bg-single

ปฏิรูปสีกากี ในวันที่ตำรวจไทย เผชิญแต่ข่าวเชิงลบ โจทย์ใหญ่รัฐบาลหน้า กล้ารื้อ?

18.06.2023

พ.ต.อ.วิรุตม์ ศิริสวัสดิบุตร อดีตจเรตำรวจ/อดีตที่ปรึกษาคณะอนุกรรมาธิการ การปฏิรูปตำรวจสภาปฏิรูปแห่งชาติ หรือ สปช. มอง “ต้นตอ” และ “สาเหตุ” ว่าทำไมในช่วงที่ผ่านมาถึงมี “ข่าวเชิงลบ” ของ “ตำรวจไทย” เกิดขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน แถมยิ่งนานวันยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ว่า ตำรวจไทยต้องลดความเป็นทหารลง เพราะปัจจุบันตำรวจไปเรียนทหารเยอะ ซึ่งไม่ควร เพราะตำรวจไม่ได้ถูกฝึกมาให้ฆ่าเหมือนทหาร เพราะฉะนั้น ควรเปลี่ยนแปลง

และปัญหาที่ร้ายแรงของตำรวจหลักๆ เลยคือ ตำรวจไม่รับแจ้งความ บ้างทำท่าเหมือนจะรับแจ้งแต่แค่ลงบันทึกประจำวันไว้ ซึ่งในความเป็นจริงไม่รับเยอะ หากไม่ใช่คนรวย คนดัง ดารา ถึงจะรับ แต่ถ้าหากเป็นชาวบ้านทั่วๆ ไปก็แทบจะไม่รับ

ตรงนี้เราก็จะเห็นความเดือดร้อนของประชาชนที่ต้องไปออกสื่อ ต้องไปร้องไห้ออกทีวี

อดีตจเรตำรวจชวนมองย้อนปัญหาตั้งแต่การที่ตำรวจแยกออกจากกระทรวงมหาดไทย

ก่อนปี 2541 ตำรวจยังสังกัดอยู่ในกระทรวงมหาดไทย ยังอยู่ภายใต้อำนาจของรัฐมนตรีว่าการ พอหลังจากตำรวจแยกจากมหาดไทยแล้ว กลายเป็น “องค์กรอิสระ” ไปเลย ทำให้การเพิ่มตำแหน่งเป็นหลัก ทำให้มีนายพลเกิดขึ้นเป็นจำนวนมากในปัจจุบัน สร้างความวุ่นวาย เป็นอุปสรรคในการทำงานของคนในพื้นที่

เมื่อก่อนคดีร้ายแรงอย่างฆ่าคนตาย พนักงานสอบสวนก็สอบไป พนักงานอัยการก็ทำเรื่องส่งฟ้องศาล ไม่มีความจำเป็นเลยสำหรับ “หน่วยเหนือ” หรือระดับกองบัญชาการที่ต้องเข้ามาวุ่นวาย

แต่ปัจจุบันหลังยึดอำนาจก็มีคำสั่ง คสช. 115/57 ที่แก้ไขการให้อำนาจการเห็นแย้งของผู้ว่าราชการจังหวัด ยกมาให้ตำรวจ เพราะให้เหตุผลว่าไม่มีงานที่ทำเกี่ยวกับการสอบสวน กลายเป็นวุ่นวายไปหมด เสียเวลา

ตรงนี้ต้องแก้ไขกลับไปให้ผู้ว่าฯ เป็นผู้มีอำนาจ จะได้ไม่มีปัญหา

 

อีกหนึ่ง “ปัญหาใหญ่” ของ “ยุค พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” คือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 หรือ “พ.ร.บ. อุ้มหาย” ซึ่งถือว่าเป็นกฎหมายที่มีความก้าวหน้ามากสําหรับโลก

โดยเฉพาะประเทศไทยในสถานการณ์ที่เป็นรัฐบาลที่มาจากการสืบทอดอํานาจของคณะรัฐประหารกฎหมายฉบับนี้มันขัดต่อบุคลิกของรัฐบาลปัจจุบัน แต่ว่ามันจําเป็นต้องออก ซึ่งเนื้อหาที่ปรากฏใน พ.ร.บ.อุ้มหายนั้นค่อนข้างที่จะสมบูรณ์และสากลมากทั้งในแง่บทบัญญัติ เป็นความผิดเกี่ยวกับการทำรายการทรมานโดยเฉพาะ วิธีการสอบดำเนินคดีมีความสมบูรณ์มาก มีโทษจำคุก 3 ปีในบทบัญญัติการละเมิดความเป็นมนุษย์ สำหรับองค์กรที่จะใช้อำนาจนี้ ก็มีตำรวจและหน่วยงานราชการอื่นๆ ตำรวจจะใช้ 99% ราชการส่วนอื่นๆ ประมาณ 1% เท่านั้น เพราะตำรวจมีอำนาจในการจับกุมตัวบุคคลมากที่สุด และมีอำนาจในการจับกว้างขวางมากที่สุด

พ.ต.อ.วิรุตม์มองว่า “ตำรวจชั้นผู้ใหญ่” ไม่ต้องการ พ.ร.บ.นี้ คือกำหนดให้บันทึกภาพและเสียงของการจับกุมเอาไว้ เพราะมีบัญญัติไว้ในมาตรา 22 วรรค 1

ในมาตรา 22 วรรค 2 ต้องแจ้งให้อัยการทราบถึงการจับกุม ควบคุมตัวบุคคล

ที่เขาไม่ต้องการ คือการบันทึกภาพ เสียงในขณะที่จับกุม เพราะมองว่าเปิดทางให้นายอำเภอเข้ามาเกี่ยวข้องกับคดี ซึ่งในอนาคตไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ จึงเป็นที่มาของการเสนอให้ชะลอโดยอ้างเหตุผลว่า อุปกรณ์ยังไม่พร้อม ยังไม่ได้จัดหาอะไร โดยมองว่าเป็นความเท็จ เพราะความจริงแล้วอุปกรณ์ตำรวจก็มีอยู่เพียงพออยู่แล้ว 80% ของตำรวจก็มีกล้องกันทั่วประเทศอยู่แล้ว ก็หาเพิ่มอีกนิดหน่อยเท่านั้น

ต่อมามติศาลศาลรัฐธรรมนูญ 8 ต่อ 1 ชี้ พ.ร.ก.เลื่อนบังคับใช้กฎหมายอุ้มหาย ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ สรุปพระราชบัญญัตินี้ถูกบังคับใช้ในวันที่ 22 กุมภาพันธ์ ทุกมาตรา มันจะมีปัญหาอยู่ แต่ถ้าหากจำเลยเขาหยิบยกประเด็นมาต่อสู้ว่าตำรวจไม่ได้ปฏิบัติตามพระราชบัญญัตินี้ หรือทำผิดแค่นิดเดียว หรือมีประเด็นว่าหลังไมค์ในการจับกุมนั้นมีการข่มขู่ บังคับให้สารภาพ ซึ่งเป็นการก่อให้เกิดความวุ่นวายโดยไม่จำเป็น เท่ากับว่านายกฯ เป็นคนผิด รวมทั้ง ครม.ด้วย

อดีตจเรตำรวจตั้งคำถามว่า ตำรวจดีๆ เขาจะกลัวเหรอ? ถ้าดีจะกลัวทำไม เพราะถ้าทำอยู่ในกฎเกณฑ์ ทำตามกฏหมาย ก็คงไม่ต้องกลัวอะไร พ.ร.บ.นี้ก็แค่ควบคุมตัว แล้วถ่ายไว้ก็คงไม่เป็นอะไร หากจับกุมไปแล้วไม่ได้ทำร้าย แต่ถ้ากลัวจะโดนร้องเรียนก็ถ่ายไว้ป้องกันตัว และการจับคนไม่ใช่เรื่องที่เกิดขึ้นบ่อยๆ

บางคนบอกว่าแบบนี้ตำรวจทำงานยากขึ้น ก็แน่นอน เพราะมันก็เป็นหลักประกันสิทธิและเสรีภาพของผู้คน ตรงนี้ก็ต้องปรับวิธีการทำงานเอง มีลักษณะที่สอดคล้องกับกฎหมายและไม่ไปละเมิด บอกให้สารภาพแต่พาไปบังคับและรีดทรัพย์

สำหรับ พ.ร.บ.นี้ที่จริงมันพร้อมอยู่แล้ว ที่จริงแล้วเขามีเรื่องที่ต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง ดูจากการหาเรื่องชะลอ เพราะแค่อ้างเหตุก็โกหกแล้ว ใช้เงิน 300 ล้านเพื่อซื้อกล้อง ทำไมต้องซื้อทุกคน เพราะการแจ้งให้อัยการกับนายอำเภอทราบก็จะเป็นผลดีต่อตัวประชาชนมาก เพราะหากจับแล้วไปละเมิดหรือพูดจา การจับโดยที่ไม่มีหน้าที่ก็จะหมดไป

เช่น ในการจับแบบนอกเครื่องแบบมีการแสดงตราไหม

 

เมื่อถามว่าในมุมมองคิดว่า “สำนักงานตำรวจแห่งชาติ” ที่ผ่านมาถดถอยหรือไม่? พ.ต.อ.วิรุตม์กล่าวทันทีว่า “ถดถอยเยอะ” เพราะไม่งั้นส่วยสติ๊กเกอร์มันจะมีเยอะมากขึ้นหรือ ปัจจุบันมีรายเดือน และมีประเภทแบ่งเป็นเวลา ทำให้สะท้อนให้เห็นว่ามีการจัดการอย่างเป็นระบบเพราะว่ามันมีอยู่เยอะมาก และปัจจุบันมีแบบแยกแพ็กเกจ เช่น ราคานี้บรรทุกได้แค่นี้ จ่ายพรีเมียมได้ผ่านตลอด วิ่งได้ทั่วไทย เป็นพฤติกรรม “อั้งยี่”

ซึ่งเป็นสิ่งที่ตำรวจแห่งชาติต้องสอบสวนจริง เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าหากเอาจริงเอาจังก็คงไม่มีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น และจะไม่มีปัญหานี้เกิดขึ้น

รัฐบาลใหม่จะสามารถปฏิรูปตำรวจได้หรือไม่? ตอนนี้เรายังไม่รู้ว่าใครจะเป็นรัฐบาล

หากเพื่อไทยได้เป็นโดยก้าวไกลไม่ได้เป็น แนวคิดเรื่องการปฏิรูปไม่ได้ตอบโจทย์สักเท่าไหร่ เพราะถ้าดูนโยบายของพรรคเพื่อไทยก็ไม่ได้เห็นแนวทางในการปฏิรูปอะไร เพราะเขาก็เคยเป็นรัฐบาลมาก่อนแล้ว

ซึ่งต่างจากพรรคก้าวไกลที่เขาเขียนเป็นนโยบาย ไม่ได้เป็นเพียงคำพูด เช่น คุณชัยธวัช ตุลาธน พูดถึงการจัดการระบบของตำรวจ ตำรวจจะต้องไม่เรียนเตรียมทหาร หรือต้องยุบหลักสูตร เช่น เราก็เคยสงสัยว่าตำรวจจะโดดร่มไปทำไม? นอกจากนี้ ก็ฝากเรื่องการเลื่อนยศในหน่วยนอก เช่น พยาบาล พิสูจน์หลักฐานจะเลื่อนยศไปทำไม การมียศทำให้ผู้คนไม่ไว้ใจ เพราะถ้ามีมันก็สั่งกันได้หรือไม่ ? ทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ทำให้ไม่น่าเชื่อถือ

ประการต่อมาควรให้อำนาจผู้ว่าราชการจังหวัดตรวจสอบได้

และโอนตำรวจเฉพาะทาง 13 หน่วย ไปให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบ เพราะจะได้ทำหน้าที่ได้อย่างตรงจุด และเป็นมิตรต่อประชาชน และเมื่อโอนไปมีอำนาจสอบสวนแบบคู่ขนาน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

วันหนึ่ง ณ ตึกสันติไมตรี จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ถามถึง ‘ไอ้บ๊อบ’ การเมือง ‘ทองใบ ทองเปาด์’ ทนายแม็กไซไซ
ไทยประกันชีวิต เดินหน้าโครงการ ‘เสริมโอกาส สร้างอาชีพ’ ปี 4 ประเดิมที่แรก APCD หนุนกลุ่มเปราะบาง
เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)