bg-single

ปฏิวัติวัฏจักรคาร์บอน (2) : เทคโนโลยีสกัดคาร์บอน ดูดออกไปให้เป็นลบ!/ทะลุกรอบ ป๋วย อุ่นใจ

09.06.2022

ทะลุกรอบ

ป๋วย อุ่นใจ

 

ปฏิวัติวัฏจักรคาร์บอน (2)

: เทคโนโลยีสกัดคาร์บอน ดูดออกไปให้เป็นลบ!

 

“อยู่เฉยๆ ไม่ต้องทำอะไร ยังไงโลกก็ยังร้อนขึ้น!” และในหลายประเทศโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในเขตศูนย์สูตร ที่ในหลายพื้นที่มีต้นไม้ใหญ่แค่ประปรายอย่างประเทศไทย ความร้อนระอุที่ปะทุขึ้นมา นอกจากจะทำให้ผู้คนรู้สึกผ่าวร้อนราวกับนั่งๆ นอนๆ อยู่ในเซาน่าแล้ว ยังส่งผลกระทบใหญ่หลวงต่อปริมาณพืชพันธุ์ธัญญาหารที่ผลิตได้อีกด้วย

“ถ้าข้าวโพดที่ถูกใช้เป็นอาหารหลักอยู่ราวๆ 50 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งนิยมปลูกกันในเวลานี้ ยังคงปลูกกันอยู่ในสวนในไร่ในปี 2030 ผลผลิตข้าวโพดจะลดลงราวๆ 30 เปอร์เซ็นต์เนื่องจากสภาวะภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง (climate change) ผลผลิตที่ลดลง 30 เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่จำนวนประชากรเพิ่มขึ้นๆ นั่นคือ วิกฤตทางอาหาร” แครี่ ฟาวเลอร์ (Cary Fowler) นักวิชาการเกษตรที่โด่งดังและมีอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งของโลก อดีตผู้อำนวยการกองทุนสากลเพื่อพิทักษ์ความหลากหลายของพืชพันธุ์ (Global Crop Diversity Trust) และผู้ก่อตั้งธนาคารเมล็ดพันธุ์พืชสากลแห่งสวาลบาร์ด (Svalbard Global Seed Vault) ที่เป็นแหล่งรวบรวมเมล็ดพันธุ์พืชกว่าล้านตัวอย่างจากทั่วโลก กล่าวไว้ในเล็กเชอร์ “One seed at a time, protecting the future of food” ของเขาบนเวที TED talk ในปี 2009

ดังที่เล่าไปในสัปดาห์ก่อน ในเวลานี้ภาวะโลกร้อนมาถึงจุดที่ย้อนกลับยาก เพราะการละลายของน้ำแข็งขั้วโลก (permafrost) นั้นได้ปลุกจุลินทรีย์ดึกดำบรรพ์ (archaeobacteria หรือเรียกสั้นๆ ว่า archaea) ที่เคยหลับใหลมาแสนนานในชั้นน้ำแข็งที่เรียกกันว่า “เมทาโนเจน (methanogen)” ให้ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

และเมื่อเมทาโนเจนเริ่มเติบโตขยายเผ่าพันธุ์ พวกมันก็จะปลดปล่อยก๊าซมีเทน (methane) ซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกเช่นเดียวกับคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาสู่ชั้นบรรยากาศ ซ้ำเติมภาวะเรือนกระจกให้หนักยิ่งขึ้น โลกก็จะร้อนขึ้น ละลายน้ำแข็งมากขึ้น เมทาโนเจนหลุดออกมามากขึ้น วนเป็นวงจร

นั่นหมายความว่า แม้เราจะไม่ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ใดๆ เพิ่มเติมออกสู่ชั้นบรรยากาศแม้แต่น้อยนิด แม้ทุกธุรกิจและทุกกิจกรรมจะมีผลรวมคาร์บอนสุทธิได้เท่ากับ 0 เป๊ะๆ ไม่มีเศษ คือเป็น net zero แบบแท้จริง โดยไม่โกงตัวเลข พวกเมทาโนเจนที่หลุดออกมาจากน้ำแข็งขั้วโลกก็ยังจะปล่อยมีเทน และทำให้โลกร้อนขึ้นเรื่อยๆ อยู่ดี

วัฏจักรคาร์บอน 2.0 เดิมที่เคยตั้งเป้าไว้แค่อยากให้ทุกกิจกรรมของมนุษย์นั้นมีการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิเป็น 0 นั้นจึงไม่เพียงพออีกต่อไป

ประเด็นที่ต้องถาม จึงเป็นว่าจะมีวิธีการอย่างไรบ้างที่จะรักษาอุณหภูมิของโลกไว้ให้มันไม่ร้อนระอุปะทุไฟซ้ำเติมระบบให้มากไปกว่านี้?

ภาพระบบ DAC ของ Carbon Engineering (เครดิตภาพ : Carbon Engineering)

คําตอบง่ายๆ ก็คือ ต้องหาเทคโนโลยีที่จะช่วยลดปริมาณการปลดปล่อยคาร์บอนสุทธิ (และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ) ให้ติดลบ คือ ต้องไปดึงเอาคาร์บอนส่วนเกินออกมาจากชั้นบรรยากาศให้ได้มากที่สุด จึงจะรักษาระดับอุณหภูมิของโลกให้คงที่ให้ได้

ตอนนี้แค่นโยบายให้ปล่อยเข้า เท่ากับดึงออก ตามเป้าเดิมนั้นใช้ไม่ได้แล้ว

และแน่นอน เมื่อพูดถึงการดึงเอาคาร์บอนออกมาจากบรรยากาศ ภาพโครงการปลูกป่า ปลูกต้นไม้ ก็ต้องแว้บเข้ามาในความคิด

ซึ่งก็ไม่ผิด เพราะพืช (และสาหร่าย) ก็เป็นตัวช่วยที่ดูดเอาคาร์บอนไดออกไซด์ส่วนเกินที่มีอยู่มากมายจากสิ่งแวดล้อมไปใช้ในการสังเคราะห์แสงจริงๆ

แต่ทว่า กว่าที่ผืนป่าจะเริ่มเติบโตอุดมสมบูรณ์พอที่จะมีส่วนช่วยลดปริมาณคาร์บอนออกไปได้บ้าง อุณหภูมิของโลกก็อาจจะพุ่งทะยานไปจนกู่ไม่กลับแล้ว

เทคโนโลยีที่ง่ายที่สุดในการกำจัดคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศ (ในเวลานี้) จึงเป็น การดักคาร์บอนโดยตรงจากอากาศ (Direct air capture) โดยหลักการของวิธีนี้ก็คือจะใช้พัดลมดูดอากาศขนาดยักษ์มาดูดอากาศผ่านเข้าไปในตัวกรองที่สามารถดักจับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้โดยตรง แล้วระบายอากาศที่ปราศจากก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมากลับคืนสู่ชั้นบรรยากาศ

ส่วนตัวกรองที่กักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เอาไว้จนเต็มก็จะถูกนำไปให้ความร้อน เพื่อให้ปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาเก็บไว้ในห้องกักเก็บ ที่ซึ่งก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ดักมาได้นั้นจะถูกปั้มส่งลงไปฝังเก็บเอาไว้ในชั้นหินลึกราวๆ 1 กิโลเมตรใต้พื้นผิวโลก

แม้ว่าแผนธุรกิจและแนวทางการดำเนินการอาจจะไม่ค่อยดึงดูดเท่าไรสำหรับนักลงทุน เนื่องจากผลกำไรอาจจะไม่เห็นชัดเจนเป็นกอบเป็นกำเท่ากับเทคโนโลยีดาวรุ่งพุ่งแรงอื่นๆ

แต่เทคโนโลยีการสกัดคาร์บอนออกมาจากชั้นบรรยากาศ ก็ยังคงเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่เป็นที่จับตามองมากที่สุดในยุคนี้ ทำไงได้ ก็ของมันจำเป็นต้องมี

และในปี 2022 เทคโนโลยีโรงงานกำจัดคาร์บอน (Carbon Removal Factory) ก็ได้ถูกยกให้เป็นหนึ่งในสิบเทคโนโลยีพลิกโลก (10 breakthrough technologies) ของวารสารเอ็มไอทีเทคโนโลยีรีวิว (MIT Technology Review)

 

“เราคาดหวังว่าเทคโนโลยีการกำจัดคาร์บอนจะสามารถสกัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศได้ในปริมาณมหาศาลต่อปี – และเมื่อเอามาใช้ร่วมกับโครงการริเริ่มอื่นๆ ในการบรรเทาปัญหาวิกฤตคาร์บอน ก็น่าจะเพียงพอที่จะช่วยจำกัดการพุ่งสูงขึ้นของอุณหภูมิโลกเอาไว้ที่ 1.5 องศาเซลเซียสได้” วันพอยต์ไฟฟ์ (1pointFive) หนึ่งในบริษัทสกัดคาร์บอนเจ้าแรกๆ คาดการณ์แบบมองโลกในแง่ดี

แม้ว่าการคาดการณ์ของวันพอยต์ไฟฟ์อาจจะเป็นได้แค่ความฝันสำหรับวันนี้ แต่ก็มีความเป็นไปได้ที่จะทำได้จริงในอนาคต ในยามที่เทคโนโลยีสุกงอม และมีงบประมาณเดินสะพัดเพียงพอ

เพราะจากการประมาณการล่าสุด วิกฤตครั้งนี้จะรีๆ รอๆ ไม่ได้ แค่ตอนนี้ ปริมาณคาร์บอน (และก๊าซเรือนกระจกอื่นๆ) ที่เราต้องเอาออกไปจากชั้นบรรยากาศต่อปี เพื่อที่จะช่วยรักษาอุณหภูมิโลกไม่ให้พุ่งสูงขึ้นจนเกินเยียวยานั้นก็เด้งขึ้นไปเป็นหลักกิกะตัน (gigatons) (หรือพันล้านตัน) เป็นที่เรียบร้อย

นั่นคือความท้าทายอย่างมหาศาล เพราะถ้ามองย้อนกลับมาที่ความเป็นจริง ในตอนนี้ โรงงานสกัดคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศที่ใหญ่ที่สุดในโลก ก็คือ โรงงานออร์กา (Orca) ของบริษัทไคลม์เวิร์กส์ (Climeworks) ที่เพิ่งจะเริ่มเปิดใช้มาหมาดๆ เมื่อช่วงกันยา 2021 ที่ผ่านมา โรงงานนี้ตั้งอยู่ที่เมืองเรคยาวิก (Reykjavik) ประเทศไอซ์แลนด์

และที่น่าตกใจที่สุด ก็คือแม้ออร์กาจะใหญ่ที่สุดแล้วในเวลานี้ แต่มีความสามารถในการสกัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาจากชั้นบรรยากาศกลับทำได้เพียงราวๆ 4,000 ตันต่อปีเท่านั้น

ซึ่งถ้าเทียบตัวเลข สี่พันที่ทำได้ กับพันล้านที่เป็นเป้าหมาย ความฝันก็ยังคงดูห่างไกล

 

แต่อย่าเพิ่งสิ้นหวัง เพราะออร์กานั้นเป็นแค่โรงงานเดียว ถ้ามีโรงงานแบบออร์กาผุดขึ้นมาอีกเยอะๆ ก็ไม่แน่ว่า อาจจะพอช่วยลดปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (และก๊าซเรือนกระจก) ได้มากพอที่เราจะควบคุมอุณหภูมิโลกได้จริงๆ ก็เป็นได้

ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีผู้เล่นตัวหลักในเทคโนโลยีนี้ อย่างเช่น คาร์บอนเอนจิเนียริ่ง (Carbon Engineering) จากประเทศแคนาดา ที่ก็มีแผนจะก่อสร้างโรงงานสกัดคาร์บอนอยู่เช่นกัน ซึ่งตามแผนคือ น่าจะเริ่มการก่อสร้างในปีนี้ ในแถบตะวันตกเฉียงใต้ของประเทศสหรัฐอเมริกา และถ้าสร้างเสร็จ และเปิดให้ใช้งานได้จริงเมื่อไหร่ ขนาดของโรงงานของคาร์บอนเอนจิเนียริ่งนั้นก็จะเบียดออร์กาให้ตกกระป๋องไปในเรื่องความใหญ่

เพราะโรงงานนั้นจะกลายเป็นโรงงานที่ใหญ่เป็นสถิติโลกใหม่ ไม่น้อยหน้าออร์กา เพราะคาดว่าจะมีกำลังในการสกัดคาร์บอนที่อาจสูงถึงหนึ่งล้านตันต่อปีได้เลย

นอกจากนี้ คาร์บอนเอนจิเนียริ่ง ยังมีแผนเปิดโรงงานที่มีกำลังการสกัดคาร์บอนไดออกไซด์ได้ขั้นต่ำห้าแสนตันต่อปีอยู่อีกหลายแห่ง รวมถึงที่นอร์เวย์ และสกอตแลนด์

ซึ่งถ้าเปิดตัวเมื่อไรก็น่าจะเป็นหมุดหมายที่น่าตื่นเต้นและอาจจะช่วยลดทอนความรุนแรงของภาวะโลกร้อนได้

 

ซึ่งก็ต้องรอดูต่อไป ว่าจะอยู่รอดได้นานแค่ไหน เพราะในแวดวงธุรกิจ ทุกสิ่งอย่างต้องอาศัยงบลงทุน อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้แล้วว่าแผนการคืนทุนในทางธุรกิจของเทคโนโลยีการสกัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกจากชั้นบรรยากาศนั้นยังไม่เห็นกำไรชัดเจน อาจจะต้องมีอะไรมาช่วยให้สามารถลดต้นทุนลงไปได้อีก จะได้น่าสนใจมากยิ่งขึ้น จนอาจจะทำให้บริษัทที่มีเป้าหมายทำเพื่อแก้ปัญหาระบบนิเวศให้มวลมนุษยชาติแบบนี้เป็นที่สนใจของนักลงทุนจนสามารถแข่งขันและอยู่รอดปลอดภัยในตลาดแห่งทุนนิยมได้อย่างยั่งยืน

ไคลม์เวิร์กส์ตั้งเป้าว่าพวกเขาจะลดต้นทุนการดึงคาร์บอนออกจากชั้นบรรยากาศต่อตันให้เหลือแค่ราวๆ 150 ถึง 200 เหรียญสหรัฐให้ได้ในช่วงปี 2030 จากที่ตอนนี้ ต้นทุนอยู่ที่ 600 ถึง 800 เหรียญสหรัฐ ซึ่งถ้าทำได้จริง ธุรกิจนี้ก็อาจจะมีหวังสดใส

คงต้องรอดูกันต่อ เพราะบางเทคโนโลยีอาจจะไม่น่าสนใจในตอนแรก แต่พอเวลาผ่านไป อาจจะมีความสำคัญมากเสียจนขาดกันไม่ได้เลยก็เป็นได้…

และอย่างที่บอก เทคโนโลยี “คาร์บอนเนกาทีฟ” แบบนี้ มันจำเป็น ทำไงได้ ก็ “ของมันต้องมี”

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

DPU ปักธงผู้นำ Future Medicine – Wellness & Longevity Education ปั้นกำลังคนสุขภาพแห่งอนาคต ดันไทยสู่Wellness Hubเอเชีย งาน Thailand Wellness & Healthcare Expo X SPORTEC Thailand 2026
สืบวังทองหลาง ไหวพริบเด็ด! เจอ “พอตเค” คาเอว ขยายผลรวบคู่แฟนคาคอนโด ยึดไอซ์ 1 กิโลฯ พร้อมหัวพอตเคกว่า 1,000 ชิ้น เตรียมขาย
พช.ตราด จับมือภาคีเครือข่าย พลิกฟื้นเศรษฐกิจฐานราก ขับเคลื่อน “โครงการพื้นที่สร้างสรรค์ตราดสำหรับทุกคน” ดึงของดี 7 อำเภอสร้างจุดขาย
ท่านเสียดายปฏิทิน แต่ผมเสียดายชีวิต
ส่องลึกอิหร่าน: 5) ระบอบเทววิทยาอิสลามกับฝ่ายค้าน
56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’