
รายงานพิเศษ
ละครโทรทัศน์
ความน่าจะเปลี่ยนในช่วง 2 ทุ่ม
“ผมว่าในปีนี้กับปีก่อนน่าจะคล้ายๆ กัน” ป้อน-นิพนธ์ ผิวเณร ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายผลิตละคร บริษัท วัน สามสิบเอ็ด จำกัด มองสถานการณ์ของวงการละครโทรทัศน์ในบ้านเรา แล้วบอก
ที่ว่า ‘คล้ายๆ’ ในความหมายของเขา คือเราๆ จะได้เห็นละครที่มี Segmentation มีละครเพื่อผู้ชมเฉพาะกลุ่มมากขึ้น
“คือละครแมสก็ต้องมีแหละ แต่ละครเฉพาะกลุ่มที่ไม่จำเป็นต้องแมส 100% จะมากขึ้น มีงานที่จะสื่อสารกับคนเฉพาะกลุ่มมากขึ้น”
ในส่วนพฤติกรรมของผู้ชม เขามองว่า หลักๆ แล้วจะขึ้นอยู่กับเป็นผู้ชมที่ติดตามดูทางแพลตฟอร์มไหน
“ถ้าเป็นทีวี ผมว่าไม่เปลี่ยน ทุกคนยังอยู่เหมือนเดิม อยู่และมีชีวิตในแบบเหมือนเดิม ดูละครเสร็จแล้วนอน ตื่นตี 5 ดูละครช่วงค่ำ”
“แต่ช่วง 2 ทุ่ม ผมว่าน่าจะมีการเปลี่ยน เพราะว่าคนมีโอกาสที่จะดูแพลตฟอร์มอื่น หรือดูแบบ OTT แพลตฟอร์มทั่วโลก ดังนั้น การทำคอนเทนต์ในช่วงเวลา 2 ทุ่มมันจะยากขึ้นเรื่อยๆ เพราะคุณจะไม่ได้แข่งกับคนในประเทศ คุณต้องแข่งกับคนต่างประเทศด้วย”
ขณะที่ถ้าเป็นผู้ชมในแพลตฟอร์มอื่นๆ จะมีความต้องการการรับชมที่ชัดเจนตามความชอบของแต่ละบุคคล ซึ่งนับวันจะเห็นได้ชัด และคนเหล่านี้จะแสดงออกชัดว่า ถ้าไม่ชอบ ไม่สนใจ ก็ไม่ดู

ป้อน-นิพนธ์ ผิวเณร
สําหรับช่อง ONE 31 ที่เขารับผิดชอบด้านละคร นิพนธ์ก็ว่า “สิ่งที่เราพยายามอยู่ คือให้คนทำงานเข้าใจคนปัจจุบันให้ได้ คำว่าคนปัจจุบันมันมีหลายมิติมาก คือตัวละครต้องเป็นคนปัจจุบัน วิธีคิดเป็นปัจจุบัน เพราะไม่อย่างนั้น คนเขาไม่ดู ซึ่งมันไม่ได้แปลว่าคนดูละครน้อยลง เพียงแต่ว่ามันไม่มีละครสำหรับเขา”
ในส่วนละครที่ทำมา นิพนธ์บอกว่า สิ่งที่พบคือบางเรื่องเรตติ้งดี แต่กระแสไม่ดี ขณะที่บางเรื่องกระแสดี แต่เรตติ้งก็ไม่เปรี้ยง ไม่ปัง
“แปลว่าเรตติ้งไม่ได้แปรผันตามความดัง”
ส่วนเรื่องไหนจะได้เรตติ้ง หรือได้ทอล์ก เขาก็ว่า “มันอยู่ที่ว่าใครเป็นคนดู”
นั่นคือ “ถ้าเป็นคนต่างจังหวัด เรตติ้งจะสูง แต่คนไม่ทอล์ก” คือดูแล้วก็ชอบ แต่ไม่พูดถึง ไม่ทวีตข้อความใดๆ
ขณะที่ “ถ้าเป็นของคนกรุงเทพฯ เรตติ้งน้อย แต่เป็นทอล์ก ออฟ เดอะ ทาวน์”
ทั้งนี้ นิพนธ์ไม่ได้ยกตัวอย่างของแต่ละเรื่องดังกล่าว แต่เท่าที่เราได้ยินมา กรณีแรกก็เช่นเรื่อง ‘วันทอง’ ส่วนกรณีหลังก็อาจยกเรื่อง ‘คุณชาย’ เป็นตัวอย่าง

ถามว่าดีไหม จริงๆ ก็ดีทั้ง 2 อย่างแหละ-นี่นิพนธ์บอก
แต่สำหรับตัวเขา ณ ปัจจุบัน “เราต้องการเรตติ้งไม่ต้องเยอะหรอก แต่ว่าต้องการทอล์กมากกว่า”
เหตุผลเพราะ “ถ้าเรากังวลที่เรตติ้ง แปลว่าเราจะทำแค่ในประเทศอย่างเดียว เราก็จะอยู่แค่นี้”
“แต่สิ่งที่เราจะทำ คือเราจะทำไปทั่วโลก แปลว่าคนเมือง คนที่เข้าใจภาษาอังกฤษ เราจะไปตรงนั้น ดังนั้น ถ้าเราจะทำอินเตอร์เนชั่นแนล และเราทำในประเทศดีแล้ว เราไม่จำเป็นต้องเป็นท็อป เรตติ้ง เพราะในบ้านเรา คะแนนเรตติ้งก็มีอยู่เท่านี้ อิทธิพลเท่านี้ กำลังซื้อเท่านี้ แต่ถ้าอยากใหญ่กว่านี้ กว้างกว่านี้ หาเงินได้มากกว่านี้ หรือยั่งยืนกว่านี้ คุณต้องอินเตอร์เนชั่นแนล ซึ่งมันไม่ใช่เรตติ้ง”
ส่วนการถูกทอล์ก ถูกพูดถึง การติดเทรนด์ ทวิตเตอร์ ฯลฯ ต่างๆ เหล่านั้น ในทางหนึ่งก็ส่งผลให้ชื่อเสียงกระพือ ให้ตัวงานเป็นที่รู้จัก และแน่นอนว่าผลสะท้อนกลับคืองานของช่อง ONE 31 จะเป็นถูกจับตาจากต่างชาติมากขึ้น ซึ่งแน่นอนว่าเป็นผลดีสำหรับเป้าหมายของการก้าวไกลไปต่างแดน
นิพนธ์ยังบอกอีกว่า การจะทำละครสักเรื่องในตอนนี้ สิ่งที่เขาคำนึงถึงคือ “ทำไมเราต้องทำละครเรื่องนี้ ทำเพื่ออะไร เมื่อก่อน เฮ้ย! เรื่องสนุกน่ะ ทำเลย แต่ตอนนี้ต้องคิดว่าเรื่องนี้มันจะพูดกับใคร คนต่างจังหวัด คนเมือง หรือคนต่างชาติ ทุกอย่างมันต้องลงตัวของมันนะ”
“มันไม่ได้แปลว่าในหนึ่งคอนเทนต์ คุณจะพูดได้กับทุกคน คุณต้องรู้ว่าคอนเทนต์นี้มันพูดกับใคร แล้วก็จัดสรรคนทำงานเบื้องหน้า เบื้องหลังให้มันถูกต้อง ตามคอนเทนต์ที่ต้องการ”
นี่คือการทำงานละครในยุคปัจจุบัน
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
