็ยังดำรงอยู่ แต่สิ่งหนึ่งที่น่าเป็นที่สังเกตในมหาวิทยาลัยไทยก็คือ มันกลายเป็นคนกลุ่มหนึ่งที่มีความยึดถือในความเชื่อของตัวเอง ที่มีตำแหน่งทางการเมืองด้วย

เช่น อธิการบดีในมหาวิทยาลัยต่างๆ หรือว่าคณบดี หรือตำแหน่งอื่นๆ ในมหาวิทยาลัย ใช้ความเชื่อของตนเองให้กลายเป็นระเบียบการปกครองในมหาวิทยาลัย และทำให้มันไปทำลายความคิดอื่นๆ มันไม่สามารถที่จะเจริญเติบโต ไม่มีที่ยืน ไม่มีที่อยู่

เป็นแบบนี้มาตั้งแต่ปี 2549 ไม่ใช่พึ่งมาเป็น แต่ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาค่อนข้างหนักหน่วง มีการล้ำเส้นกันทางความคิด ไม่มีการเคารพนับถือเกิดขึ้นจำนวนมากในทุกระดับ เกิดการไม่รับฟังความคิดเห็นของหน่วยงานต่างๆ ในมหาวิทยาลัย ในสายปฏิบัติงาน ในหมู่คณาจารย์ด้วยกันทุกเรื่อง เรื่องงบประมาณ เรื่องวิชาการ เรื่องหัวข้อในการวิจัยของอาจารย์เองหรือนักศึกษา

โดยกลุ่มคนที่มีอำนาจ ที่ใช้ความคิดของตนเองเป็นหลักยึดว่าตัวเองถูกต้อง ในการตัดสินคนอื่น แม้แต่พื้นที่ของนักศึกษาในการเรียกร้องต้องออกมาข้างนอก ตามถนน ในที่สาธารณะ ไม่สามารถที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเองในมหาวิทยาลัยได้เลย หลายปีที่ผ่านมามีคนทำแคมเปญ มหาวิทยาลัยไม่ใช่ค่ายทหาร แต่มันเป็นค่ายทหารจริงๆ บริหารงานกันตามลำดับชั้น เหมือนกับกระทรวง ทบวง กรมในไทย

 

: พูดถึงบทบาท-ภาพจำอาจารย์เด่นชัดในการปกป้องลูกศิษย์

ไม่ใช่แค่เราคนเดียว ยังมีอาจารย์และเพื่อนๆ อีกหลายๆ ท่านไม่ว่าจะเป็นศิลปิน นักวิชาการ ที่ทำในอาณาบริเวณอำนาจที่เขาทำได้ บางคนทำได้ดีกว่า จะให้ยืนอยู่เฉยๆ ในจุดนั้นก็คงทำไม่ได้ เหมือนทรยศความเชื่อตนเอง ต่อการกระทำที่ทำมาทั้งชีวิต คณาจารย์บางคนในมหาวิทยาลัยเขาก็มีความรู้สึกในฐานะมนุษย์ ว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง แต่ด้วยโครงสร้างจากอาชีพ ในระบบราชการไทยที่ตัวเขาเองก็ไม่ได้มีความกล้าเป็นทุนเดิมอยู่แล้วเลยทำให้ไม่ได้ออกมาทำอะไร

ผมเองตื่นเต้นทุกครั้งเวลาที่ลูกศิษย์เราจบการศึกษา แล้วตัวเขาเอง ครอบครัวเขาเองไม่ใช่ภูมิใจในใบปริญญาที่ได้ แต่ว่าจากการศึกษา ค้นคว้า การวิจัยและการทำงานศิลปะ เขารู้สึกว่ามันไม่ได้ดีที่สุดในชีวิตของเขา แต่ในช่วงเวลา 4-5 ปีในรั้วมหาวิทยาลัย เขาได้ทำอะไรตามศักยภาพและต้นทุนที่เขามี

ผมจะไม่รู้สึกภูมิใจ แต่ผมจะรู้สึกเสียใจด้วยซ้ำ ถ้าลูกศิษย์ผมทำอะไรที่มันเหมือนกับงานของผมเอง ทำอะไรที่ในสิ่งที่ผมอยากเห็น ผมจะไม่รู้สึกภูมิใจ ต้องยอมรับว่าในหลายๆ คนที่จบไป ปัจจุบันผมยังไม่เข้าใจว่าเขาคิดอะไรอย่าง 100% แต่ผมภูมิใจที่เขากล้าจะค้นหาในสิ่งที่ผมไม่เข้าใจ ผมรู้สึกว่าแบบนี้ดี

 

: บรรยากาศศิลปะ-เสรีภาพในประเทศ

ศิลปะทุกยุคทุกสมัย สะท้อนบรรยากาศเสรีภาพของสังคม ศิลปะทำให้เกิดการเคลื่อนไหวทางสังคมได้ บางคนคิดว่าศิลปะเป็นเรื่องความสวยงามเท่านั้น ความสวยงามนั้นยังมีอยู่ แต่ที่สำคัญคือมันช่วยปลุกเร้าความเป็นคนให้มีศักดิ์ศรีแล้วก็คนรุ่นใหม่จำนวนมากใช้ศิลปะในการพูดหรือสื่อสารความคิดที่มีไม่ใช่เฉพาะแค่คนที่เรียนศิลปะเท่านั้น

ศิลปะมันจึงกลายเป็นโฟกัสที่กลายเป็นจุดที่รัฐบาลพยายามจะควบคุม ในทุกรัฐเผด็จการ จากการควบคุมทางการเมือง การยึดอำนาจ การรัฐประหาร การควบคุมในรัฐสภาแล้ว สิ่งที่จะควบคุมประชาชนในส่วนที่ลึกที่สุดและเบ็ดเสร็จที่สุดคือในระเบียบของศีลธรรมและสุนทรียศาสตร์ นั่นก็คือศิลปะ

ดังนั้น ก็จะมีการจ่ายงานกัน ผ่านทางสถาบัน (การศึกษา) ทางศิลปะก็จะมีการแต่งตั้งผู้บริหารที่มีแนวคิดเดียวกับเผด็จการขึ้นมาจัดการ ห้ามปรามเสียงของเสรีภาพทางศิลปะ ในหลายปีที่ผ่านมาจึงทำให้ศิลปะเป็นประเด็นโดยเฉพาะในคณะวิจิตรศิลป์ ก่อนหน้านี้ที่มีกลุ่มที่มีความคิดไปในทาง กปปส. (มหาวิทยาลัยศิลปากร) แต่ก็เริ่มซาลง ไม่ได้มีบทบาทอะไรมาก

 

: ภาพรวมคนในวงการศิลปะ ทุกวันนี้เป็นอย่างไร

ตอนนี้ศิลปะกลายเป็นพื้นที่ของการปะทะระหว่างคนที่ยึดถือความเชื่อแบบหนึ่ง ที่เขาเชื่อว่าความเชื่อของเขามันมาพร้อมกับอำนาจและประโยชน์มากมาย การเข้าถึงทรัพยากร แหล่งทุนและโอกาสต่างๆ ที่ทำให้เขาเคยมีสุขในอดีตที่พวกเขาไม่ได้อยากเสียไปในตอนนี้

ในขณะที่คนอีกกลุ่มไม่ได้คิดถึงเรื่องตรงนี้ คิดเพียงแค่ว่าการที่จะส่งเสียงผ่านภาษาทางศิลปะ ไม่ได้คิดว่าจะต้องไปแย่งชิงทรัพยากรเหล่านั้นกับใคร ด้วยความกังวลใจของคนเหล่านั้น เขาจึงต้องปกป้องพื้นที่ของประโยชน์ของตนเองเอาไว้ อีกด้านหนึ่งเพื่อที่จะกำหนดทิศทางว่าศิลปะเป็นอย่างไรตามความหมายของเขาด้วย ศิลปะจึงถูกใช้เป็นเครื่องมือในการชวนเชื่อโดยเสมอ ศิลปินสมัยเก่าและสมัยใหม่ไม่ทันรู้ตัวว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งของโครงการทางการเมือง

เมื่อโลกเปลี่ยนไปจึงเกิดระบบคุณค่าใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นในความคิดของคนเหล่านั้นมันไม่ได้ทำให้ระบบคุณค่าอื่นๆ เจริญเติบโตขึ้นจึงทำให้เกิดปัญหาในการขัดขวางความเจริญก้าวหน้าของสังคม

 

: ทำไมศิลปะในสังคมไทย ถึงเคยถูกทำให้เป็นเรื่องของความแพง-ชั้นสูง?

สิ่งที่เป็นรากฐานของปรัชญาความคิดของศิลปะแบบไทยๆ ที่คิดว่าศิลปะทำหน้าที่ การบำเรอ สุนทรียศาสตร์ การมองเห็น การได้ยิน การลิ้มรส ความสามารถของศิลปะทำหน้าที่ได้แค่นี้ ไม่ต้องมีความคิดการวิพากษ์วิจารณ์สังคม ไม่ต้องมีการวิพากษ์วิจารณ์ทางการเมือง

ในหลักสูตรการสอนในโรงเรียนก็เป็นแบบนั้น เพราะฉะนั้น คนที่เรียนศิลปะจะไม่มีเรียนในด้านอื่นเลยก็จะเป็นการฝึกทักษะความสามารถในเทคนิคต่างๆ เท่านั้น จะไม่มีวิชาทางด้านสังคม การวิจารณ์ ที่มันจะทำให้เราเห็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองหรือสิ่งที่มันเกิดขึ้นในชีวิตร่วมสมัยอะไรเลย

มันจึงผิดแผกกับปรัชญาพื้นฐานของศิลปะ มันเลยทำให้ศิลปะไม่มีบทบาทอะไรในอดีต ซึ่งคนรุ่นใหม่ ณ ตอนนี้ต้องการระบบคุณค่าใหม่ๆ ในแบบของเขาเองที่คิดในแบบอดีตมันไม่สามารถตอบสนองต่อวิถีชีวิตเขาได้ จึงทำให้ออกมาเรียกร้อง พูดแสดงออกในศิลปะในแบบของเขา

 

: อยากพูดอะไรกับคนที่อยากฟรีซประเทศหยุดรั้งกาลเวลา-เสรีภาพ

คิดว่าเขามีความกังวลมากเกินไปว่าศิลปะจะทำให้เกิดการประท้วง เกิดการล้มล้างสถาบัน เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองอย่างฉับพลัน

ซึ่งศิลปะมันไม่เคยทำหน้าที่แบบนั้นแม้กระทั่งในโลกวิชาการ

ดังนั้น อย่าพยายามไปฝืนธรรมชาติเกิน

 

: ความน่าเป็นห่วงการไล่ทำลายผลงานศิลปะในประเทศมีโอกาสเกิดขึ้น?

หลายครั้งอารยธรรมมนุษย์มักเกิดเหตุการณ์นี้บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการทุบทำลายเทวรูปของคนท้องถิ่นที่เคยเกิดขึ้น การเกิดสงคราม การทำลายความเชื่อมันขึ้นทุกยุคทุกสมัยแล้ว

ตอนนี้มันก็เริ่มเกิดขึ้นจริงๆ แต่ยังไม่รุนแรงเท่าสมัยก่อน

ถ้ามันเกิดขึ้นก็คิดว่าไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

มันจะแปลกกว่านั้นหากเกิดขึ้นแล้วไม่มีใครพูดถึงมัน

 

: คิดว่าเผด็จการมีหัวใจเข้าใจศิลปะ?

คนที่พูดถึงศิลปะบริสุทธิ์เขามักจะพูดอยู่เสมอ ว่าทั้งชีวิตของเขาเพื่อจะปกป้องความบริสุทธิ์นั้น จะมีแนวโน้มความคิดเป็นเผด็จการ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรก็ตาม มีทัศนคติที่ค่อนข้างป่าเถื่อน กระหายเลือดมากกว่าคนอื่นๆ

คำถามก็คือ คนที่มีความคิดแบบเผด็จการมีความเข้าใจหรือมีสำนึกต่อศิลปะแค่ไหน

ศิลปะบริสุทธิ์มันมีตรรกะบางอย่างที่สะท้อนถึงเผด็จการเหมือนกัน

ชมคลิป



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ