ยกเครื่องหลักสูตรฟาสต์แทร็ก ทางลัดติดดาวลูกบิ๊กเนม-ไฮโซ

กลายเป็นประเด็นดราม่าตอกย้ำความเหลื่อมล้ำไม่เป็นธรรมในแวดวงสีกากี
กรณีหลักสูตร กอส. หรือ การฝึกอบรมข้าราชการตำรวจและบุคคลที่บรรจุหรือโอนมาเป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร
วิจารณ์แรงๆ กันว่า “ขึ้นต้นเป็นลำไม้ไผ่ พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา”
นั่นคือ “หลักการดี” ฝึกอบรมความรู้พื้นฐานสำหรับบุคคลภายนอกจะเข้ามาเป็นนายตำรวจชั้นสัญญาบัตร มาจากการสอบแข่งขัน คัดเลือก ทายาทตำรวจเสียชีวิต, รับโอนจากส่วนราชการต่างๆ หรือคุณวุฒิขาดแคลนตามที่หน่วยร้องขอ อาทิ แพทย์ วิศวกร นักวิทยาศาสตร์ นักเรียนนายเรือ เป็นต้น
ทุกคนต้องผ่านหลักสูตรนี้ เพื่อให้มีความรู้ ความเข้าใจบทบาท “ผู้พิทักษ์สันติราษฎร์” อย่างแท้จริง
แต่เอาเข้าจริง กลับใช้ช่องว่างสอดแทรกทายาทสกุลใหญ่ ลูกบิ๊กเนม ไฮโซ คนสวย คนรวย คนดัง เข้าสู่อาชีพตำรวจ แล้วฟาสต์แทร็กประดับดาวบนบ่า
พินิจกันจริงๆ กรณีการติดยศ “ผู้กองแคท” ร.ต.อ.หญิง อาทิติยา เบ็ญจะปัก นักร้องลูกทุ่งคนดังและนางงามเจ้าของมงกุฎหลายเวที รับราชการอยู่ประจำฝ่ายเลขานุการ ด้านประชาสัมพันธ์ สำนักงานตำรวจแห่งชาตินั้น
จากยศ ส.ต.ต. เป็น ร.ต.อ. ใช้ระยะเวลา 4 ปี เป็นไปตามระยะเวลาระเบียบ กฎหมาย กฎ ก.ตร. ที่มีการร้องขอตำแหน่งเพื่อบรรจุคุณวุฒิ ด้านสังคมศาสตร์ปริญญาโท ไม่ใช่นิเทศศาสตร์ แต่นิเทศศาสตร์อยู่ในสายงานที่คุณสมบัติตรงตามที่ต้องการ “ผู้กองนางงาม” จึงมีสิทธิ์เข้าได้
แต่อาจมีคำถามว่าล็อกสเป๊กตำแหน่งมาตั้งแต่เริ่มต้นหรือไม่?
โดยเฉพาะเส้นทางติดดาวสู่ผู้กอง 4 ปี กลายเป็นประเด็นวิจารณ์อย่างกว้างขวาง
จนบรรดานักกีฬาที่สร้างชื่อเสียงให้ประเทศชาติ ได้สะท้อนความรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ตัวเองครองยศชั้นประทวนยาวนาน การจะเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตรนั้นยากเย็นแสนเข็ญเหลือเกิน
ตามด้วยการแฉซ้ำ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ โพสต์เฟซบุ๊ก ให้เบาะแส ร.ต.อ. “ณ.” รุ่นเดียวกับผู้กองนักร้องนางงาม ว่า “รุ่นนี้ ยศขึ้นเร็ว เพิ่งปิดไอจีหนี วันๆ ขับแลมโบโฉบไปมา งานการไม่มีทำ ร่อนตามผับ ไปต่างประเทศทุกเดือน หิ้วกระเป๋าแบรนด์เนมหรู แต่งตัวเหมือนหลุดออกมาจากแคทวอล์ค… ตำรวจอื่นๆ เขาทำงานยันแก่ยังไม่ได้ยศ ‘ผู้กอง’ เด็กเส้น เด็กนาย เด็กฝาก สารพัดตั๋ว พอกันที ให้ความเป็นธรรมกับตำรวจทำงานด้วยเถอะ เจ้าประคุณ”
ประจวบกับเหตุ ส.ต.ท.เสียชีวิตระหว่างปฏิบัติหน้าที่ โดนโจรใต้ยิงถล่มป้อมถนนข้ามทางรถไฟ ที่ จ.ปัตตานี ผบ.ตร.เสนอปูนบำเหน็จ 8 ขั้น เป็น “พ.ต.ท.”
จนเป็นที่เหน็บแนมว่าชั้นผู้น้อยที่ปฏิบัติงานต้องตายก่อนถึงได้เลื่อนยศหรืออย่างไร?
กลายเป็น “ฝี” อีกลูกที่มาแตกยุค ผบ.ตร.ลักกี้นัมเบอร์ “บิ๊กเด่น” พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์
ทั้งที่ระยะเวลา 8 เดือนกว่าๆ ที่นั่งเก้าอี้ “พิทักษ์ 1” ยังไม่ได้เปิดรับบุคคลภายนอกมาเป็นตำรวจตามที่หน่วยงานร้องขอเลย
แต่เมื่อเกิดปัญหาขึ้น “บิ๊กเด่น” ไม่ได้นิ่งนอนใจ สั่งการ “บิ๊กต่าย” พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.ฝ่ายบริหาร ตั้งทีมทำงานยกเครื่อง คำสั่ง กฎ ก.ตร. และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการรับบุคคลเข้ามาเป็นตำรวจสัญญาบัตร การบรรจุ แต่งตั้ง ครองยศ
รวมถึงการเข้าเรียนหลักสูตร “กอส.”, หลักสูตรการอบรมบุคคลภายใน (ข้าราชการตำรวจชั้นประทวน) เป็นข้าราชการตำรวจชั้นสัญญาบัตร เรียกหลักสูตร “กอน.”, และหลักสูตรที่เทียบเคียงอื่นๆ ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ทันต่อยุคสมัย และสอดรับกับ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2565 ฉบับใหม่
รวมทั้งให้สำนักงานกำลังพล นำกรณี “ผู้กองแคท” และข้าราชการตำรวจรายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ไปถอดบทเรียนมาประกอบการพิจารณาเพื่อยกร่างกฎระเบียบใหม่ เพื่อให้เปิดกว้างรับบุคคลภายนอกที่มีคุณภาพมาเป็นตำรวจชั้นสัญญาบัตร ให้เกิดความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ตรงกับความต้องการของหน่วย
ที่สำคัญ “บิ๊กเด่น” ให้นโยบายพิจารณาเพิ่มโควต้าคนในให้มากขึ้นกว่าเดิม ดูจากความรู้ความสามารถ โดยดูจากผลการประเมินผู้บังคับบัญชา
กรณีตำรวจไปศึกษาเพิ่มเติมจบปริญญาตรี, โท, เอก จะเปิดให้แข่งขันกันเอง ให้เป็นสัญญาบัตรได้ในสายงานต่างๆ เช่น สายงานสอบสวน สายงานป้องกันปราบปราม เป็นต้น
ถือว่า พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์เลือกที่กวาดบ้านตัวเอง ไม่ซุกไว้ใต้พรมเหมือนที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนไม่ทันการณ์แล้ว
เพราะทันทีเพจดังเผยแพร่การติดดาว “ผู้กองแคท” มีการแท็กถึงนายรังสิมันต์ โรม ว่าที่ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ผู้เปิดโปงเรื่องตั๋วช้างวงการตำรวจ
งานนี้ นายรังสิมันต์ โรม มองเรื่องนี้ยิ่งกว่าตั๋วช้าง!!!!
“เป็นตั๋วชนิดหนึ่งเข้ามาเป็นตำรวจ ทำกันแพร่หลายจำนวนมาก เคยได้ยินแว่วๆ ว่าหลักสูตรแบบนี้ไม่ได้มีแค่พ่อค้า เจ้าสัว ที่คุ้นเคยเห็นหน้าในสังคม บางทีอาจเป็นพวกเว็บพนันหรือพวกทำผิดกฎหมาย ส่งคนตัวเองมาเป็นตำรวจ เป็นสายตำรวจ”
สุดท้ายปราบปรามอาชญากรรมไม่ได้ เป็นปัญหาเรื้อรังในวงการตำรวจมาช้านาน
“ตอนนี้กำลังรวบรวมข้อมูลย้อนหลังไปประมาณ 10 ปี” ว่าที่ ส.ส.ก้าวไกลระบุ
พร้อมประกาศว่า หากพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาล สิ่งสำคัญต้องปฏิรูปตำรวจทั้งระยะสั้นและระยะยาว แม้ประกาศใช้ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติใหม่ แต่พรรคก้าวไกลเห็นว่ายังมีปัญหาอยู่
โดยเฉพาะการแต่งตั้งโยกย้ายที่ไม่เป็นธรรม ต้องสร้างความโปร่งใส ให้เกิดความน่าเชื่อถือ และต้องตอบคำถามให้ได้เวลาที่มีการแต่งตั้งโยกย้ายใครควรได้ตำแหน่งหรือไม่ควรได้
ดังนั้น จากคำพูดของ “ว่าที่ ส.ส.ก้าวไกล” ได้กระทบชิ่งไปถึงการแต่งตั้งโยกย้ายด้วย
หลายคนนึกไปถึงฉากทัศน์การแต่งตั้งโยกย้ายนายพลสีกากี โดยเฉพาะเก้าอี้ ผบ.ตร.คนที่ 14 จะเป็นอย่างไร
ดูตามไทม์ไลน์แล้ว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรัฐบาลชุดนี้ รักษาการไปอีกหลายเดือน มีสิทธิ์ลุ้นแต่งตั้ง “นายพลตำรวจ”
และตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับใหม่ อำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายอยู่ที่ ก.ตร. ขณะนี้มี “บิ๊กตู่” นั่งหัวโต๊ะด้วย
จับตา “นายพล” ที่นายรังสิมันต์ โรม เคยซักฟอกทั้งในและนอกสภา ซึ่งคนวงในคาดหมายกันว่าจะได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้ากรมปทุมวัน จะเผชิญแรงเสียดทานอย่างไร?
ท่ามกลางกฎหมายตำรวจฉบับใหม่ ต้องมีธรรมาธิบาล ตรวจสอบได้ และโปร่งใส
สะดวก ฉับไว คุ้มค่า สมัครสมาชิกนิตยสารมติชนสุดสัปดาห์ได้ที่นี่https://t.co/KYFMEpsHWj
— MatichonWeekly มติชนสุดสัปดาห์ (@matichonweekly) July 27, 2022
