bg-single

กำเนิดศิลปะสุโขทัย ในประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์ (5)/พื้นที่ระหว่างบรรทัด ชาตรี ประกิตนนทการ

31.03.2022

พื้นที่ระหว่างบรรทัด

ชาตรี ประกิตนนทการ

 

กำเนิดศิลปะสุโขทัย

ในประวัติศาสตร์ต้นรัตนโกสินทร์ (5)

 

หลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ผมพูดถึงการก่อตัวขึ้นของความหมายใหม่ที่มอบให้แก่ “ศิลปะสุโขทัย” ในยุคต้นกรุงเทพฯ ที่ทำหน้าที่เป็นดั่งการปูรากความคิดให้แก่นักคิดชาตินิยมในเวลาต่อมา แต่การยกย่องศิลปะสุโขทัยอย่างมาก จนยกย่องให้เป็นดั่งยุคทองทางศิลปะของชาติไทยนั้น ไม่อาจเกิดขึ้นได้เพียงแค่ปัจจัยดังกล่าว

ปัจจัยสำคัญอีกข้อหนึ่งที่ขาดไปไม่ได้เลย คือ คุณสมบัติพื้นฐานในตัวชิ้นงานศิลปะเองที่ต้องมีความสอดคล้องกับการเป็นเรื่องเล่าชาตินิยมอย่างเหมาะเจาะพอดิบพอดี

ซึ่งจากการศึกษาของผม ศิลปะสุโขทัยมีคุณสมบัติข้อนี้ชัดเจนกว่ารูปแบบศิลปะยุคสมัยอื่น หรือพูดให้ชัดก็คือมีเอกลักษณ์เฉพาะที่ง่ายต่อการสร้างเรื่องเล่าชาตินิยมมากที่สุด

เอกลักษณ์เฉพาะทางศิลปะ คือสิ่งมีค่าในโลกยุครัฐชาติสมัยใหม่ที่นักประวัติศาสตร์ศิลปะชอบค้นหาและอธิบายมากที่สุด

แต่ในสังคมยุคจารีต เอกลักษณ์มิใช่สิ่งสำคัญอะไรนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมโบราณในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น สิ่งที่เรียกกันว่า “ศิลปะ” ที่ต้องสำแดงแนวคิดและตัวตนอันโดดเด่นไม่เหมือนใครนั้น เป็นความหมายที่ไม่เคยมีอยู่แต่อย่างใดในบริบทสังคมแบบจารีต

 

งานศิลปะในอดีตถูกสร้างขึ้นโดยมุ่งหวังที่จะ “จำลอง” โลกและจักรวาลตามอุดมคติทางศาสนาแบบ “ฮินดู-พุทธ” ให้ปรากฏขึ้นเป็นรูปธรรมเพื่อเป็นสื่อกลางระหว่างโลกมนุษย์และโลกศักดิ์สิทธิ์ และเป็นการสร้างความกลมกลืนระหว่างโครงสร้างรัฐกับโครงสร้างจักรวาลตามความเชื่อทางศาสนา ด้วยความเชื่อที่ว่าการสร้างรูปกายภาพ (ไม่ว่าจะเป็นพระพุทธรูป เทวรูป เจดีย์ โบสถ์ วิหาร พระราชวัง ตลอดจนแผนผังของเมือง) ที่สะท้อนคติจักรวาลอย่างถูกต้องสมบูรณ์จะนำมาซึ่งความปกติสุขของรัฐ

ภายใต้กฎของการจำลองนั้น จำเป็นจะต้องอาศัยอ้างอิงเนื้อหาคัมภีร์ทางศาสนาที่เชื่อว่าเป็นตัวบทที่อธิบายถึงโลกอุดมคติดังกล่าวไว้แล้วอย่างสมบูรณ์ หรือไม่ก็จำลองจากชิ้นวัตถุทางศาสนาที่ถือกันว่าศักดิ์สิทธิ์และเป็นต้นแบบ

ด้วยเหตุนี้ การสร้างพระพุทธรูปหรือการออกแบบศาสนาสถานตามคติโบราณจึงมุ่งหมายที่จะจำลองให้เหมือนต้นแบบที่สุด

มากกว่าต้องการจะออกแบบให้มีเอกลักษณ์ที่แตกต่างไม่เหมือนใคร (ดูเพิ่มประเด็นนี้ได้ในหนังสือ “ลักษณะไทย : พระพุทธปฏิมา อัตลักษณ์พุทธศิลป์ไทย” ของพิริยะ ไกรฤกษ์)

 

แต่ภายใต้ข้อจำกัดของความเป็นมนุษย์ การจำลองโดยสมบูรณ์ย่อมไม่มีวันจะเกิดขึ้นได้จริง แม้แต่การจำลองและคัดลอกคัมภีร์ทางศาสนาที่เชื่อว่ามาจากพระเจ้าหรือศาสดาโดยตรงก็ไม่มีวันที่จะเหมือนต้นแบบ ไม่นับรวมการตีความทางศาสนาที่เกิดขึ้นตามกาลเวลาที่เปลี่ยนไปที่ยิ่งทำให้ความคลาดเคลื่อนออกจากต้นแบบเกิดขึ้นได้เสมอ ด้วยเงื่อนไขดังกล่าว สิ่งที่เรียกว่าความเปลี่ยนแปลงทางรูปแบบศิลปะจึงเกิดขึ้น

ในขณะที่คำอธิบายความแตกต่างทางรูปแบบศิลปะบนฐานคิดแบบอุดมการณ์ชาตินิยมสุดโต่งนั้น กลับเป็นไปในอีกชุดความคิดหนึ่ง โดยมักอธิบายความแตกต่างทางรูปแบบศิลปะเชื่อมโยงเข้ากับความแตกต่างใน “เชื้อชาติ” (race) ของผู้สร้างโดยมีความเชื่ออยู่ลึกๆ ว่า “เชื้อชาติ” เป็นเสมือนหางเสือที่คอยกำหนดทิศทางในการสร้างรูปแบบศิลปะของแต่ละชาติให้มีความแตกต่างกัน

หรือหากมองในแบบนักชาตินิยมที่ไม่สุดโต่งมากนักก็จะอธิบายว่าเป็น รูปแบบทางศิลปะที่ต่างกันเป็นผลมาจากวิถีชีวิต ความเชื่อ และวัฒนธรรมของชาติที่ต่างกัน

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นคำอธิบายแบบใด ฐานคิดที่สำคัญในการให้เหตุผลในความแตกต่างของรูปแบบศิลปะก็คือ “ชาติ” ที่เป็นหน่วยทางสังคมและการเมืองที่เพิ่งสถาปนาขึ้นเมื่อราวร้อยปีที่ผ่านมาเท่านั้น

พูดให้ชัดก็คือ เป็นการนำโลกทัศน์แบบรัฐชาติสมัยใหม่ย้อนกลับไปอธิบายเหตุผลเบื้องหลังความแตกต่างของรูปแบบศิลปะในอดีตนั่นเอง

ซึ่งเป็นเรื่องที่ผิดฝาผิดตัวเป็นอย่างยิ่ง

 

อย่างไรก็ตาม วิธีการดังกล่าวกลับมีพลังในการอธิบายและสร้างจิตสำนึกชาตินิยมเป็นอย่างสูง และด้วยทัศนะเช่นนี้ “ความแตกต่าง” ทางรูปแบบศิลปะจึงกลายเป็นสมบัติมีค่าของรัฐชาติสมัยใหม่ เพราะความแตกต่างคือสัญลักษณ์ที่สามารถสะท้อนความมี “เอกลักษณ์ของชาติ” ให้ปรากฏเป็นรูปธรรมจับต้องได้

กล่าวในอีกแง่หนึ่งตามคำของ Elie Kedourie ที่อธิบายว่า เอกลักษณ์ของชาตินั้นย่อมไม่อาจสร้างขึ้นโดยแยกขาดออกจากการสร้าง “ความเป็นอื่น” ให้เกิดขึ้น (ดูใน Elie Kedourie. Nationalism. Oxford : Blackwell, 1993)

ด้วยเหตุนี้ ยิ่งมีความแปลกแยกแตกต่างทางรูปแบบจากรูปแบบมาตรฐานอื่นๆ มากเท่าไร ตัวมันยิ่งมีคุณค่ามากต่อการนำมาตีความให้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งชาติ

ซึ่งในกรณีสังคมไทย “ศิลปะสุโขทัย” คือรูปแบบที่มีคุณสมบัติดังกล่าว

 

สิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะสุโขทัย” หากพิจารณาโดยตัดความคิดชาตินิยมออกไปเราย่อมไม่อาจที่จะปฏิเสธได้เลยว่า เป็นรูปแบบที่มิได้เป็นที่นิยมสร้างแพร่หลายกว้างขวางอะไรเลยในบริบทแบบจารีต

ศิลปะสุโขทัยถูกสร้างขึ้นภายในอาณาบริเวณที่เป็นเครือข่ายรัฐในพื้นที่ภาคกลางตอนบนของประเทศไทยปัจจุบันเพียงเท่านั้น

ข้อเท็จจริงนี้แม้แต่ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ก็มองเห็นและกล่าวสรุปเอาไว้ในหนังสือ “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” อย่างชัดเจนว่า

“…พุทธเจดีย์สมัยสุโขทัย ถ้าว่าโดยภูมิมณฑลที่สร้างดูเหมือนจะเปนวงแคบกว่าพุทธเจดีย์สมัยอื่นๆ คือที่เกิดอยู่แต่มณฑลพิษณุโลกกับมณฑลนครสวรรค์เท่านั้น…”

เพื่อให้ทุกคนมองเห็นภาพชัดเจนขึ้น ผมขอให้พิจารณารูปแบบศิลปะ 2 แบบ (ที่ในเวลาต่อมาจะได้รับการยกย่องว่าเป็นงานศิลปะที่แสดงเอกลักษณ์ขั้นสูงของศิลปะสุโขทัย) คือ “เจดีย์ทรงดอกบัวตูม” และ “พระพุทธรูปปางลีลา”

เราก็จะเข้าใจประเด็นที่ผมกำลังเสนออยู่นี้

 

ขอให้ลองเปรียบเทียบความแพร่หลายของเจดีย์ทรงดอกบัวตูม เทียบกับเจดีย์ทรงระฆังกลม หรือพระปรางค์ในสังคมจารีตดูนะครับ

ซึ่งเราก็จะพบว่า สองรูปแบบหลัง เป็นที่นิยมสร้างอย่างแพร่หลายกว้างไกลไปทั่วภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ในช่วงเวลาที่มากกว่าพันปีล่วงมาแล้ว โดยหากเรามองเปรียบเทียบกับเจดีย์ทรงดอกบัวตูม ก็จะยิ่งเห็นถึงความแตกต่างของระดับความนิยมในการสร้างที่เทียบกันไม่ได้เลย

เจดีย์ทรงดอกบัวตูมนั้น จากหลักฐานทางประวัติศาสตร์โบราณดีมีอายุสมัยของความนิยมเพียงไม่กี่สิบปีและในพื้นที่ที่จำกัดมาก โดยหลังจากนั้นเพียงไม่นานก็ไม่ได้รับความนิยมในการสร้างและถูกลืมจนไม่มีใครรู้จัก

การเดินทางสำรวจพระพุทธรูปที่เมืองเก่าสุโขทัยในยุคต้นรัตนโกสินทร์เพื่ออัญเชิญมาประดิษฐานที่กรุงเทพฯ แน่นอนนะครับว่า คณะสำรวจย่อมต้องพบเห็นเจดีย์ทรงดอกบัวตูมตามวัดต่างๆ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือไม่มีใครสนใจในรูปทรงเจดีย์แบบนี้ ไร้ซึ่งเรื่องเล่า ตำนาน หรือการจำลองกลับไปสร้างที่กรุงเทพฯ

 

พระพุทธรูปปางลีลาแบบสุโขทัยที่ได้รับการยกย่องให้เป็นผลงานขั้นสูงสุดของศิลปะไทยก็มีชะตากรรมที่ไม่ต่างกันคือ ไม่เป็นที่แพร่หลาย มีอาณาบริเวณและช่วงเวลาที่สร้างจำกัด โดยหากนำมาเปรียบเทียบกับพระพุทธรูปปางมารวิชัย หรือปางสมาธิ ก็จะเข้าใจดี

ลองมองดูสิครับ แทบไม่มีพระพุทธรูปปางลีลาองค์ใดที่ปรากฏตำนานศักดิ์สิทธิ์หรือเรื่องเล่าที่ถูกส่งผ่านมาให้แก่ยุคต้นรัตนโกสินทร์เลย ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เราเห็นได้เป็นอย่างดี ถึงความไม่สนใจในพระพุทธรูปปางลีลาของผู้คนในอดีตก่อนที่จะมีความคิดเรื่องชาติและชาตินิยม

อย่างไรก็ตาม ความไม่เป็นที่นิยมที่ควรจะแสดงให้เห็นถึงข้อด้อยของเจดีย์ทรงดอกบัวตูมและพระพุทธรูปปางลีลาในการทำหน้าที่เป็นต้นแบบในการจำลองโลกและจักรวาลอันศักดิ์สิทธิ์ตามความเชื่อโบราณกลับกลายมาเป็นสิ่งพิเศษมีค่าในโลกสมัยใหม่ภายใต้อุดมการณ์ชาตินิยม

ในขณะที่เจดีย์ทรงระฆังกลมและพระปรางค์ซึ่งเป็นรูปแบบที่แพร่หลายมากกว่าในสังคมจารีต แต่ด้วยความนิยมที่แพร่หลายดังกล่าวนั่นเอง ที่ทำให้ตัวมันไม่สามารถสร้าง “ความแตกต่าง” หรือ “ความเป็นอื่น” ให้เกิดขึ้นได้ชัดเจนมากพอซึ่งทำให้การสร้าง “ความเป็นเรา” หรือ “เอกลักษณ์แห่งชาติ” ไม่ชัดเจนตามไปด้วย

เราไม่สามารถปฏิเสธข้อเท็จจริงที่ว่าเราสามารถพบพระปรางค์หรือปราสาทหินที่หน้าตารูปแบบคล้ายกันมากทั้งในไทยและกัมพูชา

เราสามารถพบเจดีย์ทรงระฆังกลมที่คล้ายกันมากระหว่างไทย ลาว และกัมพูชา

เราสามารถพบพระพุทธรูปแบบที่เรียกว่าศิลปะลพบุรีที่แยกไม่ออกจากพระพุทธรูปศิลปะเขมร

เราสามารถพบเจดีย์ล้านนาที่แยกไม่ออกจากเจดีย์ในพม่าและตอนใต้ของจีน เป็นต้น

แต่เราจะไม่มีทางพบเจดีย์ทรงดอกบัวตูมที่ใดเลยนอกจากประเทศไทย คุณสมบัติแบบนี้แหละครับ คือสิ่งที่อุดมการณ์ชาตินิยมต้องการ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ