หลังลับแลมีอรุณรุ่ง | ธงทอง จันทรางศุ

 

สมี-เจ้าคุณ

 

ท่ามกลางบรรยากาศหลังการเลือกตั้งที่ฝุ่นยังคลุ้งตลบอยู่ขณะนี้ เรามาหาอะไรคุยเล่นฆ่าเวลาดีไหมครับ

ให้บังเอิญที่ก่อนวันลงคะแนนเลือกตั้งเพียงไม่กี่วัน เกิดมีข่าวโด่งดังในวงการคณะสงฆ์เรื่องความประพฤตินอกลู่นอกทางของพระภิกษุจำนวนหนึ่ง ราวสามสี่รูป ซึ่งเวลานี้ได้เปลี่ยนฐานะกลายเป็นสมีไปหมดแล้ว

คำว่า “สมี” นี้ ไม่ใช่ว่าใครจะเป็นกันได้ง่ายๆ นะ เพราะพจนานุกรมบอกว่าใช้เป็นคำเรียกพระภิกษุผู้ต้องอธิกรณ์ถึงขั้นปาราชิก

ขยายความต่อไปว่า เป็นผู้ที่มีคดีความหรือมีเรื่องราวทำผิดพระวินัยขั้นมหึมา

ถ้าใครทำผิดแล้วก็ต้องขาดจากความเป็นพระภิกษุโดยอัตโนมัติ ไม่ต้องไปสึกกับพระรูปอื่นหรือไปสึกกับต้นโพธิ์แต่อย่างใด แถมจะกลับมาบวชใหม่ก็ไม่ได้ด้วยนะครับ

ขาดคุณสมบัติเสียยิ่งกว่าศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าไม่มีสิทธิเลือกตั้ง 10 ปีเป็นไหนๆ

อาบัติปาราชิกนั้นมีอยู่สี่ข้อด้วยกัน คือ เสพเมถุน ลักทรัพย์ ฆ่ามนุษย์ และอวดอุตริมนุสธรรม

สามข้อแรกนั้นพอเข้าใจได้นะครับว่าหมายถึงอะไร

ส่วนข้อที่สี่คืออวดอุตริมนุสธรรมนั้น หมายถึงการอวดโม้ว่ามีธรรมวิเศษ เช่น สำเร็จมรรคผล เป็นพระอรหันต์ได้นิพพาน ไม่เวียนว่ายตายเกิดอีกต่อไป

พระอรหันต์จริงท่านไม่พูดโฆษณาตัวเองหรอกครับ

 

ข่าวดังครั้งนี้นอกจากทำให้เราได้มีโอกาสทบทวนความรู้เกี่ยวกับสมี ปาราชิก และอวดอุตริมนุสธรรมแล้ว ยังทำให้ผมนึกถึงคำอีกคำหนึ่งขึ้นมา คำนี้ได้ยินกันบ่อยครั้งในชีวิตของเราในความหมายต่างๆ กัน บางความหมายก็เลือนหายไปแล้วจากการใช้งานในปัจจุบัน บางความหมายก็ยังคงดำรงอยู่

ถูกแล้วครับ วันนี้ผมจะพูดถึงคำว่า “เจ้าคุณ”

คำว่าเจ้าคุณนี้เป็นภาษาปาก คือการเรียกอย่างไม่เป็นทางการบ้าง หรือบางคราวก็เป็นตำแหน่งทางราชการด้วยซ้ำ ใช้ในความหมายที่เป็นการยกย่องอย่างสูง

ผมนึกสันนิษฐานเองว่าน่าจะมาจากความหมายว่า ท่านผู้นั้นเป็นเจ้าของบุญคุณใหญ่หลวงของเรา

เรื่องเจ้าคุณที่เป็นพระภิกษุ ขีดเส้นใต้สองเส้นพักไว้เสียก่อนนะครับ เดี๋ยวค่อยย้อนมาว่ากันอีกทีหนึ่ง

 

เจ้าคุณที่ไม่ใช่พระภิกษุกลุ่มแรก ที่ยังพอเคยได้ยินได้ฟังหรืออ่านผ่านตากันมาก่อน เป็นคำเรียกขานสำหรับข้าราชการผู้ใหญ่ที่เป็นผู้ชายในสมัยก่อนซึ่งมีบรรดาศักดิ์ตั้งแต่ชั้นพระยาขึ้นไป

ถ้าบรรดาศักดิ์ต่ำกว่านั้นก็เรียกว่า คุณพระ คุณหลวง และท่านขุน ลดหลั่นลงไปจนถึงท่านหมื่น ท่านพัน

ข้าราชการรายใดมีบรรดาศักดิ์สูงถึงชั้นพระยา คนทั่วไปก็เรียกว่าเจ้าคุณทั้งสิ้น เช่น ปู่ของผม มีบรรดาศักดิ์และราชทินนามเป็นพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ มีตำแหน่งราชการในกระทรวงมหาดไทย คนทั้งหลายก็จะเรียกท่านว่า เจ้าคุณสุนทรเทพฯ

ถ้าเป็นการเจรจากันต่อหน้าก็นิยมเรียกท่านแต่เพียงว่าท่านเจ้าคุณ ตามธรรมเนียมไทยแต่ก่อนที่ไม่ขานชื่อผู้ใหญ่โดยไม่จำเป็น

ในบางครอบครัว ลูกหลานของผู้เป็นเจ้าคุณ อาจเรียกขานบุพการี หรือญาติผู้ใหญ่ของตนโดยใช้คำว่าเจ้าคุณนำหน้าก็ไม่ผิดแบบแต่อย่างใด เช่น ถ้านึกครึ้มขึ้นมาผมอาจจะเรียกปู่ผมว่า เจ้าคุณปู่ก็ทำได้ ไม่ผิดกติกาแต่อย่างใด

ถ้าเป็นข้าราชการผู้ยิ่งใหญ่กว่านั้น เช่น เป็นเจ้าพระยาหรือสมเด็จเจ้าพระยา ผมสังเกตดูคนโบราณท่านก็จะไม่เรียกว่าเจ้าคุณเสียแล้ว เพราะดูจะต่ำชั้นไปนิดหนึ่ง

วิธีการเรียกขานก็จะเรียกว่าเจ้าพระยา แล้วตามด้วยราชทินนามอย่างย่อ เช่น เจ้าพระยาบดินทร์เดชา ชาวบ้านร้านตลาดนิยมออกนามท่านว่า เจ้าพระยาบดินทร์ หรือถ้ายังติดปากเรียกว่าท่านเป็นเจ้าคุณมาแต่เดิม ก็เลี่ยงการออกราชทินนามเสีย แล้วเติมถ้อยคำอื่นเข้าไปที่เป็นการยกย่องพิเศษ เช่น กล่าวถึงท่านแล้วเรียกว่า ท่านเจ้าคุณผู้ใหญ่

เพียงนี้ก็เห็นจะใช้การได้แล้ว

 

ส่วนคำว่า “เจ้าคุณ” ในความหมายที่สอง ใช้เป็นคำยกย่องสำหรับผู้มีเกียรติยศสูง ในชั้นต้นกรุงรัตนโกสินทร์ เคยใช้เรียกพระญาติที่ใกล้ชิดกับสมเด็จพระอมรินทราบรมราชินี พระอัครมเหสีในรัชกาลที่หนึ่ง เพราะท่านเหล่านั้นไม่มีฐานะเป็นเจ้า เนื่องจากไม่ได้เป็นพระญาติโดยตรงกับพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช

ตัวอย่างเช่น พี่ชายของสมเด็จพระอมรินทร์ซึ่งสูญหายไปในเวลาที่บ้านเมืองเกิดศึกสงครามแต่ยังมีลูกหลานสืบเชื้อสายมาจนถึงทุกวันนี้ ท่านมีนามว่า “ชูโต” คนทั้งหลายก็เรียกท่านว่า เจ้าคุณชูโต ส่วนน้องสาวของท่านอีกคนหนึ่งมีนามว่า “นวล” คนทั้งหลายก็เรียกขานท่านว่า เจ้าคุณนวล ดังนี้เป็นต้น

ลูกชายและลูกสาวของท่านเหล่านี้ยังนับว่าเป็นพระญาติสนิท เพราะอย่างไรเสียก็อาจนับเนื่องได้ว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องกับรัชกาลที่สอง แต่โบราณมาจึงใช้คำว่าเจ้าคุณนำหน้านามท่านเหล่านั้นด้วย โดยออกนามว่าเจ้าคุณชายหรือเจ้าคุณหญิงแล้วตามด้วยชื่อตัวท่าน

 

ส่วนคำว่า “เจ้าคุณ” ในความหมายที่สาม เป็นคำยกย่องหรือบรรดาศักดิ์สำหรับสตรีที่รับราชการฝ่ายใน หรือผู้ที่ทรงพระกรุณายกย่องเป็นพิเศษ

เช่น เมื่อครั้งรัชกาลที่หนึ่ง ทรงยกย่องพระพี่เลี้ยงฉิม ซึ่งเคยดูแลท่านมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ขึ้นเป็นเจ้าคุณ มีราชทินนามต่อท้ายว่า เจ้าคุณบวรโภชน์

หรือในรัชกาลต่อมา ข้าราชสำนักฝ่ายในที่มีสกุลสูงและมีตำแหน่งสำคัญก็ได้รับยกย่องเป็นเจ้าคุณอีกหลายท่าน เช่น เจ้าคุณปราสาท (ต่าย) เจ้าคุณวังหลวง (นุ่น) และเจ้าคุณวังหน้า (คุ้ม)

ทั้งสามท่านนี้ล้วนแต่เป็นเจ้าคุณหญิงมาแต่เดิม เพราะทุกท่านล้วนแต่เป็นธิดาของท่านเจ้าคุณนวล ซึ่งปรากฏนามในชั้นหลังว่าเจ้าคุณพระอัยยิกานวลทั้งสิ้น

คำว่า “เจ้าคุณ” ในความหมายที่สามนี้ ภายหลังมีแนวปฏิบัติที่ขยายออกไปสองกรณี

 

กรณีที่หนึ่ง เป็นการพระราชทานเกียรติยศเพิ่มเติม สำหรับเจ้าจอมมารดาคือบาทบริจาริกาหรือพระสนมที่มีพระราชโอรสธิดา

และในเวลาต่อมาพระราชโอรสธิดาเหล่านั้น ทรงอยู่ในฐานะสำคัญหรือทรงประกอบพระกรณียกิจโดดเด่นเป็นพิเศษ ท่านผู้เป็นพระชนนีจะได้รับยกย่องเป็น “เจ้าคุณจอมมารดา”

เช่น เจ้าคุณจอมมารดาสำลี ในรัชกาลที่สี่ ท่านเป็นแต่เพียงเจ้าจอมมารดาสำลี เมื่อถึงรัชกาลที่ห้า พระธิดาของท่านองค์หนึ่งได้เป็นพระภริยาเจ้า คือพระนางเจ้าสุขุมาลมารศรี พระราชเทวี ท่านจึงได้รับยกย่องเป็นเจ้าคุณจอมมารดาสำลี

หรืออีกท่านหนึ่งได้แก่ เจ้าคุณจอมมารดาเอม ท่านเป็นบาทบริจาริกาในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อมีพระราชโอรสธิดาท่านก็ได้เป็นเจ้าจอมมารดาเอม ครั้นถึงรัชกาลที่ห้า ลูกชายคนใหญ่ของท่านคือพระองค์เจ้ายอดยิ่งยศ ได้เป็นกรมพระราชวังบวรวิชัยชาญ ตำแหน่งวังหน้า ท่านจึงได้รับยกย่องขึ้นเป็นเจ้าคุณจอมมารดาเอม

กรณีที่สอง เป็นการพระราชทานเกียรติยศพิเศษแก่สตรีที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ และมีการพระราชทานราชทินนามเฉพาะรายด้วย ที่เคยปรากฏมาแต่กาลก่อนคือเจ้าคุณพระประยุรวงศ์ในรัชกาลที่หกท่านหนึ่ง และในรัชกาลปัจจุบัน คือเจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี ดังที่ทราบกันทั่วไปแล้วอีกท่านหนึ่ง

 

ข้อสี่ซึ่งเป็นการใช้คำว่า “เจ้าคุณ” เป็นกรณีสุดท้าย คือใช้เป็นคำเรียกสำหรับพระภิกษุผู้ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เหนือชั้นกว่าพระครู มีคำขึ้นต้นว่า “พระ” แล้วตามด้วยราชทินนามไพเราะต่างๆ ในระหว่างพระราชาคณะที่เป็นเจ้าคุณนี่เองยังมีการแบ่งเป็นลำดับชั้นลดหลั่นกัน ขึ้นต้นตั้งแต่เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญ เจ้าคุณชั้นนี้ ราชทินนามมีความหลากหลายมาก เช่น พระศรีวชิรากร พระอมรโมลี หรือพระกิตติวิมลเมธี เป็นต้น

ถัดขึ้นไปก็เป็นพระราชาคณะชั้นราช ชั้นเทพ ชั้นธรรม และชั้นรองสมเด็จพระราชาคณะ ซึ่งบางทีก็เรียกกันเป็นภาษาปากว่าเป็นชั้นพรหม เพราะราชทินนามของเจ้าคุณเหล่านี้จะขึ้นต้นด้วยคำว่า ราช เทพ ธรรม และพรหม เป็นส่วนใหญ่ จะมีข้อยกเว้นบ้างก็เล็กน้อยเต็มที

ตัวอย่างราชทินนามของพระราชาคณะลำดับชั้นต่างๆ ก็เช่น พระราชกิตติมงคล พระเทพคุณาภรณ์ พระธรรมดิลก และพระพรหมเสนาบดี เป็นต้น

เหนือชั้นขึ้นไปกว่านี้ก็เป็นสมเด็จพระราชาคณะแล้วล่ะครับ ซึ่งเราจะไม่เรียกเจ้าประคุณสมเด็จทั้งหลายว่า “เจ้าคุณ” เพราะสมณศักดิ์ของท่านเกินเจ้าคุณขึ้นไปแล้ว

จะเรียกโดยย่อแต่เพียงว่า สมเด็จนั้นสมเด็จนี้ เป็นต้น

 

อดีตพระภิกษุที่ลาสิกขาไปแล้วเพราะมีคดีความอื้อฉาวอยู่ในเวลานี้ เคยเป็นพระราชาคณะชั้นต้นหรือชั้นสามัญที่ว่ามานี้แหละ วันนี้มีฐานะเป็นคนธรรมดาแล้ว คำว่าเจ้าคุณที่เคยยกย่องกันมาแต่ก่อนก็กลายเป็นอากาศธาตุ

ถ้าเรียกตามแบบโบราณ จะเป็นอื่นไปไม่ได้นอกจาก สมี แล้วตามด้วยชื่อตัว

ระหว่างที่รอเขาตั้งรัฐบาลกันอยู่ พูดเรื่องเจ้าคุณเป็นการฟื้นความหลังก็เพลินดีเหมือนกันครับ

ที่ว่าเพลินนี้คนเขียนเพลินนะครับ ส่วนคนอ่านจะเพลินหรือไม่อย่างไร

อาตมาขอไม่รับผิดชอบนะคุณโยม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

การ์ตูน san_d1196
การ์ตูน อรุณ วัชระสวัสดิ์
การ์ตูน พี่ขุน ราวแข
การ์ตูน สะดุดยิ้ม by พล
การ์ตูน จุก ชายคา
การ์ตูน โกหน่อง
แม่น้ำเปื้อนพิษ ‘อนุทิน 2’ เมิน
พระท่ามะปราง จากกรุวัดสำปะซิว พิมพ์นิยมสุพรรณบุรี
คุยกับผู้กำกับซีรีส์ ‘ทนายปีศาจ’ เมื่อ ‘อำนาจ’ มองเห็น ‘รูโหว่’ ใน ‘โครงสร้างที่ไม่ถูกถ่วงดุล’
เลือกผู้ว่าฯ กทม.เลือกคนกล้าหักดิบทุจริตคอร์รัปชั่น
รวมพลังจิตอาสาพัฒนาผืนป่าเขาขยาย จังหวัดชัยนาท
“พิชัย” กล่าวในเวทีสากล จี้ “ศุภจี” เร่งเจรจา FTA ระหว่าง ไทย-อียู ให้เสร็จจะได้มีผลงาน หลัง FTA ไทย – EFTA และไทย-ภูฏาน ที่ลงนามต้นปี 68 สมัยนายกฯ แพทองธาร ผ่านสภา