bg-single

มองสังคมไทยแบบ ‘ด้วยรัฐและสัตย์จริง’ กับ อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์

03.06.2023

“การที่ผมเลือกประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึก หรือ History of Emotions เพราะจะทำให้เราเข้าใจอารมณ์ความรู้สึกที่ก่อเกิดขึ้นในปัจจุบันว่ามันไม่ได้ก่อเกิดขึ้นฉับพลัน แต่มันเกิดอย่างมีกระบวนการเป็นประวัติศาสตร์มานาน มันคือการบอกกับสังคมว่า ‘Emotions’ ก็มี ‘History’ และถ้าหากเราเข้าใจประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึก เราจะเข้าใจสรรพสิ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในบ้านเราวันนี้หรือในโลกทั้งหมดนี้ได้ลึกมากขึ้น”

“อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์” กล่าวถึงประวัติศาสตร์อารมณ์ความรู้สึก หรือ The History of Emotions แนวทางการศึกษาที่พาผลงานเล่มใหม่ของเขาอย่าง “ด้วยรัฐและสัตย์จริง: ระบอบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิด จริยธรรมแห่งรัฐ และความซื่อสัตย์ที่ผันแปร” ออกสู่สายตานักอ่าน ประจวบเหมาะกับห้วงยามที่ใครหลายคนกำลังตั้งคำถาม งุนงง หลงทาง ไม่อาจทำความเข้าใจต่อการเปลี่ยนแปลงอันสลับซับซ้อนและมองไม่เห็นทางออกของสังคมไทยในปัจจุบัน

อรรถจักร์ชี้ชวนให้เห็นว่าบรรดาปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในสังคมไทยวันนี้ ล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกทั้งสิ้น หากแต่ไม่ใช่อารมณ์ความรู้สึกแบบที่คนไทยมักจะเข้าใจว่าเป็นเรื่อง “ส่วนบุคคลหรือปัจเจก” เพราะงานศึกษาของเขาพยายามแสดงให้เห็นว่า แท้จริงแล้วอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนในสังคมนั้นเชื่อมโยงกันเป็น “ระบอบอารมณ์ความรู้สึก” ไม่อาจแยกตัวอยู่อย่างโดดเดี่ยวหรือแยกขาดออกจากเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอนี้ได้

อารมณ์ความรู้สึกของคนเรามีหลากด้าน แต่ทำไม “ความซื่อสัตย์” จึงถูกเลือกมาคลี่ขยายไว้ในผลงานเล่มล่าสุด แล้วหนังสือเล่มนี้จะพาเราไปทำความเข้าใจสังคมไทยในมิติที่ลึกลงไปอย่างไร ชวนคุยในหลากประเด็นกับเจ้าของผลงานถึงหนังสือเล่มนี้ที่บอกเลยว่าพลาดไม่ได้

1

ทำไมต้อง ‘ความซื่อสัตย์’

ในบรรดาอารมณ์ความรู้สึกอันหลากหลายของมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็น ความรัก ความกลัว ความโกรธ ความเกลียดชัง ความละอาย และอีกมากมาย อรรถจักร์เลือก “ความซื่อสัตย์” ขึ้นมาคลี่ขยายในผลงานชิ้นนี้ด้วยเหตุผลสำคัญที่ว่าความนึกคิดเรื่องความซื่อสัตย์นับเป็นหนึ่งใน ‘คำถามหรือปัญหาหลัก’ ของสังคมการเมืองไทย

“เราจะพบว่า มีการรณรงค์เรื่องความซื่อสัตย์ รวมทั้งยกมาเป็นข้ออ้างในการทำรัฐประหารหลายครั้งเรื่อยมา ดังนั้นผมจึงคิดว่าเรื่องนี้เรื่องใหญ่ เป็นเรื่องสำคัญที่เราควรต้องทำให้กระจ่างขึ้น หรืออย่างน้อยที่สุดก็ปูทางให้คิดเกี่ยวกับความซื่อสัตย์มากกว่าที่จะรณรงค์กันแบบไม่เข้าใจอะไรแบบนี้”

อรรถจักร์ยังกล่าวถึงจุดเริ่มต้นของหนังสือเล่มนี้ที่มาจากบทความในแผนงานยุทธศาสตร์เป้าหมาย (Spearhead) ด้านสังคม แผนงานคนไทย 4.0 พร้อมทั้งกล่าวถึงเหตุผลอีกหนึ่งข้อที่เลือกเอาความซื่อสัตย์ขึ้นมาศึกษาว่า

“ผมเลือกมาเพื่อที่จะทำให้สังคมไทยอย่างน้อยตระหนักว่าสิ่งที่พวกคุณเห็นมันเป็นปัญหา มันเป็นปัญหาเพราะอะไร ทำไมเป็นปัญหา ไม่ใช่เพราะคนไทยขาดแคลนความซื่อสัตย์ แต่มันสัมพันธ์กับอะไรที่มันลึกซึ้งมากกว่านั้น”

2

ความซื่อสัตย์ “คำ” ที่สัมพันธ์กับอะไรที่มันลึกซึ้งมากกว่านั้น

เมื่อพิจารณาความหมายของ “ความซื่อสัตย์” ที่ใช้และเข้าใจกันโดยทั่วไปในสังคมไทย การจำกัดความล้วนเป็นไปในทำนองเดียวกันคือ ประพฤติตรงและจริงใจ ไม่คิดคดทรยศ ไม่คดโกง ไม่หลอกลวง อรรจักร์ชี้ชวนให้เห็นว่าการให้ความหมาย โดยการรณรงค์ หรือแม้แต่การเข้าใจต่อความซื่อสัตย์ลักษณะนี้เป็นการมองที่ให้คุณค่าแบบแยกส่วนเสี้ยวของความประพฤติหนึ่งออกมาจากมิติคุณค่าอื่นๆ ซึ่งไม่ทำให้เกิดความเข้าใจใดมากไปกว่าความหมายตามคำเท่านั้น หนังสือเล่มนี้จึงศึกษาความซื่อสัตย์ในอีกความหมายโดยเทียบเคียงกับคำว่า “integrity” ไม่ใช่ “honesty” อย่างที่หลายคนนึกถึง

“สิ่งที่ผมพยายามจะทำให้มันแบ่งแยกกันชัดขึ้นก็คือผมยืมคำภาษาอังกฤษ เพราะคำภาษาไทยมีไม่ตรง ผมแยกโดยยืมหรือทับศัพท์คำภาษาอังกฤษคือ “integrity” กับ “honesty” คนไทยจะยืนอยู่ที่ honesty ซึ่งแปลว่าความซื่อสัตย์แบบความหมายง่ายๆ คือ ไม่โกหก ไม่โกง พูดความจริง ซึ่งความซื่อสัตย์แบบนี้มันแยกออกจากคนอื่น เป็นแค่สมบัติของปัจเจกชน ผมจึงเทียบความซื่อสัตย์กับอีกคำหนึ่งที่มีความหมายลึกกว่าคือ integrity (ความสัตย์จริง) ซึ่งมีนัยแปลว่าซื่อสัตย์ต่อตัวเอง ซื่อสัตย์ต่อหลักการและพร้อมที่จะทำทุกอย่างตามหลักการที่ตัวเองศรัทธา โดยจะประกอบด้วยว่าคุณต้องตัดสินใจอย่างถ่องแท้ เพื่อที่จะเห็นว่าคุณจะซื่อสัตย์ต่ออะไร”

อรรถจักร์ยังแสดงให้เห็นว่า “ความซื่อสัตย์” แบบ “integrity” นี้พบได้ในกลุ่มชนชั้นสูงสมัยรัชกาลที่ 5 โดยกลุ่มชนชั้นสูงอ้าง integrity ในนามของ “ขัตติยมานะ” (ความซื่อสัตย์ต่อตนเองและความทะนงในศักดิ์ศรีของชนชั้น) กล่าวคือ ความซื่อสัตย์ในหมู่ชนชั้นสูงถูกขับเน้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้นเพื่อยืนยันตัวตนและชนชั้นของชนชั้นนำไทยให้แยกแตกต่างออกจากไพร่ทาส ทว่าในกลุ่มสามัญชนคนทั่วไป ความซื่อสัตย์นั้นกลับหมายถึงความไม่คดโกงและถูกทำให้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล ขณะเดียวกันก็เป็นความซื่อสัตย์ที่อิงแอบอยู่กับแนวคิดว่าด้วย “ความจงรักภักดี” ต่อมูลนายหรือผู้มีอำนาจเหนือกว่า ดังนั้น “integrity” ในกลุ่มคนทั่วไป จึงไม่ได้ถูกทำให้เด่นชัดหรือก่อเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริงในประวัติศาสตร์ความรู้สึกนึกคิดว่าด้วยความซื่อสัตย์นี้ การแยกความหมายของความซื่อสัตย์ให้ชัดเจนขึ้นของหนังสือเล่มนี้จึงจะนำไปสู่คำถามสำคัญต่อการแสวงหาและก่อรูปความซื่อสัตย์แบบ “integrity” ในกลุ่มคนทั่วไปของสังคมไทยต่อไป

“เมื่อเราแยกสองคำนี้ออกจากกัน ผมคิดว่าเราจะเข้าใจมากยิ่งขึ้นว่าสังคมไทยของเราแร้นแค้นสิ่งที่เรียกว่า integrity หรือความซื่อสัตย์ในหลักการ ถ้าเราเข้าใจสองคำให้มากขึ้น เราก็จะคิดกันมากขึ้น เราจะสร้างอะไรอื่นๆ ให้สอดคล้องกับความสัตย์จริงหรือ integrity กันมากขึ้น”

อรรถจักร์คลี่ขยายต่อให้เห็นถึง “หัวใจสำคัญ” เวลาพูดถึงความซื่อสัตย์ ไม่ว่า integrity (ความสัตย์จริง) หรือ honesty (ความซื่อสัตย์) ล้วนเป็นความนึกคิดที่ไม่ได้อยู่อย่างโดดเดี่ยว หากแต่เป็นส่วนที่สัมพันธ์กับชุดความรู้สึกนึกคิดอื่นที่ประกอบกันเป็น ‘ระบอบเกียรติยศ’ (regimes of honor) กล่าวคือหากแสดงความซื่อตรงต่อหลักการ สิ่งที่จะได้คือระบอบเกียรติยศที่จะบอกว่าคนคนนี้ยึดหลักการ เมื่อเข้าใจความรู้สึกของมนุษย์แต่ละชุดที่สัมพันธ์กับระบอบเกียรติยศหรือเข้าใจความซื่อสัตย์-ความสัตย์จริงในความหมายของระบอบเกียรติยศแล้วนั้น จะเห็นได้ว่าความหมายของความซื่อสัตย์ในระบอบเกียรติยศแบบเดิมไม่อาจยึดโยงและสร้างจริยธรรมทางสังคมที่สอดรับกับสังคมปัจจุบันได้แล้ว โจทย์สำคัญในวันนี้จึงเป็นคำถามที่ว่า “เราจะสร้างระบอบเกียรติยศอะไรที่จะกลายเป็น ‘จริยธรรมทางสังคม’ หรือมาตรฐานกำหนดความดีงามความชั่วของสังคมชัดเจน”

ทั้งนี้อรรถจักร์ยกตัวอย่างการพยายามสร้างระบอบเกียรติยศใหม่ที่ว่านี้โดยชวนมองไปถึงข้อเสนอของพรรคการเมืองที่มุ่งเน้นจะสร้าง integrity หรือความสัตย์จริงให้กับระบบราชการ เช่น การต่อสู้เรื่องตั๋วช้าง ข้อเสนอปฏิรูปในเชิงโครงสร้าง สะท้อนให้เห็นว่าการมอง “ความซื่อสัตย์” ในระบอบเกียรติยศแบบเดิมนั้นไม่สามารถสอดรับต่อการเปลี่ยนแปลงหรือตอบคำถามผู้คนในสังคมได้อีกต่อไป

3

ความซื่อสัตย์ที่ผันแปร

“ความเปลี่ยนแปลงทางสังคม” เป็นจุดขับเน้นสำคัญในการแปรเปลี่ยนไปของความนึกคิดว่าด้วย “ความซื่อสัตย์” ระบอบเกียรติยศแบบเดิมที่ยึดโยงอยู่เพียงแค่การซื่อตรงภักดีต่อมูลนาย หรือผู้ที่เหนือกว่าในลำดับชั้นทางอำนาจไม่สามารถที่จะกอบเอาความนึกคิดอันหลากหลายที่เบ่งบานขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงไปอยู่ในระบอบอารมณ์ความรู้สึกนึกว่าด้วยความซื่อสัตย์ในอุดมการณ์แบบเดิมได้อีกต่อไป อรรถจักร์อธิบายถึงความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและสังคมที่เกิดขึ้นอย่างไพศาลและลึกซึ้งในช่วง 10-20 ปีที่ผ่านมาซึ่งส่งผลต่อการผันแปรของความรู้สึกนึกคิดของผู้คนว่า

“สังคมไทยเกิดการเคลื่อนย้ายทางสังคมที่สำคัญมาก ทั้งเชิงกายภาพคือการเคลื่อนพื้นที่ เช่น คนกรุงเทพมาเชียงใหม่ คนทั่วประเทศไปภูเก็ต หรือการย้ายไปบุรีรัมย์ นอกจากการเคลื่อนย้ายทางกายภาพ ยังมีการเคลื่อนย้ายทางสถานะหรือชนชั้น ก่อนรัฐประหารสัดส่วนคนจนลดลงรวมทั้งคนเกือบจนอาจจะเพิ่มขึ้น แต่ทุกอย่างเคลื่อนที่มากขึ้น นอกจากการเคลื่อนที่ทางกายภาพกับการเคลื่อนที่ทางสถานะแล้ว ยังมีการเคลื่อนที่ทาง ‘จิตใจ’ อีกด้วย”

การเคลื่อนย้ายเหล่านี้ยังนำไปสู่การเกิดขึ้นของ “สำนึกใหม่” ที่มาประกวดประชันระบอบเกียรติยศแบบเดิม

“อาจารย์นิธิได้พูดถึงสำนึกใหม่ที่เกิดขึ้นในช่วงหลังนี้ซึ่งเข้ามาประกอบกับการเมือง การเคลื่อนที่ทั้งหลายทำให้คนเริ่มอธิบายตัวเองใหม่และอธิบายสิ่งแวดล้อมใหม่ ซึ่งพวกเขาอธิบายด้วยความรู้สึกที่มีต่อตัวเองและสิ่งแวดล้อม สำนึกใหม่ตัวนี้เข้าไปกระทบอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนจำนวนมาก ความรู้สึกร่วมกันของผู้คนจำนวนมากก็ถักสานกันเป็นอารมณ์ความรู้สึกอีกชุดหนึ่งขึ้นซึ่งกำลังลุกขึ้นมา ‘ประกวดประชัน’ กับระบอบเกียรติยศเดิม จากความซื่อสัตย์สำหรับคนทั่วไปที่เคยผูกอยู่กับการจงรักภักดีต่อมูลนายและความรับผิดชอบในฐานะปัจเจกกลายเป็นความซื่อสัตย์ที่ผูกอยู่กับความเท่าเทียม”

อรรถจักร์ยกตัวอย่างให้เห็นชัดเจนขึ้น โดยชี้ชวนมองประเด็นนี้ผ่านชัยชนะของพรรคการเมืองใหญ่สองพรรคในการเลือกตั้งที่ผ่านมาด้วยการมองที่ “ปาร์ตี้ลิสต์” จะพบว่าข้อเสนอของพรรคการเมืองใหญ่ทั้งหมดวางอยู่บนระบอบอารมณ์ความรู้สึกชุดหนึ่งคือความรู้สึกถึง ‘ความเท่าเทียม’ แน่นอนว่าในรายละเอียดทั้งสองพรรคไม่เหมือนกัน ทว่าทั้งสองพรรคเน้นโอกาสที่จะให้กับผู้คน สำนึกที่อยู่บนฐานของความรู้สึกเท่าเทียมนี้ก่อรูปขึ้นมาเป็นระบบเกียรติยศที่ ‘คนเท่าเทียมกัน’ และคนสามารถที่จะสร้างเนื้อสร้างตัวบนฐานของความเท่าเทียมได้

4

ความซื่อสัตย์ที่ผูกกับ ‘ความเท่าเทียม’ กำลังก่อรูป

ความเปลี่ยนแปลงอันนำไปสู่การเกิดสำนึกใหม่ กำลังค่อยๆ ก่อรูประบอบอารมณ์ความรู้สึกชุดหนึ่งที่ผู้คนจะรู้สึกถึงสิ่งที่เรียกว่า ‘ความเท่าเทียม’ ซึ่งการเกิดขึ้นของความนึกคิดเช่นนี้ อรรถจักร์มองว่ามันกำลังเข้าไปท้าทายระบบเกียรติยศและลำดับชั้นทางอำนาจแบบเดิมอย่างเข้มข้น

“มันเข้าไปแย้งกับระบอบอารมณ์ความรู้สึกชุดหนึ่งที่สัมพันธ์กับระบบเกียรติยศแบบเดิมก็คือ ‘ลำดับชั้นทางอำนาจ’ ในสังคมไทย ระบอบเกียรติยศที่เป็นความจงรักภักดีจะสัมพันธ์อยู่กับระบอบอารมณ์ความรู้สึกที่สัมพันธ์อยู่กับลำดับชั้นทางอำนาจอีกที เช่น อาจารย์พูดกับนักศึกษาแบบหนึ่ง แต่พอหันไปเจออธิการบดีกลับพูดอีกแบบหนึ่ง นี่คือสิ่งที่บอกอารมณ์ความรู้สึกของสังคมไทย แต่ความรู้สึกใหม่ที่พูดถึง ‘ความเท่าเทียม’ นี้ เข้าไปท้าทายความรู้สึกเกี่ยวกับลำดับชั้นทางอำนาจ คนรุ่นใหม่เริ่มมีการใช้ภาษาที่ไม่มีลำดับชั้นทางอำนาจอีกแล้ว เราจึงจำเป็นต้องคิดถึงความเปลี่ยนแปลงนี้ให้มากขึ้น ไม่งั้นสังคมไทยเดินไม่ได้”

อรรถจักร์ยังทิ้งท้ายถึงประเด็นนี้ผ่านการกล่าวถึง “คนรุ่นใหม่” ที่มักถูกตั้งคำถามจากสังคมบางส่วนว่าเป็นกลุ่มคนที่ไม่รักชาติ ก้าวร้าว ไม่รู้จักกาลเทศะ โดยชี้ให้เห็นว่าเหตุผลสำคัญนั้นมาจากระบอบอารมณ์ความรู้สึกนึกคิดที่เปลี่ยนแปลงและแตกต่างออกไปจากอดีต

“พวกเขาไม่ใช่เด็กสามหาว ไม่ใช่เด็กที่ไม่มีกาลเทศะ แต่พวกเขามีระบอบอารมณ์ความรู้สึกอีกชุดหนึ่ง และถ้าถามว่าพวกเขารักชาติไหม ผมว่าพวกเขารักชาติรักสังคมไทย เพราะฐานของความรู้สึกเท่าเทียมมันเป็นความเท่าเทียมที่เชื่อมโยงระหว่างปัจเจกชนด้วยกันทั้งหมด ความเท่าเทียมนี้เป็นความเท่าเทียมที่ผู้คนได้เชื่อมโยงถึงกัน อารมณ์ความรู้สึกชุดนี้เราจึงจำเป็นต้อง ‘ทำความเข้าใจกัน’ ถ้าหากเราจะสร้างสังคมที่อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข”

‘ทำความเข้าใจ’ ดูเหมือนจะเป็นคีย์เวิร์ดสำคัญในห้วงยามที่ใครหลายคนต่างตั้งคำถาม งุนงง หลงทาง หรือมองไม่เห็นทางออกของสังคมเราในวันนี้ เชื่อแน่ว่า “ด้วยรัฐและสัตย์จริงฯ” จะเป็นอีกหนึ่งพื้นที่สำหรับการ “ทำความเข้าใจ” ความสลับซับซ้อนของปัญหาสังคมการเมืองไทยผ่านสายตาที่มองลึกลงไปในแอ่งอารมณ์ความรู้สึกของผู้คนและคลี่ขยายให้เห็น “ความซื่อสัตย์” ที่ไม่อาจมีความหมายใดเลยหากปราศจากความเชื่อมโยงและสอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของสังคม

“สังคมไทยวันนี้ระบอบเกียรติยศทั้งหลายพังทลาย ถูกทำให้เหลือแค่สายสะพายหรือเครื่องราชย์ ไม่สามารถที่จะดึงดูดใจผู้คนให้สัมพันธ์อยู่กับระบอบเกียรติยศอันนั้นได้อีกแล้ว มันจึงควรมีความหมายที่เชื่อมโยงกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมด้วยเวลาเราพูดถึงระบอบเกียรติยศ”

ย้อนสำรวจสังคมของเราในมิติที่ลึกลงไปกันต่อกับหนังสือเล่มนี้ ร่วมหาคำตอบและหาทางออกไปด้วยกัน บางครั้งอาจพบคำตอบคล้ายคลึงกับคำทิ้งท้ายสุดกระชับของอรรถจักร์ที่บอกถึงนิยามสั้นๆ ของหนังสือเล่มนี้เอาไว้ว่า

“ความสัตย์จริงกับความเสมอภาคที่เท่าเทียมกัน” •

 



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ